Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 22 สู่ยอดเขางูกลืนช้าง สู่ภาพมายาเจ้าโจมตี | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 22 สู่ยอดเขางูกลืนช้าง สู่ภาพมายาเจ้าโจมตี

186 Views

           บุคคลทั้งสามและช้างหนึ่งเชือกเดินทางมาถึงเชิงเขา คิดว่าเขายอดนี้คือยอดเขาบัวหิมะ จึงหาทางที่จะเดินขึ้นไป  เมื่อหาได้แล้วก็ไสช้างให้เดินหน้าต่อไป แต่ช้างกลับไม่ยอมขยับเขยื้อน ตลอดทางที่ผ่านมามันเชื่อฟังง่ายดี แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเพราะเป็นอะไร ทำไมมันจึงแข็งขืนไม่ยอมก้าวเดิน เมื่อหย่งเหลียนเห็นช้างไม่ยอมเคลื่อนที่ก็รูสึกแปลกใจจึงพูดว่า สงสัยวันนี้มันคงไม่ได้กินอะไรมันจึงไม่ยอมเดิน ว่าแล้วก็ล้วงเอาโรตีออกจากถุงมาแท่งหนึ่งยื่นให้มันกิน ช้างเผือกก็ไม่ยอมกิน มันคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ทำให้หย่งเหลียนชักโกรธจึงด่ามันว่า สัตว์เจ้ากรรมทำพยศอยู่นั่นคงอยากถูกตีใช่ไหมถ้าไม่เดินก็จะทุบเจ้าสักตั้ง

           เจ้าช้างได้ยินแล้วก็หันหัวมามองดูหย่งเหลียน ทำท่าถอนหายใจเหมือนกับจะพูดกับหย่งเหลียนว่าทางโน้นมีกลิ่นไม่ดี คงต้องมีอะไรหลบซ่อนอยู่ น่ากลัวอันตรายมากเข้าไปไม่ได้ ! หย่งเหลียนแม้ว่าจะฉลาดแต่ก็เดาความหมายของช้างไม่ออก จึงเอาแต่กระทืบเท้าดีกว่า ไต้ซือเมี่ยวส้านเห็นเหตุกาณ์เป็นช่นนั้นจึงเสด็จลงจากหลังช้างแล้วทรงลูบที่งวงช้างพร้อมตรัสกับช้างว่า ช้างเผือกเอ๋ย! เจ้าก็รู้อยู่นี่ ตั้งแต่เจ้าช่วยชีวิตฉันออกจากภูเขาจินหลุนแล้ว ติดตามฉันมาที่ภูเขาซวีหนีซันตลอดการเดินทางอันยาวนานมานี่ก็ลำบากเจ้าไม่น้อยเลย

           ตอนนี้มาถึงภูเขานี้แล้วเหตุไฉนจึงเกิดอารมณ์ขึ้นมาเล่า ช้างเผือกได้ยินเช่นนั้นก็แกว่งหัวไปมาหลายครั้ง หมายความว่าไม่ใช่ ไต้ซือเมี่ยวส้านก็ตรัสถามว่าถ้าเช่นนั้นเขายอดนี้คงไม่ใช่ยอดเขาบัวหิมะใช่ไหม เจ้าจึงไม่ยอมเดินช้างเผือกก็แกว่งหัวไปมาอีก น่าสางสารเจ้าช้างราวกับว่าในลำคอมันมีกระดูกขวางอยู่ ที่ไม่สามารถบอกสาเหตุของการไม่ยอมเดินได้นอกจากการเแกว่งหัวเท่านั้นทำให้ไต้ซือแปลกใจมาก

           ช้างเผือกแม้จะแสนรู้แต่มันก็ยังเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ดีมันจะไปรู้ได้อย่างไรว่า เขายอดนี้เป็ยอดเขาบัวหิมะหรือไม่ใช่อย่างไร  สาเหตุที่มันไม่ก้าวเดินไปข้างหน้า เป็นเพราะมันได้กลิ่นคาวที่ผิดปกติ มันรู้ดีว่าในป่านี้ต้องมีสิ่งแปลกประหลาดแน่นอนซึ่งก็เป็นสิ่งทีมันกลัวมากที่สุดก็คืองูใหญ่เพราะเป็นศัตรูกัน มันสามารถแยกแยะอะไรเป็นอะไรได้อย่างดีเยี่ยม พูดถึงนิสัยของช้างแล้ว มันก็มีนิสัยดีที่สุดในบรรดาสัตว์เดรัจฉาน แม้จะมีผิวหนังหนาหยาบมีแรงมาก มันไม่กลัวพวกเสือสิงโตทีว่าดุร้าย

           แต่สิ่งที่มันกลัวมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกคือหนู เพราะหนูสามรถวิ่งเข้าไปในรูจมูกแล้ว เข้าไปเจาะไชถึงสมองมันได้ อีกชนิดหนี่งคือ งูใหญ่เพราะงูสามารถกอดรัดตัวมัน มันจะไม่ปล่อยจนกว่ามันจะตายเพราะฉะนั้นของสองสิ่งนี้ช้างจะจำกลิ่นของมันได้เป็นอย่างดี จะมีความรู้สึกพิเศษ มีกลิ่นมันก็จะรู้ได้ทีนที ไต้ซือเมี่ยวส้านกับพวกสามคนจึงไม่รู้ไต้ซือเมี่ยวส้านจึงพูดกับมันว่า การทำอะไรควรเสมอต้นเสมอปลาย บุญกุศลจะได้ไม่ตกหล่น ถ้าหยุดเสียกลางทางก็น่าเสียดาย ไม่ว่าจะบรรลุมรรคผลหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจนี้ช้างเผือกดูเหมือนมันจะเข้าใจความหมายของไต้ซือดี มันจึงผงกหัวรับรู้ เหมือนกับว่าการที่มันไม่ยอมเดินนั้นเป็นเพราะไม่ใช่ขี้เกียจแต่เพราะข้างหน้ามีอันตราย กลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อพวกท่านต่างหาก

           แต่เมื่อท่านต้องการจะไปมันก็ไม่เป็นห่วงแล้ว ไต้ซือเมี่ยวส้านเห็นมันผงกหัวยอมไปแล้วก็ดีใจ จึงเสด็จขึ้นทรงช้างใหม่ช้างเผือกก็เดินเรื่อยๆ ขึ้นไปบนเขาเดินไปได้อีกประมาณเจ็ดลี้มีลมพัดโชยมาคราวนี้สามคนก็ได้กลิ่นคาวฉุนๆ จนรู้สึกแสบจมูกชะมัด จนทำให้อยากอาเจียน หย่งเหลียนจึงเอ่ยว่า ยี้! นี้มันกลิ่นอะไรเหม็นออกอย่างนี้ ไต้ซือเมี่ยวตรัสว่าคงเป็นเพราะในป่ารกชื้นมาก เมื่อถูกแสงแดดเผากลิ่นเหม็นจึงระเหยขึ้นมา แม้กลิ่นของมันจะเหม็ยก็ทนได้ หย่งเหลียนเอ่ย! เธอพูดผิดแล้ว เธอเคยได้ยินใช่ไหมว่าผู้ออกบวชอายตนะหกต้องสะอาดและดับ อะไรคืออายตนะหก

           เธอลองพูดให้ฟังซิ หย่งเหลียนทูลว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็คืออายตนะหก ตาเป็นอายตนะที่เห็นรูป หูเป็นอายตนะที่ฟังเสียง จมูกเป็นอายตนะที่ดมกลิ่นลิ้นเป็นอายตนะที่ลิ้มรส  กายเป็นอายตนะทีสัมผัส ใจเป็นอายตนะที่คิดคำนึง สิ่งเหล่านี้ได้ยินท่านไต้ซือตรัสบ่อยๆ ไม่ลืมหรอกเพคะ ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า เธอรู้อายตนะหกแล้วทำไมยังพูดว่า เหม็นอีก หรืออายตนะหกยังไม่ตัดขาด หย่งเหลียนทูลว่าใช่เพคะ เก็บไว้ในใจ ก้าวเดินไปอีกระยหนึ่ง กลิ่นเหม็นคาวก็คลุ้งขึ้นมาอีก เจ้าช้างเผือกเหมือนกับถูกสะกดด้วยพิษ แต่ละผีก้าวช้าลงๆ เป็นไปด้วยความแข็งขืน ไต้ซือเมี่ยวส้านรู้สึกแปลกใจ จึเรียกหย่งเหลียนให้หยุดเดิน ตนเองก็กระโดดลงจากลหังช้างเพื่อมาดูเจ้าช้างเผือก ทันใดนั้นก็มีเสียงฟู่ๆ ดังมาพร้อมกับลมวูบหนึ่ง ทำให้ต้นไม้ไหวสั่น ทั้งฝุ่นและก้อนหินปลิวว่อน ทำให้ต้องหลับตาลง

           บริเวณที่ลมพัดผ่านไปก็มีแต่กลิ่นเหม็นคาวจนทนไม่ไหว ไต้ซือเมี่ยส้านมองฝ่าลมไป ก็แลเห็นลูเหลือมขนาดมหึมาเลื้อยออกมา หัวของมันแทบไม่น่าเชื่อมีขนาดเทาเข่ง ตาทั้งสองข้าใหญ่ยังกับโคมไฟ มันอ้าปากมีขนาดเท่าประตูครึ่งวงหลม ลิ้นสองแฉกของมันดุจดาบคู่ ส่วนที่มองเห็นยาวประมาณ 20-30ฟุต ยังไม่รู้ว่าหางของมันอยู่ที่ไหน ลำตัวยาวเท่าไร ไม่อาจคาดเดาได้เลย ไต้ซือเมี่ยวส้าน ร้องว่าแย่แล้วงูใหญ่มาแล้ว พวกเรารีบหลบกันเถอะ ขณะนั้นทั้งหย่งเหลียนและแม่อุปถัมภ์ต่างก็มองเห็นทั้งสามร้องกันเสียงหลงพร้อมกับทะยานหลบเข้าข้างทาง ส่วนเจ้าช้างเผือกพอเห็นงูเหลือมเลื้อยออกมา มันก็ร้องอย่างร้อนรน ขาทั้งสี่ขอมันไม่กล้าขยับเขยื้อน เมื่องูเหลือมเลื้อยมาใกล้ช้าง มันก็อ้าปากที่ใหญ่และแดงก่ำพ่นเสียงฟู่ๆ ไปยังช้างเผือก เมื่อช้างได้รับไอของงูเท่าตัวนั้นมันก็อ่อนปวกเปียก ชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นมันก็ยืนไม่ติดพื้นเสียแล้ว ล้มโครมลงกับพื้น งูเหลือมเลื้อยเข้าไปฉกกัดจนเจ้าช้างเผือกตาย งูเหลือมรัดช้างไว้แน่นแล้วก็ลากข้ามไปยังยอดเขาอีกฟากหนึ่ง

           ทั้งสามคนหลบอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อไม่เห็นมีอะไรเคลื่อนไหวแล้ว จึงหันกลับไปดูก็มองเห็นเจ้างูเหลือมลากเจ้าช้างเผือกออกไปไกลลิบๆ  แล้ว ทุกคนต่างสงสารเจ้าช้างเผือกพูดว่าช้างเผือกอุตส่าห์ปกป้องเราส่งเรามาถึงที่นี่ คาดไม่ถึงว่าจะตายอยู่ในมือของเจ้ามารร้าย น่าสงสารยิ่ง ! หย่งเหลียนว่า โธ่น่าสงสาร น่าสงสาร มันรับภาระพาเรามาไกลถึงขนาดนี้พวกเราเห็นมันถูกเจ้างูใหญ่กินไปต่อหน้าต่อตาก็ช่วยมันไม่ได้เลยแม่อุปถัมภ์พูดว่าพวกเราก็ช่วยสวดมนต์ให้มันไปเกิดใหม่ อุทิศให้มันไปสู่สุคติ

           เราก็ทำเต็มที่ได้เท่านี้ ไต้ซือเมี่ยวส้านก็ตรัสเห็นดีด้วย ทั้งสามคนจึงท่องคาถา หวั่นเซินจิ๋วในใจ พลางเดินไปตามทางเก่า ขึ้นเขาลงห้วยจนกระทั่งค่ำมืด จึงมองลงไปข้างล่างก็รู้ว่าได้ขึ้นมาได้หลายร้อยฟุตแล้ว เมื่อแหงนมองขึ้นไปบนยอดเขาก็ไม่ต่างจากการมองลงพื้นล่างเท่าไรนัก ยังเหลือระยะทางอีกไกล ทั้งสามจึงมองหาถ้ำเพื่อซ่อนตัวหลับนอนเป็นเพราะเมื่อตอนกลางวันได้รับความตื่นตระหนกจากเรื่องงูเหลือมมาแล้ว จิตใจจึงไม่ค่อยมีสติที่จะสงบนิ่งได้  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำสามาธิ ซึ่งจะทำให้เกิดภาพหลอนได้ง่ายๆ กันเหมือนกับคนที่นอนฝัน มีไต้ซือเมี่ยวส้านที่ทำสมาธิได้อย่างสงบไม่มีปัญหาใดๆ ส่วนแม่อุปถัมภ์ถึงแม้จะสู่ไต้ซือไม่ได้ แต่ก็ยังแข็งขืนสงบลงได้บ้าง

           มีก็แต่หย่งเหลียนเท่านั้นที่ฝึกฝนยังไม่ชำนาญ พอนั่งชั่วประเดี๋ยว ก้รู้สึกว่าตัวร้อนเหมือนมีไฟมาเผาจึงรีบลืมตาขึ้นมาดูก็เห็นแต่ถ้ำ แต่มีอาการร้อนเหมือนเเปลวไฟทั้งสามคนนั่งอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่ไต้ซือกับแม่อุปถัมภ์ก็ยังคงหลับตานิ่งอยู่ ไม่รู้สึกว่าพวกเขาร้อนแต่อย่างไร หย่งเหลียนคิดในใจว่า พวกเขาไม่เป็นไรมีแต่ตัวเราที่เกิดร้อน ชะรอยคงจะเกิดมารผจญเสียแล้วจีงรีบๆ ขจัดความฟุ้งซ่านให้ออกไปรีบสงบใจ เปลวไฟที่ร้อนก็จะมอดดับลงร่างกายไม่รู้สึกร้อนแล้ว แต่ใจของเธอก็ยังไม่สงบเงียบอยู่ดี พอผ่านไปอีกชั่วครู่ภาพมายาก็เกิดขึ้นอีก ตอนนี้รู้สึกตัวเย็นเป็นน้ำแข็ง เหมือนกับแช่อยู่ในห้องเย็น รู้สึกหนาวสั่นอย่างรุนแรง

           จึงลืมตาขึ้นมาดูอีกครั้งเห็นน้ำไหลพรากและกระเซ็น ระลอกคลื่นที่ขุ่นเต็มพื้นถ้ำไปหมดเห็นทั้งสามแช่อยู่ในน้ำ มีแต่ไต้ซือเมี่ยวส้านและแม่อุปถัมภ์ที่ไม่รู้สึกอะไร ระลอกคลื่นไม่เข้าใกล้กายของคนทั้งสอง หย่งเหลียนคิดว่าแย่แล้ว วันนี้ก็มีมารผจญอีกแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้จะได้รับสัมามรรคหรือ เมื่อเกิดใจฟุ้งซ่านเช่นนี้ ถ้าทำให้กิดกังวลความกังวลทำให้มารผจญยิ่งมาขึ้น ชั่วพริบตาเดียว น้ำที่ไหลพรากและคลื่นที่ขุ่นคลักก็หายๆ ไป กลับมีเสียงฟ้าร้องเปรี้ยงปร้าง ตอนนี้มีเทพที่แต่งตัวเป็นขุนศึกที่ใส่เสื้อเกราะทองจำนวนมากลงมาจากฟากฟ้า มีร่างกายสูงสัก 20 ฟุต ในมือถือค้อนทองเป็นเหลี่ยม แต่ละองค์มองด้วยสายตาที่โกรธแค้น มีเทพองค์หนึ่งมีตาทิพย์เหาะเข้ามาในถ้ำแล้วยกค้อนทองขึ้น  แล้วตีลงบนกลางกระหม่อมโดยไม่ยอมถามไถ่ ทำให้หย่งเหลียนตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ร้องเสียงหลงขึ้นมา  ทำให้ไต้ซือเมี่ยวส้านและแม่อุปถัมภ์ตกใจตื่นขึ้น ต่างถามกันว่าหย่งเหลียนเอ๋ย! ทำไมจึงร้องลั่นอย่างนั้น อ้า! ที่แท้เธอกำลังฝัน นั่นคือ

ภาพหลอนเกิดจากจิต จะคิดว่าเป็นจริงได้อย่างไร