Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 3 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 3

729 Views

         ใกล้อาลัยบุพการี          กตเวทิตาถึงที่สุด

จากไกลฝากตัวกับอาจารย์    ปลงผมสู่ร่มกาสาวพัสตร์


         จากตอนที่แล้ว เจ้าอาวาสเต้าชิงถูกปริศนาธรรมของซิ้วหยวนซักจนเสียหน้ากลับไป ล้มหมอนนอนเสื่อลุกไม่ขึ้น ทำให้เจ้าอาวาสเต้าเจิ้นต้องมาเยี่ยมไข้ เมื่อไต่ถามถึงสาเหตุ เจ้าอาวาสเต้าชิงมิอาจปิดบัง จึงต้องเล่าเรื่องให้ฟังว่า เมื่อถูกถามถึงจุดญาณว่าอยู่ที่ไหน ก็ตอบไม่ได้ในทันทีเป็นเหตุให้ขายหน้ากลับมา ดังนั้นจึงมิกล้าพบหน้าผู้คน เต้าเจิ้นได้ฟังดังนั้นจึงว่า “เพียงคำพูดที่ผ่านหู คงยังไม่หายสงสัย จะขอให้ผมได้ไปพบเขาทำให้เขายุ่งยากสักครั้ง ดูซิว่าจะเป็นอย่างไร” เต้าชิงว่า “เด็กคนนี้มิใช่เพียงมีภูมิปัญญาฉลาดเหมือนคนธรรมดาเท่านั้น แต่นับว่าเป็นผู้มีปัญญาดั่งเดิมมาเกิด ขอท่านอย่าดูแคลนเป็นอันขาด” 

         พอพูดจบ ก็มีรายงานมาว่า นายหลี่จ้านซ่านกับบุตรชาย กำลังรอพบท่านเจ้าอาวาสอยู่ข้างนอก เจ้าอาวาสก็ถูกเต้าเจิ้นคะยั้นค่ะยอให้ออกมาพร้อมกัน เมื่อพบกันต่างก็แสดงความคารวะซึ่งกันและกัน แล้วก็เชิญกันดื่มน้ำชา จ้านซ่านว่า “วันก่อนลูกน้อยล่วงเกินพระคุณเจ้า สมควรได้รับโทษ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมาขอขมา หวังว่าพระคุณเจ้าจะโปรดเมตตาเอ็นดู !” เต้าชิงว่า “นี่เพราะอาตมาภูมิปัญญาน้อย หาความขายหน้ามาเอง คุณชายมีโทษอะไรหรือ” เต้าเจิ้นก็มองมาทางซิ้วหยวน แล้วถามว่า “ผู้นี้คือคุณชายหลี่ ที่ถามว่าจุดญาณอยู่ที่ไหน ใช่หรือไม่” ซิ้วหยวนว่า “ใช่ คือผู้น้อยเอง” เต้าเจิ้นยิ้มแล้วกล่าวว่า “ถามน่ะง่ายแต่ตอบยากอาตมาก็มีคำถามอยากจะถาม มิทราบว่าคุณชายจะตอบได้ไหม” ซิ้วหยวนว่า “ธรรมสว่างจิตลุปัญญา คำถามคำตอบอันเดียวกัน ไม่มียากง่ายถ้าอาจารย์ภูมิธรรมล้ำลึก ก็โปรดชี้แนะ” เต้าเจิ้นว่า “ขอถามว่า คุณชายมีนามว่าอะไร” ซิ้วหยวนว่า “เป็นคำสามัญซิ้วหยวน(ซิ้วหยวน หมายความว่า “การรักษาจิตเดิม”)” เต้าเจิ้นว่า “ยี่ห้อซิ้วหยวน แต่เกรงจะรักษาพื้นเดิมยาก” ซิ้วหยวนฟังแล้วถามว่า “อยากทราบว่า ท่านมีชื่อพระว่าอะไร” เต้าเจิ้นว่า “อาตมาคือ เต้าเจิ้น(เต้าเจิ้น หมายความว่า “ธรรมอันบริสุทธิ์”) “ซิ้วหยวนกล่าวต่อว่า “นามเต้าเจิ้นยังไม่ตื่นสู่แดนวิสุทธิ์ ธรรมยากจะบรรลุ”

         เต้าเจิ้นเห็นซิ้วหยวนคล่องแคล่ว ปัญญาเฉียบแหลม อดไม่ได้ที่จะยกย่อง กล่าวว่า “ที่แท้คุณชายมิใช่ธรรมดา อาตมาสองคนนี่คงไม่เหมาะที่จะเป็นอาจารย์ท่าน จำเป็นต้องหาอาจารย์รูปอื่น มิควรพลาดบุญสัมพันธ์” จ้านซ่านว่า “ท่านอาจารย์ซิ่งคงตอนจะจากสู่สวรรค์ได้เคยสั่งเสียให้บวชเป็นพระ ต้องให้หาอาจารย์เปี๋ยฟงกับอาจารย์เซี้ยถัง ให้เป็นลูกศิษย์ท่านทั้งสอง แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าพระทั้งสองอยู่ที่ใด” เต้าเจิ้นว่า “เมื่อพระอาจารย์พูดเช่นนี้ย่อมมีตัวตน ขอให้ตั้งใจเสาะหา” ทุกคนต่างคุยกันย่างถูกชะตาเต้าชิงก็เลี้ยงอาหารเจ ที่สุดก็อำลาจากกัน

         ฝ่ายซิ้วหยวน เมื่อกลับบ้านแล้วก็เอาแต่ท่องโคลงกลอนอยู่ในห้องสมุด ถึงแม้จะได้ปฏิเสธกับเจ้าอาวาสเต้าชิงแล้ว แต่เรื่องการออกบวชก็ยังฝังใจอยู่ เกี่ยวกับเรื่องชื่อเสียง เกียรติยศ ไม่เคยใส่ใจไว้เลย เวลาก็ผ่านไปรวดเร็ว ตอนนี้ก็อายุได้สิบแปดปีแล้ว บิดามารดาก็รอคอยให้แต่งงาน โดยไม่คาดคิด คุณนายหลี่ก็ล้มป่วยลงลุกไม่ขึ้น รับประทานยาเท่าไรก็ไร้ผล ไม่กี่วันก็เสียชีวิต ซิ้วหยวนก็จัดงานศพให้อย่างกตัญญูโชคไม่ดีที่งานศพมารดาเพิ่งจะเสร็จสิ้น บิดาก็เสียชีวิตตามไปอีก ซิ้วหยวนโศกเศร้าไม่น้อย จึงไว้ทุกข์ถึงสามปี เพื่อแสดงความกตเวทิตา หลังจากนั้นมาก็ไม่มีอะไรให้ห่วงใยอีก เป็นอิสรเสรี คุณลุงหวังอันซื้อก็ขอให้เขาแต่งงาน เขาก็บอกปัดสิ้น 

         เมื่อมีเวลาว่าง ก็ได้แต่เที่ยวสืบหาอาจารย์เปี๋ยฟงกับเซี้ยถังตามวัดต่างๆ แห่งเทียนไถ ถามหามาได้ปีเศษ ก็ได้ข่าวมาว่า ! “ พระอิ้นเปี๋ยฟงอยู่ที่หลินอัน เป็นเจ้าอาวาสวัดจินซาน ส่วนพระ เหยี่ยนเซี้ยถัง เป็นเจ้าอาวาสวัดหลิ่งอิ่น แห่งเขาหู่แย่เมืองซูโจว” เมื่อซิ้วหยวนได้ข่าวแน่ชัดแล้ว ก็แจ้งแก่คุณลุงว่า ต้องการจากบ้านไปหา หวังอันซื้อว่า “ว่าตามเหตุผล การออกบวชใช่จะดีงาม แต่เท่าที่สังเกตดูเธอมา เหมือนมีความสัมพันธ์กับธรณีสงฆ์ แต่เจ้าก็มีทรัพย์สินมากมายแต่ไม่มีพี่น้อง แล้วจะให้ใครดูแล” ซิ้วหยวนว่า “หลานจากไปครั้งนี้ กายยังไม่ห่วงใย แล้วนับประสาอะไรกับทรัพย์สมบัติ ทั้งหมดขอให้พี่หวังฉวนดูแลก็แล้วกัน” ดังนั้น จึงเลือกเอาวันที่ 12 เดือนยี่ออกเดินทาง ส่วนหวังอันซื้อเมื่อหมดปัญญาจะรั้งไว้ได้ ก็ได้แต่กระเตรียมข้าวของเสื้อผ้า หวังฉวนก็ได้มาส่ง ซิ้วหยวนพร้อมกับคนรับใช้สองคน ได้นำเงินติดตัวไปบ้าง หลังจากอำลาญาติทั้งสองคือลุงหวังอันซื้อกับหวังฉวนแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่เฉียนถัง
ไม่กี่วันก็ข้ามแม่น้ำเฉียนถัง พอขึ้นฝั่งก็เข้าเมือง เดินมาถึงสะพานซินเก็ง พักแรมที่โรงแรมหนึ่งคืน พอรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้า ก็พาบ่าวรับใช้เที่ยวกันทั่วเมือง มีผู้คนหนาแน่นนับว่าเป็นที่ที่สวยงาม ทิวทัศน์ช่างงดงามนัก เที่ยวยังไม่จุใจ เลยเที่ยวจนมืดค่ำจึงได้กลับที่พัก ถามเจ้าของที่พักว่า “ได้ยินว่ามีวัดหลิงอิ่น มิทราบว่าอยู่ที่ไหน” เจ้าของที่พักว่า “วัดนี้อยู่บนยอดเนินเฟ่ยไหลฟงแห่งเขาซีซาน เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง” ซิ้วหยวนว่า “ก็เป็นวัดพุทธ แต่ทำไมจึงมีชื่อเสียง” เจ้าของที่พักตอบว่า “คุณชายไม่รู้อะไร ในสมัยราชวงศ์ถัง มีบัณฑิตผู้หนึ่งนามว่าซ่งจือเวิ้น ได้แต่งกลอนไว้ที่วัดนี้ กลอนว่า “จันทร์กลางเดือนแปดฉาย นภาพรั่งพรายลายเมฆา” กลอนบทนี้มีชื่อเสียงมาก เลยทำให้วัดนี้มีชื่อเสียงไปด้วย ซิ้วหยวนว่า จะไปวัดนี้ ต้องไปทางไหน” เจ้าของที่พักตอบว่า “พอออกจากประตูเมือง ก็จะถึงทะเลสาบซีหู ผ่านเจดีย์เป่าสู้ เดินเลียบไปตามเขาไป่ยซานทางทิศตะวันตก ก็จะถึงเย่เฝิน จากเย่เฝินเดินเลียบไปทางทิศใต้ก็จะถึงวัดหลิงอิ่น ด้านหน้าของวัดมีถ้ำพุทธะ มีศาลาน้ำเย็น มีถ้ำเรียกลิง ภูเขาสวย ธารน้ำใส ทิวทัศน์งามตามาก คุณชายไปเที่ยวพรุ่งนี้ก็จะเห็นเอง” ซิ้วหยวนว่า “ที่เถ้าแก่พูดมาทั้งหมดล้วนมีแต่ภูเขาลำธาร แต่ก็ไม่รู้ที่วัดนี้มีหลวงพ่อที่เก่งบ้างไหม” เจ้าของที่พักว่า “ในวัดมีพระเณรตั้งห้าร้อยรูป แต่ก็ไม่ได้ยินว่ามีหลวงพ่อเก่ง แต่ปีกลายเจ้าอาวาสมรณภาพไป ตอนนี้ได้เชิญเจ้าอาวาสองค์ใหม่มาจากกูซูหูเย่ซาน มีชื่อว่าเหยี่ยนเซี้ยถัง ได้ยินมาว่า มีความสามารถหยั่งรู่อดีตและอนาคต ก็นับว่าเป็นหลวงพ่อที่เก่งสามารถ” ซิ้วหยวนฟังแล้วรู้สึกดีใจ สงบเงียบตลอดคืน 

         พอวันรุ่งขึ้น ก็ยังคงแต่งกายอย่างบัณฑิต เดินทางพร้อมผู้ติดตามผ่านประตูเฉียนถัง ตอนนี้เป็นอากาศเดือนสาม ลมก็นุ่มแดดก็อ่อน ทิวทัศน์รอบ ๆ ทะเลสาบช่างงดงามแปลกตา ซิ้วหยวนพูดกับบ่าวว่า “ได้ฟังมาว่า ทิวทัศน์แห่งซีหูมีความงมงามหลายด้าน ข้าฯ เพิ่งจะได้เห็นวันนี้เอง” พอขึ้นฝั่งทะเลสาบซีหูทางทิศเหนือ ก็มาถึงวัดเจาชิ่ง บนบัลลังก์มีพระรูปเจ้าแม่กวนอิม ในรูปอวตารพันหัตถ์ เกิดจิตสัมผัสจึงเอ่ยเป็นกลอนว่า

         หัตถ์หนึ่งไหวพันกรเคลื่อน
เนตรหนึ่งเลื่อนพันนัยนาเผย
นามกวนอิมสุขเพลินเอย
ไฉนเลยอวตารหลากหลาย


จากนั้นก็มุ่งไปสู่ป่ายซาน ก็มาถึงวัดต้าฝ่อ พอเข้าวัดก็เห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์หนึ่งเพียงครึ่งองค์ จึงกล่าวสรรเสริญว่า

         หลังอิงหินผา          พักตร์ดั่งจันทร์เพ็ญ
สิ้นฟ้าดินคน                     ได้เพียงครึ่งเดียว

         กล่าวจบก็เดินเลี้ยวไปทางทิศตะวันตก ก็มาถึงเย่เฝิน ก็กล่าวอีกว่าโฉลกหนึ่งว่า

         คืนหนึ่ง ณ ศาลาคลื่นลม           เหลืออาลัยอนุสรณ์เจ้าเย่เฟย(1)
บุพชนมิกล้าหลงลืมเลือน                   เพื่ออนุชนรุ่นหลังจดจำ

         (1) (เจ้าเย่เฟย เป็นขุนนางตงฉินที่ภักดีต่อฮ่องเต้ แต่ก็ถูกประหารโดยการยุแหย่ของขุนนางกังฉินฉินไค่ว จึงสร้างรูปปั้นเหล็กหล่อไว้ เพื่อให้ผู้คนคอยทุบตีให้หายแค้น) 

         ได้เห็นรูปหล่อด้วยเหล็กของฉินไคว่และภรรยาหวังสี คุกเข่าอยู่หน้าสุสานเจ้าเย่เฟยให้ชาวบ้านได้ทุบตี จึงกล่าวอีกโฉลกว่า

         ความโกรธแค้นไม่สิ้นสุด          รูปเหล็กหล่อขุนนางกังฉิน

ทุบตีเท่าไรก็ไม่เจ็บปวด                    ผู้คนอาศัยสิ่งนี้คลายแค้น

         กล่าวจบก็เดินไปทางทิศใต้ ชั่วครู่ก็มาถึงเชิงเขาเฟ่ยไล้ฟง มาถึงศาลาน้ำเย็นเห็นทิวทัศน์งดงามสงบ ตรึงใจให้ชุ่มชื้น จึงนั่งพักสักครู่ยังมิทันจะเข้าวัด ขณะที่เพลิดเพลินกับธรรมชาติอยู่ พลันก็แลเห็นพระสงฆ์หลายรูป กำลังเดินตามพระชรารูปหนึ่งเพื่อเข้าวัด ซิ้วหยวนจึงรีบกระวีกระวาดเข้าไปหาพระรูปท้ายแถว แสดงคารวะแล้วถามว่า “ ขอถามพระคุณเจ้า พระผู้ใหญ่ที่เพิ่งเข้าไปนั้น มีชื่อว่าอะไร” พระรูปนั้นคารวะตอบแล้วกล่าวว่า “ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้ นามว่าเหยี่ยนเซี้ยถัง คุณชายถามทำไมหรือ” ซิ้วหยวนตอบว่า “ผู้น้อยได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว อยากจะเข้าพบท่านสักหน่อย มิทราบว่าพระคุณเจ้าจะพาเข้าพบได้หรือไม่” พระรูปนั้นตอบว่า “ท่านเจ้าอาวาสท่านใจคอกว้างขวาง ท่านต้อนรับทุกคนหากคุณชายต้องการพบ ก็เดินเข้ามาด้วยกันสิ” ซิ้วหยวนดีใจมาก จึงเดินตามพระรูปนั้นเข้าไป เมื่อมาถึงห้องเจ้าอาวาส พระรูปนั้นได้เข้าไปรายงานท่านเจ้าอาวาสก่อน แล้วจึงเชิญซิ้วหยวนเข้าไปข้างใน เมื่อซิ้วหยวนได้พบท่านเจ้าอาวาส ก็ทรุดตัวลงกราบ เจ้าอาวาสจึงถามว่า “บัณฑิตมีนามว่ากระไร มาที่นี่มีจุดประสงค์อันใด” ซิ้วหยวนตอบว่า “ศิษย์มาจากเขาเทียนไถ อยู่ไม่ไกลแค่พันลี้ มีชื่อว่าหลี่ซิ้วหยวนเป็นกำพร้าบิดามารดาไม่อยากครองเพศฆราวาส ต้องการออกบวช ต้องการพบท่านอาจารย์มานานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนตำบลใด จึงหมกมุ่นอยู่กับโลกีย์เสียนานจนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ข่าวว่าท่านอาจารย์อยู่ที่นี่ จึงได้ชำระล้างจิตใจ มากราบท่านที่นี่ หวังว่าท่านอาจารย์จะเมตตาได้โปรดรับไว้” เจ้าอาวาสว่า “คุณชายไม่รู้จักคำว่าออกบวช จะทำเป็นพูดพล่อย ๆ ได้อย่างไร ไม่เคยได้ยินคำว่าออกบวชนั่นง่าย แต่ทำสมาธินั้นยากหรือ ต้องคิดทบทวนให้รอบคอบก่อนนะ ซิ้วหยวนตอบว่า “ผู้น้อยมีจิตมั่นคง มีอะไรที่ยากหรือ” เจ้าอาวาสกล่าวว่า “เจ้ามาไกลถึงเทียนไถซาน ที่นั่นมีวัดถึงสามร้อยกว่าแห่ง ทำไมไม่บวชพระที่นั่น กลับมาหาที่ไกลให้ลำบาก” ซิ้วหยวนตอบว่า “ศิษย์ได้รับคำสั่ง จากท่านอาจารย์ซิ่งคงวัดกั๋วชิง ตอนที่ฌาปนกิจศพท่านนั้นเหนือเปลวไฟปรากฏร่างท่านเจ้าอาวาส ได้สั่งเสียกับคุณพ่อกระผมว่าต้องให้มากราบท่านเป็นอาจารย์ ดังนั้น ผู้น้อยจึงระลึกไว้เสมอ เลยต้องเดินทางมาไกล เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งเสียของท่านซิ่งคง” เจ้าอาวาสตอบว่า “หากเป็นเช่นนี้ เจ้าออกไปก่อน” แล้วสั่งให้จุดธูปเทียน จัดแจงขึ้นนั่งบนโต๊ะเข้าสมาธิต่อไป 

         ภายหลังออกจากสมาธิแล้ว กล่าวว่า “เจริญพร ! เจริญพร ! เป็นบุญสัมพันธ์ที่เป็นไปตามนี้” ขณะที่เจ้าอาวาสเรียกให้ซิ้วหยวนออกไปก่อนนั้น เขามิได้ออกไปเลย คงยืนอยู่แถวนั้น เมื่อเจ้าอาวาสลืมตาขึ้นก็มองเห็นจึงเอ่ยปากถามว่า “คนที่ยืนอยู่ด้วยหลังของเจ้าเป็นใคร” ซิ้วหยวนตอบว่า “เป็นบ่าวที่ติดตามมาจากบ้าน” เจ้าอาวาสกล่าวว่า “ถ้าคุณชายจะออกบวช เขาก็จะบวชกับท่านไม่ได้ รีบ ๆ ให้เขากลับไป” ซิ้วหยวนรับคำจึงสั่งบ่าวให้นำตั๋วแลกเงินถวายแก่เจ้าอาวาสเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบวชพระครั้งนี้ ที่เหลือก็ให้แก่บ่าวเป็นค่าเดินทางกลับบ้าน บ่าวรับใช้กล่าวว่า “เมื่อคุณชายอยู่บ้าน ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ มีเสื้อผ้าแพรพรรณอย่างดีบ่าวใช้มากหน้าหลายตา ในตอนนี้ก็เหลือเพียงบ่าวแค่สองคนคอยรับใช้ซึ่งก็วังเวงหงอยเหงา หากเราสองคนกลับไป คุณชายอยู่คนเดียว เงินทองก็ไม่เหลือสักอีแปะ จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร คิดว่าให้เราสองคนอยู่รับใช้จะดีกว่า” ซิ้วหยวนตอบว่า “เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน การบวชเป็นพระต้องโดดเดี่ยวดุจนกกระเรียนกำพร้า มิอาจมีเพื่อนอยู่ด้วยเจ้าสองคนกลับไปพร้อมกัน ไปรายงานคุณลุงที่บ้านว่า ข้าได้บวชพระอยู่ที่วัดหลิงอิ่นแห่งเมือง ซิ้วหยวนก็ไม่ยินยอม ในที่สุดทั้งสองก็จนใจ ร้องไห้กลับไปโดยไม่พูดจา

         ฝ่ายเจ้าอาวาสเหยี่ยนเซี้ยถัง ภายหลังจากได้เข้าฌานดูแล้ว จึงรู้ว่าซิ้วหยวนเป็นอรหันต์ จุติจากนิพพานมาเกิดในโลกมนุษย์ เพื่อเป็นคนเพี้ยนชอบเล่นพิเรนทร์ ดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธการขอบวชในครั้งนี้ จึงได้เลือกวันที่เหมาะสมให้การอุปัชฌาย์ มีการชุมนุมเหล่าพุทธสาวก ตีระฆัง จุดรูปถวายเทียนและดอกไม้เป็นพุทธบูชา แล้วมีคำสั่งให้นำนายซิ้วหยวนเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าท่านเจ้าอาวาส แล้วถามว่า “เจ้าต้องการออกบวช จะได้อานิสงค์ยิ่งใหญ่ หากแต่ว่าการออกบวชนั่นง่าย แต่การจะกลับไปสู่สามัญชนนั้นยาก(พุทธศาสนามหายานฝ่ายเหนือ ผู้ที่บวชแล้วจะไม่สามารถลาสิกขาบทได้เหมือนฝ่ายเถรวาท ดังนั้น ผู้จะขอบวชจะต้องใคร่ครวญอย่างหนัก) เจ้ารู้แล้วใช่ไหม” ซิ้วหยวนตอบว่า การออกบวชเป็นความสุขของจิต เป็นความอิ่มเอิบใจ มิใช่เป็นการฝืน คงไม่มีเหตุผลใดที่จะสึกสู่สามัญชน ขออาจารย์โปรดได้อุปัชฌาย์ให้เถิด” เจ้าอาวาสตอบ “หากเป็นเช่นนี้ ก็ให้แยกผมออกเป็นห้าปอย ถักเป็นมวยผมห้ากลุ่ม” แล้วชี้ที่มวยผม และพูดว่า “มวยทั้งห้านั้น ข้างหน้าคือสวรรค์ ด้านหลังคือนรก บิดาอยู่เบื้องซ้าย มารดาอยู่เบื้องขวา ตรงกลางคือชีวิตตนเอง วันนี้จะโกนทิ้งไปทั้งหมด เจ้าต้องเข้าใจ” ซิ้วหยวนตอบว่า “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่แนะนำ ศิษย์เข้าใจความหมายแล้ว” เจ้าอาวาสฟังแล้ว ก็ใช้มีดทองค่อย ๆ โกนให้ เมื่อโกนหมดแล้ว ก็ใช้มือลูบบนกลางกระหม่อม เพื่อถ่ายทอดวิชาให้ แล้วกล่าวว่า

         พุทธธรรมแม้จะว่าง       แต่ไม่ไร้ความจริง

จุดหนึ่งเพื่อบุญกุศล               เพียงพูดก็กำไร

ก็บรรลุอนุตรธรรม                  เหตุไฉนยังเล่น ๆ

ความสำคัญของธรรมะ          คือปัญญา

         ศีลของสงฆ์                  คือ สุรา นารี สมบัติ และอารมณ์

เรื่องมาก                                เพราะยึดติดในความโง่เขลา

ถ้าไม่หวังอะไร                       ก็เสียหาย

อย่าเสียหายก็อย่าโง่              ขอตั้งชื่อให้ว่าเต้าจี้” 

         เมื่อเจ้าอาวาสกล่าวจบ ก็สั่งเต้าจี้ว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไป เจ้าคือพุทธบุตรต้องเฝ้าระมัดระวังศีล” เต้าจี้กล่าวว่า “ต้องเริ่มต้นจากอะไร” เจ้าอาวาสตอบ “ไปนั่งสมาธิก่อน” เต้าจี้กล่าว “ศิษย์ได้ยินว่า พุทธธรรมกว้างขวางนักเพียงแค่ทำสมาธิเท่านั้นหรือ” เจ้าอาวาสก็ตอบว่า “ไม่เพียงเท่านี้ แต่ควรรู้เท่านี้ก่อน” (หมายความว่า ไม่ใช่มีแต่เพียงเท่านี้ แต่ต้องการให้เจ้ารู้เท่านี้ก่อน) แล้วก็สั่งให้พระผู้ดูแลวัดพาเต้าจี้ไปยังห้องหวินถัง เต้าจี้มิกล้าจะกล่าวต่อ ได้แต่เดินตามพระผู้ดูแลวัดไปยังห้องหวินถัง การออกบวชของซิ้วหยวนแบบนี้ เท่ากับเป็นการรับคำสั่ง ในสามพันโลกธาตุล้วนเต็มไปด้วยสุราและมังสา เต้าจี้จะลำบากแค่ไหน ที่ต้องอดทนต่ออารมณ์อันแค้นเคือง เต้าจี้จะนั่งสมาธิอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง


         1.    การเผยความคมคายเพียงเล็กน้อยทำให้ท่านเต้าชิงและท่านเต้าเจิ้นถึงกับสะดุ้งหงายหลัง ถึงแม้ “ชิงเจิ้น” (สะอาด บริสุทธิ์) จะมีความหมายล้ำลึก สูงสง่าปราศจากฝุ่นกิเลส แต่เป็นเพราะยังมีสายสัมพันธ์เหลืออยู่ดังนั้นจึงต้องเสาะหาท่านเหยี่ยนเซี้ยถังสักครา นั่นคือ

         ไหว้ครูแสวงธรรม          สำคัญที่กรรมสัมพันธ์
ผินหน้าสู่พระพักตร์                 พุทธยูไลแย้มจี้กง
ใสบริสุทธิ์ภายใน                   บ่มีสักสิ่งดำรง
ทุกอณูฝุ่นผง                          แปรเปลี่ยนเป็นโลกธาตุ

         2.    มารดาสิ้นบิดาจาก ดวงไม่รุ่ง มันคือ “หลังคารั่วฝนกระหน่ำซ้ำ ทำให้ตระหนักตื่นสู่พุทธจิต” ไว้ทุกข์สามปีคิดกตัญญูเนือง ๆ อยากสนองบุญคุณโอกาสมีไฉน มิสู้กระทำกตัญญูเป็นหมื่น ๆ ปี คุณลุงอยากให้แต่งงานช่างไม่มีแก่ใจ เมื่อพ่อแม่จากไป ทำให้ตนเองอิสระ ดั่งคำพูดที่ว่า

         อรหันต์ต้องการความสันโดษ          ไม่ลิงโลดไร้กังวลกินอยู่น้อย
วิ่งขึ้นเหนือดิ่งลงใต้ไม่ต้องคอย                พักข้างดอยนอนข้างทางร่อนเร่ไป

         ด้วยเหตุนี้ ทรัพย์มรดกจึงมอบให้พี่หวังฉวนลูกลุง ทำให้เบากายดีออกเดินทางไปยังวัดหลิงอิ่นเพื่ออุทิศตัว

         3.    การออกบวชนั่นง่าย แต่จะกลับคืนสู่สามัญชนนั้นยาก โกนผมตัดเส้นกังวล ประทับจิตด้วยเหล็กเผาไฟ จากนี้ไปขอหยุดแล้ว ดีใจที่ท่านเจ้าอาวาสประทานชื่อทางศาสนาว่า “เต้าจี้” แม้ได้รับการบำเพ็ญธรรมมาอย่างดี แต่ไฉนเลยจึงชอบเล่น เพราะคำนี้คำเดียวเลยทำให้เต้าจี้ต้องเที่ยวเล่นอยู่ในโลกมนุษย์

         4.    การนั่งสมาธิ นั่งไม่เคยจิตจะสับสน คิดแต่ “สมาธิไหวตามจิต” เลยเป็นการปลดปล่อยสู่ความสะดวก จากนี้ก็เลยเปิดเผยถึงอภิญญาฉากหนึ่งของจี้กง