Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 1 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ประวัติพระอรหันต์จี้กง ตอนที่ 1

905 Views

             ตั้งแต่ราชวงศ์ซ้อง ซึ่งเป็นราชธานีถูกย้ายลงใต้มาสู่แม่น้ำเจ้อะเจียน เมืองหลินอัน หรือหางโจวในปัจจุบันนี้ บริเวณช่วงกลางของแม่น้ำเจ้อะเจียน คือขุนเขาเทียนไถที่สวยงามอันเป็นที่พำนักของพระอรหันต์และพระเจ้าเกาจงผู้ซึ่งได้สร้างราชธานีอยู่ใกล้ๆ นามว่าเมืองไถโจว ในเมืองมีวัดอยู่วัดหนึ่งชื่อว่าวัดกั๋วชิง มีเจ้าอาวาสนามทางศาสนาว่า ซิ่งคง ซึ่งมีอายุถึง 68 ปี และก็เป็นพระผู้บำเพ็ญธรรมจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ท่านได้ปฏิบัติธรรมอย่างเงียบๆ โดยไม่ยอมเปิดเผยบุคลิกภาพที่แท้จริงของท่านง่ายๆ และในปีนั้น ขณะที่กำลังอยู่ในฤดูหนาวที่แสนหนาวเหน็บ ลมหนาวพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ท้องฟ้าแดงฉานไปหมด พายุหิมะกำลังโปรยปราย หลังจากฉันอาหารเจมื้อค่ำแล้ว ท่านเจ้าอาวาสก็นั่งสมาธิอยู่เหนืออาสนะตามลำพัง มีพระลูกวัดกำลังยืนสงบอยู่ทั้งสองข้าง กลุ่มควันกำลังพวยพุ่งอย่างหนาตัวพันรอบพระพุทธรูป ไฟตะเกียงในโคมกระจกก่อให้เกิดเงาตะคุ่มๆ พระลูกวัดเฝ้าอยู่อย่างสงบนานพอสมควร ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งมีจิตเพ่งพิจารณา จนเกิดความรู้สึกขึ้นรีบคุกเข่าลงต่อหน้าเจ้าอาวาส "ศิษย์สำนึกในพระคุณของอาจารย์ที่เมตตาชี้แนะให้ถึงความสงบ ศิษย์ได้เพ่งพิจารณาอย่างละเอียดและได้ลิ้มรสชาติแห่งความสงบที่แฝงไปด้วยความงดงามอย่างยิ่ง" เจ้าอาวาสยิ้ม พลางตอบว่า "หากเจ้าได้พบรสชาติแห่งความสงบก็นับว่าอัศจรรย์แล้ว เพราะเมื่อมีความสงบ ย่อมมีการไหวติง จึงไม่ควรมีรสชาติในความสงบ แล้วกล่าวว่า การไหวติงไม่มีรสชาติ" ลูกศิษย์เกิดความประหม่า จึงกล่าวต่อไปว่า "ท่านอาจารย์ได้เคยแสดงถึงเหตุแห่งความสงบ แต่วันนี้กลับพูดถึงการไหวติง หรือเป็นเพราะว่า ในการไหวติงก็มีรสชาติอยู่ด้วย" เจ้าอาวาสตอบว่า "หากไม่มีรสชาติในการไหวติงแล้ว ผู้ที่หาความสงบจะไม่คิดถึงการไหวติงเลยหรือ" ขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น ก็บังเกิดเสียงดังปานฟ้าผ่า บรรดาลูกวัดต่างพากันตระหนกตกใจ เจ้าอาวาสจึงพูดขึ้นว่า "พวกเจ้าไม่ต้องตกใจกลัว นี่เป็นเพราะกำลังพูดถึงการไหวติงในความสงบ ลองพิจารณาดูว่าเสียงมาจากไหน" เหล่าลูกศิษย์เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาส ก็นำโคมไฟออกจากห้องเจ้าอาวาสไป เดินไปถึงหน้าพระแท่นบูชาในโบสถ์ ก็ไม่พบร่องรอยของเสียง จึงพากันเดินไปยังห้องอรหันต์ ก็พบรูปอรหันต์สีทอง กับเก้าอี้ที่มีรูปวาดตัวหนึ่งล้มลงอยู่กับพื้น เหล่าพระลูกวัดเลยเข้าใจถึงที่มาแห่งเสียงว่าเกิดจากอะไร จึงพากันกลับไปยังห้องเจ้าอาวาสเพื่อกราบเรียนให้ทราบ ท่านเจ้าอาวาสก็ไม่พูดอะไรแต่กลับหลับตาเข้าสู่สมาธิต่อไป เวลาล่วงไปไม่นานก็ถอนจิตจากสมาธิ แล้วกล่าวว่า "เสียงดังที่เกิดขึ้นเพราะมีผู้ล้มลงที่พื้นนั้น ก็เพราะความเงียบสงบของพระอรหันต์ บันดาลให้เกิดการไหวติงขึ้น ท่านได้ปฏิสนธิแล้วในโลกมนุษย์ ! โชคดีที่อยู่ไม่ไกล วันข้างหน้าก็จะมีคนรู้ รอให้อายุครบเดือนเสียก่อน พระชรารูปนี้จะไปด้วยตนเอง เพื่อกล่าวคำอำลา" เมื่อได้ฟังความแล้ว บรรดาพระลูกวัดก็พากันตกใจเพราะมันหมายถึง 

    เพราะรู้ว่ามาก็ต้องมา       เสร็จภาระเร็วก็ไปเร็ว 

ไปกับมารู้ชัดเจน                  นี้เป็นวิถีแห่งโพธิสัตว์ 


             กล่าวกันว่าที่เมืองไถวโจว อำเภอเทียนไถ มีนายอำเภอคนหนึ่งชื่อ เหมาชุน แซ่หลี่ หรือออกชื่อว่า จ้านซ่าน เป็นคนที่มีอัธยาศัยดี ไม่โลภ ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง รับราชการมาหลายปีก็เกิดความเบื่อหน่ายจึงลาออกมาอยู่บ้าน ท่านคุณนายหวังก็มีจิตกุศล แต่ว่าอายุเลย 30 แล้วยังไม่มีบุตรไว้สืบสกุลเลย ฝ่ายนายอำเภอเห็นความดีของภรรยาที่มีต่อตน ก็ไม่คิดที่จะมีภรรยาน้อย ทั้งสองสามีภรรยาต่างอ้อนวอนต่อพระเจ้าเพื่อขอบุตร คืนหนึ่ง หวังฮูหยินฝันไปว่า ได้พบกับพระอรหันต์รูปหนึ่ง ท่านนำดอกไม้ห้าสีช่อหนึ่งมาให้ ฮูหยินรับดอกไม้มาแล้ว ก็รีบกลืนลงท้องไป จากนั้นมา ฮูหยินก็เกิดตั้งครรภ์ จนกระทั่งครบสิบเดือน พอยามหนึ่ง ฮูหยินก็ให้กำเนิดบุตรคนหนึ่ง ลักษณะเหมือนเด็กอายุครบเดือนหน้าตาหมดจด ขณะใกล้คลอดก็มีแสงสีแดงส่องสว่างทั่วห้อง ความศิริมงคลได้แผ่มาถึงสองสามีภรรยาต่างดีอกดีใจผิดปกตินายจ้านซ่านรีบจุดธูปไหว้พระ กล่าวขอบคุณฟ้าดิน บรรดาญาติมิตรต่างก็มาแสดงความยินดี

             เมื่อเด็กทารกอายุครบได้หนึ่งเดือน ในขณะที่กำลังจัดงานเลี้ยงแขกอยู่ ก็มียามเฝ้าประตูมารายงานว่า "ท่านเจ้าอาวาสซิ่งคง แห่งวัดกั๋วชิงจะขอเข้ามาพบใต้เท้า" นายจ้านซ่านคิดอยู่ในใจว่า "ท่านเจ้าอาวาสซิ่งคงเป็นพระสงฆ์อาวุโส ปกติจะไม่ยอมออกจากวัดง่าย ๆ แต่วันนี้ทำไมท่านจึงมาที่นี่นะ" จึงรีบสั่งให้ยามประตูรีบไปต้อนรับให้เข้ามาในห้องรับแขก เมื่อได้พบหน้ากัน นายจ้านซ่านแสดงคารวะแล้ว กราบเรียนถามท่านเจ้าอาวาสว่า "ข้าพเจ้าเป็นข้าราชการเกษียณ ท่านอาจารย์อุตส่าห์มาเยี่ยมเยียน มิทราบว่ามีกิจธุระอันใด" ท่านเจ้าอาวาสตอบว่า "ก็ไม่มีกิจธุระอันใดหรอก ได้ข่าวบุตรชายมีอายุครบเดือนจึงอยากมาแสดงความยินดี เพราะว่าบุตรผู้นี้กับอาตมามีความสัมพันธ์กันมาก่อน ดังนั้นจึงคิดจะขอพบหน้าเพื่อเจรจากันให้เข้าใจ" นายจ้านซ่านรู้สึกปิติยินดียิ่ง หลังจากเชิญให้นั่งเรียบร้อยแล้ว ก็รีบกระวีกระวาดเข้าไปบอกให้ฮูหยินทราบพร้อมกับสั่งให้เด็กรับใช้รีบอุ้มคุณชายติดตามตนออกมา แล้วนำไปให้ท่านเจ้าอาวาสพิจารณาดู ท่านเจ้าอาวาสรับเด็กไว้ในอ้อมอก มีวาจาจะกล่าวฝาก ให้พวกเราได้รับฟังไว้

             "กลางเดือนอ้าย ลอยโคมไฟ ชาวประชาสุขสันต์ทุก ๆ ปี อาตมาก็อยู่กับพวกเราจนคุ้นเคย ก่อนจะกลับไปก็อยากจะฝากไว้

             การกลับไป หากสงสัย เรื่องราวของตนเองย่อมรู้เอง หากให้คนข้างเคียงรู้ย่อมถูกคนข้างเคียงกล่าววิจารณ์ 

             จึงไม่พูด ทำซื่อบื้อ ระหว่างความเป็นความตายไม่อาจใช้ไหวพริบได้ อาตมาจะอำลาโลกในวันที่สองเก้า(สองเก้า คือ วันที่เก้าบวกเก้า เท่ากับวันที่สิบแปด)นี้ จึงขอประกาศให้ทุกคนได้ทราบไว้

             ความเกิด - ตาย ดูน่าตกใจ จากอดีตถึงปัจจุบัน ทุก ๆ ผู้ย่อมมีทางสายนี้สู่ยมโลก กองกระดูกมีนานแล้วมิใช่หรือ แต่ถึงแม้จะมีก็ต้องพึ่งเขาเขียว (ป่าช้า) 

             สายน้ำไหลเกิดเสียง เขามีสีสัน ยมบาลไม่เคยมีไมตรีกับแขกจึงขอเตือนพวกเราให้รีบบำเพ็ญ เพื่อสู่แดนสุขาวดีตาม ๆ กัน" 

             เมื่อเจ้าอาวาสกล่าวจบ ทุกคนต่างได้ยินคำว่า "อำลา" ต่างก็บ่นกันพึมพำ แล้วคุกเข่าลงพร้อมกัน กล่าวว่า "ลูกศิษย์ปัญญาทื่อทึบ ต้องอาศัยความเมตตาของอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอน หากยังอยู่อีก 10 ปีก็คงจุดดวงปัญญาไม่ให้ดับได้" ท่านเจ้าอาวาสกล่าวว่า "ดวงปัญญาจะดับได้อย่างไร เพราะเป็นความสว่างจากดวงจิต ถึงแม้อาตมาจะซ่อนเร้นการเกิดการตายมีกำหนด ไม่อาจรั้งรอ อาตมาขอประกาศให้ชาวบ้านที่ประสงค์จะมาส่งอาตมา ให้มาตอนเช้าวันที่ 18 " หลังจากกล่าวจบ ท่านเจ้าอาวาสก็เดินทางกลับ ถึงวัดก็เข้าสู่ห้องสมาธิไป ส่วนลูกวัด ต่างก็ป่าวประกาศกันไปทั่วอำเภอ 
พอถึงวันที่ 18 บรรดาชาวบ้านชาวเมืองต่างพากันมาพร้อมกันรวมทั้งนายจ้านซ่านก็มาถึง ท่านเจ้าอาวาสซิ่งคง ได้อาบน้ำเปลี่ยนจีวรใหม่ แล้วก็ออกมาสู่ห้องโถงขึ้นนั่งบนเก้าอี้ พระสงฆ์จากวัดต่าง ๆ รวมทั้งพระสงฆ์ลูกวัดต่างยืนล้อม ท่านเจ้าอาวาสเรียกลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดห้าคนเข้ามาข้างหน้าแล้วก็ประเคนจีวร บาตร อัฐบริขารต่าง ๆ ให้ แล้วให้โอวาทว่า "กายนี้แม้จะว่างเปล่า แต่แสงจิตไม่ถูกบัง หากโอกาสสัมพันธ์มาถึง ก็จะล่วงรู้ได้ เธอทั้งต้องเคร่งครัดในศีล จงอย่าปล่อยวาง" ลูกศิษย์ทั้งห้าต่างเศร้าเสียใจร้องสะอื้นไห้พลางรับโอวาท ท่านเจ่าอาวาสได้กำหนดเวลาแน่นอนแล้ว ก็รีบพูดออกไปว่า "ถึงเวลาแล้วรีบจุดธูปเทียน เจริญพระพุทธมนต์ " หมู่พระสงฆ์ก็พร้อมกันสวดพระพุทธมนต์ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงการสวดมนต์ก็จบลง ท่านเจ้าอาวาสก็ยกพู่กันเขียนในกระดาษว่า "ตามกาลล่วงปีถึงเก้า ทุกเรื่องจิตว่างไม่อับอาย วันนี้แยกมืออำลา สุขสบาย ณ แดนสุขาวดี" พอเจ้าอาวาสเขียนเสร็จก็ปล่อยวางพู่กัน ขยับนั่งกายตรง หลับตาสู่ความสงบ ชาวบ้านต่างอยู่ในความสงบ ต่างช่วยกันยกร่างเข้าสู่ครัม(ครัม คือ ตู้เก็บศพของพระสมณเจ้าผู้ใหญ่ โดยศพที่ดับขันธ์อยู่ในท่านั่งสมาธิ) ที่เก็บ เสร็จแล้วต่างคนก็ต่างจากไป 

             พอถึงวันที่เก้าเดือนยี่ อันเป็นวันครบสามเจ็ด(สามเจ็ด คือ ยี่สิบเจ็ด) ก็ถึงวันประชุมเพลิง ในวันนี้อากาศแจ่มใส ผู้คนหลั่งใหลก็มาทั้งใกล้และไกล พอถึงเวลาชาวบ้านช่วยกันยกครัมออกเดิน โดยมีริ้วธงนำหน้ามีเสียงแผ่วเบาตามกันมา จนถึงเมรุที่เผาศพจึงวางครัมลง ทั่วบริเวณห้อมล้อมไปด้วยหมู่ต้นสน พระสงฆ์ทั้งห้าอันเป็นศิษย์สนิทของเจ้าอาวาสได้เชิญท่านเจ้าคุณหานสือเอี๋ยนเป็นผู้จุดไฟ ท่านเจ้าคุณถือคบไฟ แล้วกล่าวว่า

             “เปลวเพลิงสัญลักษณ์ไม่กระจ่าง ท่านที่นั่งข้างในกลัวหรือไม่หวนระลึกถึงตนที่รู้มิใช่ผิด แล้วเรื่องอันใดจึงต้องถามผู้อื่น” 

             เป็นความสำเร็จอันนบนอบภายใต้รุ้งสีม่วงนี้ ท่านซิ่งคง ภิกษุที่ยิ่งใหญ่ เดิมเป็นศิษย์ในลัทธิขงจื้อ แล้วบวชเป็นศิษย์ในพุทธศาสนา เป็นผู้บรรลุนิพพาน มีจิตปราศจากกิเลสนับว่าเป็นพุทธบุตรโดยแท้ ไม่ยินดียินร้ายอัธยาศัยนุ่มนวล ผู้ถือสันโดษบนขุนเขา มีความสงบเพียงพอ 69 ปีเหมือนความฝัน 
"เฮ่อ ! ไม่ไหลตามน้ำสู่เทียนไถ อาศัยไฟนี้กลับคืนสู่วิสุทธิภูมิ"

             เมื่อท่านเจ้าคุณกล่าวจบ ก็จุดไฟเผาครัมชั่วครู่เดียวเปลวไฟก็ลุกท่วมเมื่อครัมถูกเผามอดลง ฉับพลันนั้นก็มีเปลวไฟพวยพุ่งขึ้น ปรากฎว่ามีรูปพระภิกษุรูปหนึ่งลอยขึ้นบนเปลวไฟ ก้มหน้าลงมามองยังฝูงชนแล้วก็พูดว่า "ขอบคุณท่านทั้งหลาย" แล้วกล่าวต่อว่า "ท่านนายอำเภอหลี่บุตรของท่านซิ้วหยวนเป็นพุทธบุตร หาใช่บุตรสามัญ ต้องให้ออกบวชอย่าให้ไปทางอื่น เดี๋ยวเขาจะเดินทางผิด หากได้ออกบวชให้ไปหาอาจารย์อิ้นเปี๋ยฟง หรือเหยี่ยนเซี้ยถัง ฝากตัวให้เป็นพระอาจารย์ ต้องจดจำไว้ให้ดี ๆ ลืมไม่ได้นะ" นายจ้านซ่านได้ฟังดังนั้นก็ยกมือขึ้น พนมไหว้ไปยังพระซิ่งคง กล่าวว่า "ด้วยพระคุณที่อาจารย์ชี้แนะ มิกล้าละเมิดฝ่าฝืน" พอจะถามต่อไป รูปอาจารย์ก็ค่อย ๆ หายเข้าไปในกลีบเมฆ ส่วนนายจ้านซ่านพอได้ยินอาจารย์สั่งดังนั้นแล้ว ก็จดจำไว้ในใจไม่กล้าที่จะลืมเลือน ซึ่งต่อมาภายหลังคุณชายซิ้วหยวน ก็ได้ออกบวชที่วัดหลิงอิ่น และได้สร้างเรื่องราวไว้มากมาย ช่างเป็นความพิสดารอันลึกซึ้งแห่งสัทธรรม ที่ว่าด้วยความเงียบและการไหวติง ได้ทิ้งร่องรอยแห่งการมาและการไปอย่างประหลาด" เรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไรบ้าง ขอได้โปรดติดตามตอนต่อไป 

อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง 


             1. ความเงียบถึงขีดสุดจึงคิดไหวติง เท้าข้างหนึ่งจึงเหยียบพลาด ทำให้รูปอรหันต์แกะสลักด้วยไม้ตกลงพื้น ยังผลให้เกิดลูกไม้ซิ้วหยวน (ความสัมพันธ์) ออกมาเป็นเพราะขาสองข้างเหยียบพื้น ทำให้อาตมาต้องย่ำอยู่ ณ ทะเลสาบซีหูถึงห้าสิบปี ถึงแม้จะทำบ้าบอ แต่โชคดีที่จิตเดิมยังไม่มืดบอด ก็ยังสามารถคืนสู่ต้นสังกัดเดิม พักเท้าสงบนิ่ง หากชาวบ้านต้องการความสงบเงียบสุดยอด แล้วคิดไหวติงละก็ การไหวติงนี้จะเกิดช่องว่างที่ใหญ่โต ตกลงบ่อน้ำจนไต่ขึ้นไม่ได้ จะกลายเป็น "กบน้อย" หมดโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ละก็แย่เลย ดังคำที่ว่าพลาดพลั้งครั้งเดียวจะเสียใจไปทั้งชีวิต กว่าจะกลับตัวได้ก็แก่จวนตาย" 

             2. นายจ้านซ่านไร้บุตร จึงอ้อนวอนต่อพุทธะ และเพราะนายจ้านซ่านไม่ก่ออกุศลทำบาปขอบุตรจากพุทธะจึงได้พุทธบุตร ดังคำว่า "อ้อนวอนพุทธะ พุทธะก็มาสู่ ขอบุตรก็ได้บุตร เหตุและผลสัมพันธ์กัน อิทธิฤทธิ์มหาศาล" 

             3. เมื่ออาตมามา เจ้าอาวาสซิ่งคงก็จากไปไม่อาจรั้งรอ มนุษย์ไม่รีบบำเพ็ญเพียรแล้วจะรอเมื่อไหร่ คนหนึ่งมาอีกคนหนึ่งไป เพื่อว่าสงฆ์จะได้ไม่มาก เพราะข้าวมีน้อย เปรียบเราสองคน ล้วนเป็นผู้คนมาเยือน ไม่มีใครเป็นหนี้ใคร ชาวบ้านดีใจว่าได้บุตรธิดา ส่วนบุตรธิดาก็เสียใจว่าพ่อแม่ต้องจากไป ใหม่ เก่า ต่างทดแทน เจ้าอาวาสบำเพ็ญพอแล้วเปลี่ยนเป็นเณรน้อยก็สมควรอยู่ การเกิด การตาย เป็นอย่างนี้ ไฉนเลยต้องโศกเศร้า 

             4. เป็นเพราะซิ้วหยวนมิใช่บุคคลธรรมดา แต่ก็มิใช่ย่อย ไม่อวดเบ่งวางท่า แต่ก็ไม่ยอมสวดมนต์ เป็นกันเองสนิทสนม ดูเขาพูดจาภาษาชาวบ้านชวนเล่นชวนหัว ไม่ละจากผู้อื่น แต่จิตคงยึดในพุทธะทำตนเสมอชาวประชา ฉะนั้น ทุกวันนี้คนก็ยังเคารพไม่เสื่อมคลาย 

             5. ท่านพระภิกษุซิ่งคงไปยังบริสุทธิ์ พระภิกษุจี้กงก็มาอย่างยุติธรรมแม้หนทางเดินจะต่างกัน แต่ธรรมะมิต่างกัน จากนั้นมาวัดหลิงอิ่นจึงสืบแต่หลักเดิมแท้