Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 19 ไต้ซือเดินทางด้วยเท้าเปล่า ชนเผ่าเจียลาเลี้ยงสัตว์ในทะเลทราย | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 19 ไต้ซือเดินทางด้วยเท้าเปล่า ชนเผ่าเจียลาเลี้ยงสัตว์ในทะเลทราย

197 Views

             ขณะที่ไต้ซือเมี่ยวส้านกำลังสนทนาอยู่กับช้างเผือกอยู่นั้นพวกคนป่าเมื่อรู้ตัวว่าเชลยที่จับมาได้หลบหนีไปแล้วจึงได้ติดตามมาเสียงโห่ร้องตามมาข้างหลัง  ทำให้ไต้ซื่อเมี่ยวส้านทรงร้องขึ้นว่าแย่แล้ว! ช้างเผือกเอ๋ย พวกผีป่าตามมาอีกแล้วจะทำอย่างไรดีถ้าเจ้ามีใจจะช่วยฉัน ก็โปรดช่วยฉันให้พ้นจากอันตรายด้วยเถิดพอช้างเผือกฟังความแล้วก็ยื่นงวงของมันออกมาแล้วรัดเอวของไต้ซือไว้ ชูงวงสางขึ้นแล้วก็ออกวิ่งตรงไปข้างหน้าดุจจะเหาะไปความเร็วดุจขี่อยู่บนปุยเมฆ  ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็พ้นจากชายป่าภูเขาจินหลุน มันวิ่งต่อไปอีกห้าลี้ เมื่อไม่เห็นมีคนตามมาแล้วจึงหยุดวิ่งแล้วค่อยๆ วางไต้ซือเมี่ยวส้านลง ไต้ซื่อเมี่ยวส้านทรงถอนหายใจปัดฝุ่นบนวรกายให้ออกแล้ว ก็มาลูบที่หน้าผากของช้างแล้วตรัสกับช้างว่า ช้างเผือกเอ๋ย! วันนี้ฉันเป็นหนี้เจ้ามากเลยที่ช่วยชีวิตภิกษุณีจนๆ อย่างฉัน ถ้าหากตอนนี้ฉันไปที่หมู่บ้านไซซื่อเป่าได้ ไปตามหาเพื่อร่วมทางสองคนนั้นได้แล้ว เจ้าก็กลับเข้าป่าพักผ่อนได้ ให้หมั่นสร้างสมบุญกุศลไว้ รอให้ฉันไปที่เขาซีหนีซันและบรรลุมรรคผลแล้วก็จะกลับมาโปรดเจ้า ฉันจะไม่ผิดคำพูด โดยไม่คาดคิด พอเจ้าช้างเผือกฟังความแล้ว ไม่เพียงมันไม่ไปมันกลับหมอบลงบนพื้นไม่ยอมขยันเขยื้อน ไต้ซือเมี่ยวส้านคิดในใจว่าเจ้าช้างนี้คงไม่ยอมเข้าป่าไป คงอยากจะตามฉันไปที่เขาซวีหนีซันก็เป็นได้ จึงทรงถามต่อไปว่า เจ้าช้างเผือก! ถ้าหากเจ้าไม่อยากกลับไปที่เขาจินหลุนคิดอยากติดตามฉันไปที่ภูเขาซวีหนีซันละก็เจ้าจงผงกหัวสักสามครั้งเจ้าช้างนั้นผงกหัวสามครั้งแล้วก็ชูงวงมันไปที่หลังเหมือนกับจะเรียกไต้ซือให้ขี่หลังมัน ไต้ซือเมี่ยวส้านปีติอยินดียิ่งแล้วตรัสว่าเจริญพร ! ฉันนั่งหลังเจ้าไปก็จะเป็นการกินแรงเจ้านะ พูดจบก็ลุกขึ้นไปนั่งบนหลังช้าง ช้างเผือกก็ลุกยืนและค่อยๆ  เดินไปยังหมู่บ้านไซซื่อเป่าไต้ซือคิดจะไปที่นั่นเพื่อตามหาแม่อุปถัมภ์และหย่งเหลียน พระองค์ทรงคิดว่าบุคคลทั้งสองพลัดพรากจากกันก็จริง แต่ท่านไม่คิดว่าพวกเขาจะถูกพวกคนป่าจับไป  เพราะถ้าหากทั้งสองคนถูกคนป่าจับไป พระองค์ก็ต้องได้เห็นคนทั้งสองในป่านั้นด้วย แต่ในป่ากลับไม่เห็นบุคคลทั้งสอง ก็แน่ใจว่าคงหนีมาที่หมู่บ้านไซซื่อเป่าแน่ดังนั้น พระองค์จึงมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านเพื่อตามหา โดยไม่คาดคิดเมื่อใกล้หมู่บ้าน หย่งเหลียนก็วิ่งมาต้อนรับ  เมื่อผู้ใหญ่ซุนเต๋อได้ฟังเรื่องจากซือเมี่ยวส้านแล้วก็พูดขึ้นว่า นี่คือพุทธานุภาพอันไร้ขอบเขต จึงมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ ข้างเผือกเชือกนั้นคงเป็นช้างที่พระพุทธเจ้าใช้ให้มาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไมรู้ว่าท่านไต้ซือมีรองเท้าป่านนั้นมามากมายได้อย่างไร หย่งเหลียนรีบพูดขึ้นว่าถ้าจะถามถึงที่มาของร้องแล้วก็ ทุกข์ยาก! ทุกข์ยาก! คงต้องย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในวัง เมื่อเล่ารายละเอียดให้ฟังแล้ว ซุนเต๋อก็เกิดความเคารพแล้วทูลว่า คาดไปมีถึงว่าไต้ซือท่านนี้คือพระธิดาเมืองซิ่นหลินกั๊ว  เกิดในราชสำนักแท้ๆ แต่ไม่ถูกยศฐาบรรดาศักดิ์ครอบงำ ตั้งใจศรัทธาบำเพ็ญเพียร สุดแสนจะลำบาก ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ สิ่งนี้พบเห็นได้น้อยมากจากอดีตถึงปัจจุบัน วันข้างหน้าย่อมสำเร็จมรรคผลแน่ๆ โดยไม่ต้องสงสัย แต่รองเท้าถูกคนป่าแย่งไปแล้ว ระยะทางไปเขาซวีหนีซันยังอีกไกลนับพันลี้ ระหว่างทางไม่มีรองเท้าใส่และเปลี่ยนก็ไม่ได้ ขอให้ท่านทั้งสามพักอีกสักวันสองวัน รอให้กล้ากระหม่อมออกคำสั่งใหคนในหมู่บ้านช่วยทำรองเท้าถวาย จะได้ไม่ต้องเสด็จเท้าเปล่า ไต้ซือเมี่ยวส้านยกมือขึ้นไหว้แล้วตรัสว่า ขอบคุณท่านผู้ใหญ่ที่หวังดี ภิกษุณีน้อยขอน้อมรับไว้แต่ใจ ไม่กล้ารับรองเท้าของทาน ท่านผู้ใหญ่ไม่ต้องลำบากซุนเต๋อจึงพูดว่า นี่ก็แปลก ผู้ออกบวชมักรับบิณฑบาตจากผู้อื่นรองเท้าเพียงไม่กี่คู่จะเป็นไรทำไม่รับ  ไต้ซือเมี่ยวส้านทรงตอบว่าท่านผู้ใหญ่ไม่รู้อะไรหมด ผู้ออกบวชรับบิณฑบาตจากคนอื่นถูกแล้วแต่การรับประทานอาหารสักมื้อหนึ่งก็ถูกกำหนดไว้แล้ว พุทธธรรมมีเหตุสัมพันธ์กัน เอาเกินไปไม่ได้ ครั้งก่อนมีโทษถูกสั่งทำรองเท้าสานก็เป็นการสร้างเหตุอย่างหนึ่ง คราวนี้ก็เพราะรองเท้าสานจึงรอดตัวมาได้จึงเป็นการรับผล  เหตุและผลจะคู่กัน รองเท้าสานกับอาตมาเป็นธรรมสัมพันธ์กัน บัดนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้ไม่ควรสร้างเหตุอีก เพราะรองเท้าที่บุญคุณช่วยให้รอดชีวิตจึงไม่ยอมใส่อีกถ้าหากไม่เคารพผู้มีพระคุณแล้วกลับไปดูถูกเหยียบย่ำอีก ใต้หล้านี้มีเหตุผลนี้ไหม  รองเท้าแม้จะเทียบคนไม่ได้แต่เหตุผลทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้นอาตมาจากนี้เป็นต้นไปยินยอมเดินเท้าเปล่าจะไม่ยอมใส่รองเท้าอีก ยิ่งตอนนี้ก็มีช้างให้ขี่แล้ว เท้าเปล่าก็ไม่ลำบากแต่อย่างไร เพราะฉะนั้นท่านผู้ใหญ่ไม่ต้องลำบากเหนื่อยยากเลย เมื่อผู้ใหญ่ซุนเต๋อได้ฟังแล้วรู้สึกยกย่อมยิ่งขึ้นเลย ไม่คะยั้นคะยออีก  จึงสั่งให้ลูกน้องไปเตรียมอาการเจมาถวาย เรื่องรองเท้าก็เป็นอันว่าแล้วไป ทั้งสามคนจึงค้างแรมที่บ้านผู้ใหญ่ซุนเต๋อ

          วันรุ่งขึ้นเมื่อเสร็จจากอาหารเช้าแล้ว  ก็ถามทางไปภูเขาชวีหนีซันแล้วอำลาเจ้าบ้าน ผู้ใหญ่นำลูกบ้านออกมาส่งถึงนอกหมู่บ้าน ไต้ซือเมี่ยวส้านยกมือขึ้นไหว้อำลาทุกๆ คนแล้วทรงขึ้นประทับบนหลังช้าง  มีอุปถัมภ์และหย่งเหลียนก็เดินเคียงข้างมุ่งหน้าไปทางเหนือ  ตั้งแต่เช้าจรดเที่ยงเดินทางมาได้ระยะประมาณสามสิบลี้ เป็นทะเลทรายเวิ้งว้างไม่เพียงไม่พบเห็นผู้คน แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าก็เห็น มันเวิ้งว้างไร้ขอบเขตมีแต่ฟ้ากับทรายเท่านั้น หย่งเหลียนเอ่ยขึ้น ทางข้างหน้าสุดลูกหูลูกตา ข้างหน้ามองไม่เห็นสถานที่พอจะพักพิงได้เลย เราเดินทางตั้งแต่เช้าจนพระอาทิตย์ตกดินได้ระยะทางไม่เกินห้าสิบลี้เท่านั้น คืนนี้จะค้างแรมกันอย่างไร ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า เธออย่าเพิ่งกังวล เมื่อทางข้างหน้ายังไปได้ก็ไป เดินได้หนึ่งก้าวก็ไปหนึ่งก้าวจนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน เมื่อไม่มีสถานที่จะพักก็ค้างคืนกันในทะเลทรายนี่แหละตอนนี้ตีโพยตีพายไปก่อนไข้ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่ว่าเราตีตนไปก่อนไข้แล้วก็จะมีสถานที่ปรากฏกออกมาให้เห็นได้ หย่งเหลียนฟังแล้วก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อไปอีก สามคนกับช้างหนึ่งเชือก เดินมุ่งหน้าต่อไปอย่างเงียบสงบ ไม่มีการพูดคุยกันอีกจนตะวันจะตกดินแล้ว ก็ยังไม่มีป่าเขาหรือหมู่บ้านเลย ไต้ซือเมี่ยวส้านนั่งอยู่บนหลังช้าง ใช้ตาปัญญามองไปข้างหน้า เห็นถัดไปอีกหลายลี้ ดูเหมือนจะมีผู้คนและสัตว์เลี้ยง ถึงจะรู้ว่าเป็นพวกเร่รอนเลี้ยงสัตว์ก็ยังดีจึงตรัสว่า ดีแล้ว ! ดีแล้ว! พวกเธอลองดูซิว่าข้างหน้ามีกลุ่มเร่รอนเลี้ยงสัตว์ไช่ไหม เรารีบสาวเท้าเดินอีกหน่อยก็จะได้พึ่งพิงพวกเขาได้ เนื่องจากระยะทางยังห่างไกลเกินไป ทั้งยังแม่อุปถัมภ์และหย่งเหลียนจึงมองไม่เห็นอะไร เมื่อเดินไปได้อีกระยะหนึ่งจึงคอยมองเห็นวี่แวว  ต่อมายิ่งใกล้เข้าไปทุกที จึงมองเห็นกระโจมผู้คนและสัตว์เลี้ยงทั้งสามรู้สึกดีใจมากเมื่อเข้าไปใกล้ฟ้าก็เริ่มมืดสลัวแล้วไต้ซือเมี่ยวส้านกระโดดลงจากหลังช้างแล้ววิ่งไปปะหน้าคนหนึ่งที่ท่าทางจะเป็นหัวหน้าแล้วยกมือขึ้นไหว้ อธิบายถึงความเป็นมาไห้รู้บังเอิญคนพวกนี้เป็นชนเผ่าเจียลาที่อยู่ทางตะวันออกของประเทศซิ่นหลินกั๊ว พวกเขาอาศัยไม่เป็นหลักแหล่งเที่ยวเร่รอนเลี้ยงสัตว์เพื่อดำรงชีพ เมื่อได้ฟังวาจาจากไต้ซือเมี่ยวส้านแล้ว รู้ว่าเป็นบุคคลระดับเจ้านายจึงให้ความเคารพ เชื้อเชิญคนทั้งสามเข้าไปในกระโจมแล้วนั่งลงกับพื้น ส่วนช้างเผือกก็หมอบเฝ้าอยู่นอกกระโจมนั้นชาวเจียลาหมู่นี้มีความเคารพต่อบุคคลทั้งสามมาก  เมื่อเรื่องราวได้แพร่กระจายไปแล้ว ก็มีคนเอาน้ำสะอาดมาให้หนึ่งโถและเนื้อวัวจานใหญ่หนึ่งจาน เพิ่ให้บุคคลทั้งสามรับประทานอันเป็นความหวังดีของพวกเขา แต่บุคคลทั้งสามไม่รับประทานแม้แต่สัตว์เล็กๆนับประสาอะไรกับสัตว์ใหญ่เช่นแพะวัวเป็นต้น ไต้ซือเมี่ยวส้านเห็นเข้าถึงกับตรัสว่า บาปกรรม! จึงกล่าวขอบคุณคนที่นำเข้ามาแล้วตรัสว่า อาตามาตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยรับเนื้อสัตว์เนื้อวัวเหล่านี้โปรดเก็บออกไปไวๆ เอาไปรับประทานกันเองก็แล้วกัน อาตามาขอรบกวนน้ำสะอาดแค่ถ้วยเดียวก็พอแล้ว หัวหน้าเผ่าทูลว่า ท่านเดินทางมาตลอดวันแล้ว คงต้องหิวกันแล้ว ที่นี่มีแต่เนื้ออย่างเดียว อย่างอื่นไม่มีอะไรให้รับประทานจะทำอย่างไรดี หย่งเหลียนตอบว่า ไม่เป็นไรหรอก ผู้ใหญ่ซุ่นได้ให้โรตีแห้งมาถุงหนึ่งสามารถรับประทานได้หลายมือเซี่ยวละ! ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสถามว่า ให้เธอตั้งแต่ตอนไหน ทำไมฉันจึงไม่รู้ หย่งเหลียนทูลว่า ก่อนจะออกจากหมู่บ้าน หม่อมฉันกกลัวว่าท่านไต้ซือรู้แล้วก็จะไม่รับ จึงรับเก็บมาไว้เอง คิดว่าเตรียมไว้เมื่อถึงคราวจำเป็น คิดไม่ถึงว่าตอนนี้ก็ได้แล้ว ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า ทำไมเธอไม่บอกฉันแต่แรกล่ะฉันจะได้ขอบใจผู้ใหญ่ซุน หย่งเหลียนทูลว่า หม่อมฉันได้ขอบใจแทนไต้ซือไปแล้ว ทั้งสามรับประทานไปพลางก็คุยกันไปพลางเมื่อรับประทานโรตีแล้วดื่มน้ำตามไปอีกหน่อยก็ทำให้ลำคอชุ่มชื่นดีขณะนั้นภายในกระโจมมืดแล้วมีตะเกียงไฟ แสงสลัวๆ จากดวงจันทร์ที่ส่องผ่านรูขาดของกระโจมเข้ามาจะเห็นทั้งสามคนกำลังเข้าฌานอยู่

          เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสามก็แยกออกจากพวกเจียลามุ่งหน้าสู่ทางทิศเหนือ พอค่ำลงก็นอนพัก เป็นอยู่เช่นนี้ไปอีกหายวันโดยสวัสดิภาพจนกระทั่งวันหนึ่งก็เดินทางถึงภูเขาลูกใหญ่ ห่างจากภูเขาไม่ไกลนัก มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีครัวเรือนกว่าร้อยหลังคาเวลาใกล้ค่ำแล้วทั้งสามคนจึ่งมุ่งหน้าสู่บ้านนั้น โดยไม่คาดคิดก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น นั่นคือ

ทางไปซวีหนีซัน อุปสรรคยังไม่หมด