ตอนที่ 24 สู่สันเขารู้กระจ่างแจ้ง คุยถึงเรื่องที่ผ่านมาเด็กซนทำเรื่อง

155 Views

                  เมื่อหย่งเหลียนและแม่อุปถัมภ์ได้ฟังคำพูดขอไต้ซือเมี่ยวส้านแล้วก็ทำให้พื้นจิตสว่างไสว ความหนาวเหน็บก็ลดลงไปมาก จึงเขาสมาธิผ่านไปอีกหนึ่งคืน  วันรุ่งขึ้นก็เดินทางต่อไปดังเดิม  เวลาผ่านไปอีกสามวัน วันนั้นขณะที่กำลังเดินอยู่ก็มองเห็นป้ายหลักหินเขียนตัวหนังสือตามขวางไว้สองตัวว่า   “ทิวทัศน์งดงาม”   ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า  ดีแล้ว ๆ! มีหลักป้ายที่นี่ต้องมีผู้บำเพ็ญเพียรแน่นอนหรือมีศาลเจ้า ทั้งสามจึงเริ่มเดินสามก้าวไหว้หนึ่งครั้งอีก  เลยป้ายหินไปอีกประมาณหนึ่งลี้ก็แลเห็นห้องศิลาใหญ่ตั้งอยู่บนชะง่อนผา

                  ภายในห้องศิลามีผู้เฒ่าที่ขนคิ้วยาวคนหนึ่งนั่งอยู่  บุคคลิกเป็นผู้เมตตาลักษณะสง่าผ่าเผย  ไต้ซือเมี่ยวส้านพูดกับสองคนว่าคงเป็นพุทธอวตารมาถ้าไม่เช่นนั้นจะมานั่งบำเพ็ญสันโดษอยู่ที่นี่ได้อย่างไร  ต้องเป็นผู้มีธรรมะชั้นสูงแน่ พวกเรามาช่วยกันกราบขอร้องท่านชี้นำให้ด้วย  ทั้งสองตอบรับพร้อมกัน ทั้งสามคนก็เข้าไปในห้องศิลาพร้อมกันกราบลงใต้ที่นั่ง  ไต้ซือเมี่ยวส้านก็ตรัสสรรเสริญท่านพุทธะเบื้องบน ศิษย์เมี่ยวส้านสามคนมาจากประเทศซิ่นหลินกั๊วได้มาเฝ้าถึงที่นี่เพื่อกราบไหว้เทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์โปรดช่วยชี้แนะให้หายหลง

                  เพราะมาที่นี่โดยตรงจึงได้พบท่านพุทธะ  ธรรมสัมพันธ์ประจวบเหมาะ  หวังให้ท่านพุทธะมีมหาเมตตาโปรดชี้แนะทางหลงด้วยเถอะ  จะได้คืนสู่หนทางที่ถูกต้องจักเป็นมหากรุณาธิคุณยิ่งผู้เฒ่าคิ้วยาวได้ฟังแล้วจึงลืมตาขึ้นมองมาดูบุคคลทั้งสามแล้วพูดว่า  “เจริญพรๆ !”   พวกเธอทั้งสามไม่ย่อท้อต่อความทุกข์ลำบากที่เดินทางไกลมาถึงที่นี่นับว่ามีกรรมสัมพันธ์  ขอให้ข้าได้ถามเธอก่อน การที่เธอละทิ้งยศฐาบรรดาศักดิ์เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์บำเพ็ญเพียรมาโดยตลอด รู้หรือไม่การบำเพ็ญของชาวพุทธมีจุดมุ่งหมายอะไร เมื่อสำเร็จมรรคผลแล้วมีปณิธานว่าอย่างไร ขอให้เธอบอกมาให้ฟัง  ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า  กราบเรียนท่านพุทธะ  การเพ็ญของชาวพุทธมีจุดมุ่งหมายคือ  ยอมที่จะฉุดช่วยชาวโลกไม่หวังประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย ดังนั้นการที่พุทธเจ้าผ่านเคราะห์ร้ายนับร้อยก็เพื่อขจัดเคราะห์ร้ายอุปสรรคให้แก่ชาวโลก

                  อันเป็นปณิธานของศิษย์ในอนาคต  เมื่อสามารถหลุดพ้นสำเร็จธรรมแล้ว ให้สัตยาบันที่จะไปทุกสารทิศในสากลโกเพื่อฉุดช่วยทุกข์ทั้งมวล  เพื่อให้ชาวโลกให้มีควาามเห็นชอบ  ไม่ทราบว่าความตั้งใจของศิษย์นี้จะถูกต้องกับจุดหมายของชาวพุทธไหมผู้เฒ่าคิ้วยาวพยักหน้ารับแล้วพูดว่า ที่แท้ก็มีรากธรรมมาบ้างแต่สิ่งที่เธอต้องรู้ คนที่บำเพ็ญจริงเมื่อสำเร็จธรรมต้องมีสถานที่ถูกกำหนดไว้แน่นอน  นี่ก็เป็นกรรมสัมพันธ์อันหนึ่ง  พวกเธอวันนี้ได้ผ่านความทุกข์ยากต่างๆ มาจนถึงที่นี่  แต่เท่าที่ข้าดูสถานที่บรรลุมรรคผลไม่ได้อยู่ที่นี่ ไต้ซือเมี่ยวส้านกราบไหว้อีกแล้วตรัสว่า ขอให้ท่านพุทธะชี้แนะก็จะเป็นโชคลาภอย่างยิ่ง แต่ที่ศิษย์มาเฝ้าชวีหนีซันนี้ก็มีสาเหตุหนึ่ง  เป็นเพราะเมื่อก่อนนั้นที่ประเทศซิ่นหลินกั๊ว มีผู้เพ็ญจากภูเขาตัวเป่าซันนามว่า โหลวน่าฝู่ลวีได้เคยบอกไว้ว่า

                   ถ้าจะสำเร็จมรรคผลต้องแสวงหาดอกบัวขาวจากที่นี่ จึงจะได้ธรรมะเป็นหลักฐานยืนยัน  ดังนั้นจึงมาถึงที่นี่ผู้เฒ่าคิ้วยาวพนักหน้ายิ้มว่า  อันที่จริงเป็นเขาเองที่ได้บอกความแยบยลอันนั้นที่นั่น  แต่ถ้าเขาไม่ได้พูดแบบนั้น  พวกเธอก็จะไม่มาถึงที่นี่ มารผจญระหว่างทางก็จะไม่หมดไป  ถ้าไม่ผ่านการผจญภัยเหล่านี้ ก็จะไม่ได้ธรรมเป็นหลักฐานยืนยัน นี่เป็นสิ่งที่แน่นอน  ที่ไม่ง่ายนัก  ไต้ซือเมี่ยวส้านว่าก็เป็นอันว่าที่ท่านโหลวน่าฝู่ลวีชี้แนะศิษย์ก็เพื่อให้มากราบท่านพุทธะที่นี่  เพื่อชี้เแนะให้มีความเห็นที่อ่อนใช่ไหม  ผู้เฒ่าคิ้วยาวตอบว่า  ทั้งนี้และทั้งนั้น ธรรมสัมพันธ์ที่มีอยู่จะหลบหลีกก็หลบยากหลีกไม่ได้ ตอนนี้ข้าบอกให้เธอฟังก็แล้วกัน  ตัวเธอเองเดิมทีคือญาณเมตตา  ก็เพราะตั้งปณิธานที่จะฉุดช่วยทุกข์ภัยของชาวโลกจึงได้กับเข้ามาสู่โลกอีก  มายังประทเศซิ่นหลินกั๊ว  จึงจะมีรากธรรมอย่างนี้

                   แต่ตอนนี้เคราะห์กรรมเกือบจะหมดแล้ว  อีกไม่นานก็จะบรรลุธรรม ดอกบัวขาวยังมีอยู่แต่ตอนนี้มีผู้มาย้ายให้เธอแล้ว นำไปอยู่ที่เขาโปตละโลกาเพื่อเป็นบัวอาสน์  เตรียมให้เธอได้ใช้ในวันข้างหน้า อยู่ท่ามกลางดงไผ่สีม่วงเป็นวิสุทธิภูมิของเธอ  ที่นี่ไม่มีกรรมสัมพันธ์ของเธอตลอดจนสถานที่บรรลุธรรม มันยังคงเป็นที่วัดจินกวงหมิงเขาเยโหม่วเมืองซิ่นหลินกั๊ว  เป็นเพราะต้องการหยิบยืมเอาการบรรลุธรรมของเธอครั้งนี้ช่วยให้ประชาชนผู้เบาปัญญาได้รู้สึกซาบซึ้ง  พวเขาจะได้เข้าสู่ร่มกาสาวพันสตร์ จะได้ไม่ต้องได้รับความทุกข์ทั้งปวง  และเพราะอีกสองคนกรรมสัมพันธ์ยังมาไม่ถึง  ยังต้องบำเพ็ญต่อไปอีกระยะหนึ่ง

                  แต่ในที่สุดก็จะได้บรรลุโพธิมรรค  ไต้ซือเมี่ยส้านตรัสว่า ตามที่ท่านกรุณาชี้แนะนี้ก็รู้สึกซาบซึ้นยิ่ง ขอเรียนถามถึงพระนามของท่านพุทธะเพื่อง่ายต่อการบูชา  ผู้เฒ่าคิ้วยาวตอบว่า นี่ไม่จำเป็น อนาคตเธอก็จะรู้เองได้แต่ข้ามีของวิเศษจะมอบให้  พูดจบก็จกแจกันหยกขาวออกมาจากอก  ประทานให้ไต้ซือเมี่ยวส้านแล้วกล่าวว่า แจกันนี้เธอเอาไปบูชาให้ดีๆ  เมื่อไรได้เห็นน้ำเต็มในแจกันและในแจกันมีกิ่งหลิว วันนี้จะเป็นวันสำเร็จธรรมของเธอ  จดจำไว้ให้ดีๆ ที่นี่อยู่นานไม่ได้ ตอนนี้พวกเธอกลับกันไปได้แล้ว เมื่อไต้ซือเมี่ยวส้านรับแจกันหยกขาวไว้แล้วก็กราบลา  นำพาบุคคลทั้งสามกลับลงมาทางเก่า

พอผ่านแถบทิวทัศน์งดงามมาแล้วก็ตรงลงสู่เชิงเขา  กลางวันเดินทางกลางคืนพักผ่อนตามป่าไม่มีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้นอีก พอพ้นจากหุบเขาแล้วไต้ซือเมี่ยวส้านก็พูดกับคนทั้งสองว่า วันนี้หยุดพักแล้วเลือกทางเดินใหม่จะได้พ้นจากมารผจญ  เมื่อเข้าสมาธิแล้วก็เดินค้นหาเส้นทางใหม่เดินตรงมาทางตะวันตก  การเดินทางผ่านไปอีกหลายวัน เดินแล้วก็เดินอีก  จนกระทั่งมาถึงวัดจินกวงหมิงเชิงเขาเยโหม่วเมืองซิ่นหลินกั๊ว  พวกชาวบ้านพอเห็นไต้ซือกลับมาก็พากันจูงลูกจูงหลานพากันมาต้อนรับ ความดีใจอึกทึกครึกโครมไปทั่วเมื่อเข้าสู่วัดจินกวงหมิงแล้ว พวกเหล่าภิกษุณีก็ตีระฆังลั่นกลองแต่งจีวรออกมาต้อนรับถึงเชิงเขา ต้อนรับไต้ซือเข้าสู่ภายในวัดไต้ซือเมี่ยวส้านเสด็จมาถึงห้องฌาน  พอเสด็จประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว  ก็มีเหล่าภิกษุณีเข้ามาเฝ้า เมื่อการรับขวัญจบลง

                  ไต้ซือเมี่ยวส้านก็เล่าเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบให้คนทั้งหลายฟังผู้ฟังรู้สึกตื่นเต้นมากปากก็พร่ำสวดพระนามพุทธะ  ไต้ซือเมี่ยส้านนำแจกันหยกขาวออกมาแล้วทรงวางบนโต๊ะบูชาหน้าพระพุทธรูปบรรดาภิกษุณีต่างก็รู้ว่านี่คือของศักดิ์สิทธิ์  ต่างก็รอคอยกันว่าเมื่อไรในแจกันจะมีน้ำและมีกิ่งหลิวงอกออกมา ท่านไต้ซือก็จะสำเร็จเป็นพุทธะ  เรื่องมีการบังเอิญ ่ในขณะที่ไต้ซือกำลังเล่าเรื่องอยู่นั้นก็มีคนที่ว่างมานั่งฟังมาก  มีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ในบรรดาผู้ฟังเหล่านนั้นก็มีเด็กชายอยู่คนหนึ่งมีนามว่า  เซิ่นอิง  เขาเป็นเด็กฉลาด  แต่มีนิสัยชอบแกล้งคน  ชอบเล่นกับคนทั่วไปตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  พวกคนแก่ ๆ มักถูกเขาล้อเล่นเป็นประจำ

                  เขาก็ได้ฟังไต้ซือเล่าอย่างใจจดใจจ่อแต่ก็ชอบลุกขึ้นเล่นบ้าง ตอนหลังได้ยินไต้ซือเล่าว่าแจกันหยกขาวนี้จะมีน้ำเองและจะมีหลิวงอกออกมา เขาฟังแล้วไม่คอยเชื่อนัก คิดในใจว่า ถ้าไม่มีคนเทน้ำลงไปเอากิ่งหลิวปักลงไปแล้ว จะไม่มีทางมีน้ำและเกิดกิ่งหลิวได้เองแน่นอน  เมื่อจิตญาณเขาเคลื่อนก็คิดที่จะเล่นตลกกับไต้ซือเมี่ยวส้านสักครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นมีคนอยู่มากลงมือไม่ได้ จึงปล่อยให้เรื่องผ่านไป  แต่คงเก็บงำควาาคิดนั้นเอาไว้ในใจ  แต่เขาจะไม่เลิกล้มความตั้งใจอันนี้ แต่ในห้องฌานนั้นในตอนกลางวันก็มีคนอยู่ 

                  ในตอนกลางคืนก็จะปิดประตู บุคคลภายนอกไม่สามรถเข้าไปภายในได้ ดังนั้นเซิ่นอิงจึงหาวิธีต่างๆ นานาก็ยังไม่สมหวัง วันเวลาผ่านไป ชั่วไม่นานก็ผ่านไปเป็นเดือนวันหนึ่งเซิ่นอิงก็คิดหาวิธีร้ายได้ เขาเตรียมน้ำไว้กระปุกหนึ่งและกิ่งหลิวกิ่งหนึ่งไปซ่อนไว้ที่ลับตา จากนั้นก็แอบไปที่ห้องเก็บฟืนเอาหินตีไฟมาตีกัน จุดฟางให้ติดไฟ จึงเกิดไฟลุกท่วมขึ้นมาเมื่อภิกษุณีทั้งวัดได้ยินว่าห้องเก็บฟืนเกิดไฟไหม้  ทั้งหมดจึงชลมุนกันไปดับไฟวุ่นว่ายไปหมด ทั้งหมดชุลมุนอยู่กันหลังวัดที่ด้านหน้าของห้องฌานจึงไมมีคนอยู่  เซิ่นอิงแอบเข้าไปข้างในแล้วถือโอกาสนี้หยิบของที่เตรียมเอาไว้แล้ว  กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะบูชา  แล้วเทน้ำในกระปุกลงไปในแจกัน เอากิ่งหลิวลงไปปักให้เรียบร้อย แล้วก็ลบรอยเท้าที่อยู่บนโต๊ะบูชา

                  จากนั้นก็รีบๆออกจากห้องไป ในตอนนี้ชาวบ้านแถบเชิงเขาก็ได้ข่าวไฟไหม้จึงพากันมาช่วยเหลือ ผู้คนพลุกพล่าน  จึงไม่มีใครนึกถึงเซิ่นอิงโดยไม่คิดว่าไฟไหม้ครั้งนี้เกิดจากเจ้าเด็กน้อยนี้เอง มีคนเห็นเขาถือกระปุกก็นึกว่าเขาจะมาช่วยดับไฟ  แต่ในใจของเซิ่นอิงคิดว่าเจ้าแจกันหยกขาวตอนนี้ก็มีน้ำเต็มแล้ว กิ่งหลิวก็ปักเรียบร้อยแล้วตามคำพูดของไต้ซือ  ถ้าเห็นอย่างนี้วันนี้ก็เป็นวันที่ไต้ซือเข้าสู่นิพพานสำเร็จเป็นพุทธ  ตอนนี้ฉันแกล้งทำปลอมขึ้นพรุ่งนี้ดูซิว่าไต้ซือจะพูดว่าอย่างไรดี

                  กล่าวถึงไฟไหม้ห้องฟืน โชคดีที่รู้ตัวเร็วมีคนมาช่วยกันมาก  ไฟจึงไหม้ไม่นานก็ดับลงทำให้วุ่นวายกันไปรอบหนึ่ง ก็พอดีมืดค่ำแล้ว  เมื่อทุกคนรับประทานอาหารเย็นเสร็จก็เก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว ต่างคนก็ต่างเข้าห้องไปทำฌาน ท่ามกลางความวุ่นวายก็ไม่มีใครสนใจถึงแจกันหยกขาวใบนี้ ดังนั้นความวุ่นวายของเซิ่นอิงก็ไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือนจนกระทั่งวันรุ่งขึ้นเมื่อทุกคนตื่นกันแล้ว ก็จะมีพวกภิกษุณีออกไปทำควาามสะอาดประจำวัน บนโต๊ะบูชาใหญ่เป็นหน้าที่ของภิกษุณีซิ่นคง  เมื่อเธอไปถึงโต๊ะบูชาก็พบว่าแจกันขาวบนโต๊ะมีกิ่งหลิวจึงเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นมีน้ำเต็มแจกัน เธอดีใจออกนอกหน้าทิ้งผ้าเช็ดโต๊ะแล้วก็ทะยานออกจากโต๊ะบูชา  พอดีตอนนั้นหย่งเหลียนกำลังเก็บดอกไม้มากำมือหนึ่งเพื่อจะนำมาบูชาพระทั้งสองชนกันจนล้มลง นั่นคือ

คิดจะไปบอกข่าวดี  จึงไม่เห็นคนข้างหน้า