Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 18 คนป่าแย่งรองเท้าสานไป อริยสงฆ์รูปหนึ่งทรงช้างเผือกมา | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 18 คนป่าแย่งรองเท้าสานไป อริยสงฆ์รูปหนึ่งทรงช้างเผือกมา

183 Views

                   คนทั้งสองลุกขึ้นแล้วกล่าวลาผู้ใหญ่ซุนเต๋อ เพื่อกลับเข้าไปในป่าจินหลุนเพื่อไปหาไต้ซือเมี่ยวส้าน ผู้ใหญ่ซุนเต๋อรีบทัดทานคนทั้งสองว่า "ช้าๆ ก่อน สูญเสียไปคนหนึ่งแล้วยังจะส่งไปอีกสองคนหรือ มีเหตุผลอะไร ท่านทั้งสองก็ไม่มีเรี่ยวแรงอะไรพอที่จะไปช่วยอาจารย์ ไม่มีวิธีพอที่จะช่วยเหลือได้ ให้เป็นไปตามฟ้าลิขิต ตอนนี้ท่านทั้งสองมาถึงที่นี่แล้ว ยังคิดที่จะส่งกลับไปเข้าปากเสืออีกหรือ พวกเราจะนั่งดูดายอยู่ได้หรือ เมื่อเห็นว่าจะตายแล้วไม่ช่วยเหลือ ก็จะทำให้ชื่อหม่นหมองซึ่งพวกเรารับไม่ได้ วันนี้ไม้ว่าเป็นประการใดก็ตามก็ไม่ยอมปล่อยให้ท่านทั้งสองไป" หย่งเหลียนพูดว่า "อันนี้เป็นความยินยอมของเราเอง ไม่เกี่ยวข้องกับท่านผู้ใหญ่แต่ประการใด

                   พวกเรามาด้วยกันสามคนตอนนี้สูญไปคนหนึ่งแล้ว แล้วถ้าไม่ได้ร่วมเป็นร่วมตายกัน จะไม่หม่นหมองยิ่งกว่านี้หรือ จึงหวังให้ท่านผู้ใหญ่อย่าได้ขัดขวางเราเลย เพื่อให้ปณิธานของเราได้สมหวัง ถึงตายก็ยินยอม" ขณะที่ฝ่ายหนึ่งจะไปอีกฝ่ายไม่ยอมให้ไป ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งแก้ไขกันลำบากนั้นก็มีคนงานคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน ปากก็ร้องว่า "ท่านผู้ใหญ่ ข้างนอกมีภิกษุณีรูปหนึ่งกำลังขี่ช้างเผือกมาแต่ไกลๆ พวกเรากำลังสงสัยกันว่า จะเป็นอาจารย์ที่สูญเสียไปที่ภูเขาจินหลุนหรือเปล่า จึงรีบเข้ามารายงาน" หย่งเหลียนพูดสอดขึ้นว่า "ไม่ใช่ๆ ไต้ซือเมี่ยวส้านของเราเดินทางเท้าเปล่า ไม่ได้นั่งอะไร คงเป็นอาจารย์อีกองค์กระมัง" ซุนเต๋อพูดยิ้มๆ ว่า "ให้ไปดูกับตาดีกว่า อย่าเอาแต่คาดเดาเอาเลย ไม่มีประโยชน์ หากมีคนมาจากทางนั้นพวกเราก็ออกไปดูกันจะเป็นไร จะได้แน่นอน ถ้าหากผู้ที่มาไม่ใช่ อาจารย์ของท่าน แต่เป็นภิกษุณีก็เป็นสมณะเพศเดียวกัน ไปดูกันเถอะ" ทั้งสองคนขัดอะไรไม่ได้ ก็ออกไปพร้อมกับท่านผู้ใหญ่ซุนเมื่อมาถึงนอกหมู่บ้าน ก็แลไปทางภูเขาจินหลุน ก็เห็นช้างเผือกเชือกหนึ่งมุ่งหน้ามาอย่างช้าๆ บนหลังมีภิกษุณีรูปหนึ่งนั่งอยู่ ตอนนี้ยังไกลออกไป ทุกคนยังเห็นหน้าไม่ชัดเจน

                   แต่ในสายตาของหย่งเหลียนและแม่อุปถัมภ์ก็เห็นอย่างชัดเจนว่าถ้าคนที่นั่งอยู่บนหลังช้างนั้นไม่ใช่ไต้ซือเมี่ยวส้านแล้ว จะเป็นใครกันได้อีก ทำให้ทั้งสองปรีดาปราโมทย์ยิ่ง โดยเฉพาะหย่งเหลียนถึงกับกระโดดโลดเต้น จับแขนเสื้อของแม่อุปถัมภ์แล้วพูดว่า "แม่เฒ่าท่านส่องดูสิ คนที่อยู่บนหลังช้างไม่ใช่ไต้ซือเมี่ยวส้านของเราหรอกหรือ พระองค์ไม่ได้รับอันตรายอะไร แต่ยังได้นั่งหลังช้างมาอีกนี่แหละที่เขาเรียกว่าทุกขลาภไงล่ะ ต่อไปไม่ต้องเดินอีกแล้วคงไปได้สะดวกอีกเยอะเลย" พอซุนเต๋อและชาวบ้านได้ยินคำพูดของหย่งเหลียนต่างก็พึมพำว่าแปลก หย่งเหลียนอดใจไว้ไม่อยู่แล้ว รีบวิ่งออกไปต้อนรับ ไม่นานนักไต้ซือเมี่ยวส้านก็มาถึงหมู่บ้านลงจาหลังช้างแล้วยกมือไหว้ทุกคน ซุนเต๋อให้คนทั้งสามเข้าหมู่บ้าน แต่ที่แปลกใจคือ เจ้าช้างเผือกตัวนั้นก็เดินตามมาด้วยราวกับช้างที่ฝึกจนเชื่องแล้ว

                   ทุกคนเดินมาถึงบ้านของผู้ใหญ่ซุนเต๋อต่างคาราวะต่อกันอีกครั้งก่อนจะนั่งลง ซุนเต๋อพูดขึ้นว่า "ยินดีด้วยที่ท่านไต้ซือมีชีวิตรอดกลับมาใหม่ ภูเขาจินหลุนเป็นที่อยู่ของคนป่าถ้าใครหลงเข้าไป ก็ไม่มีชีวิตรอดออกมา ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของไต้ซือ คงเป็นบารมีพุทธานุภาพเป็นแน่แท้ จึงมีความศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ใคร่อยากให้ท่านไต้ซือเล่าเหตุการณ์อันตรายเช่นนั้นให้พวกเราได้ฟังกัน และก็เป็นข้อเตือนใจชาวโลกด้วย เป็นการเผยแผ่พุทธธรรม ไต้ซือเมี่ยวส้านขอบคุณในไมตรีที่ต้อนรับขับสู้แล้วก็ทรงเล่าเรื่องการถูกคนป่าจับไปตลอดจนเหตุการณ์หลบหนีให้ฟังอย่างละเอียด ทำให้พวกเขาทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจ ท่านรู้ไหมว่าไต้ซือเมี่ยวส้านปลอดภัยกลับมาอย่างไร ขณะที่คนป่ามาพบไต้ซือนั้น ท่านไต้ซือแบกสัมภาระไว้ข้างหลังไม่ยอมละทิ้ง เพราะเป็นของจำเป็นที่ต้องใช้ ดังนั้นเมื่อคนป่าจับไต้ซือได้ก็ช่วยกันหามเข้าป่าไป มือของไต้ซือก็ยังคงจับของไว้แน่น เมื่อคนป่าหามมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ก็แลเห็นปากถ้ำใหญ่แห่งหนึ่ง บริเวณนอกปากถ้ำเป็นลานกว้าง ล้อมรอบด้วยต้นไม้ที่หนาทึบมองดูแล้วน่ากลัวมาก คนป่านำไต้ซือวางไว้ที่ตรงกลางลาน แล้วก็นั่งลงกับพื้นพวกมันร้องเสียงโห่ไม่นานนัก ก็มีคนป่าที่มีขนดกเหมือนกันพากันออกมา มีทั้งชายและหญิงประมาณสองร้อยคน ความแตกต่างระหว่างชายกับหญิง ดูที่การแต่งตัว พวกมันมีกำไลทองเหลืองประดับตัว ผู้ชายเจาะรูใส่กำไลไว้ที่จมูก ส่วนผู้หญิงก็จะเจาะหูใส่กำไล พวกมันจะปกปิดส่วนล่างไว้ด้วยหนังสัตว์ ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่า พวกมันจะเดินทางเท้าเปล่าไม่ใส่รองเท้า พวกมันล้อมไต้ซือ โดยมีคนที่จับไต้ซือมาส่งเสียงโฉ่งฉ่างเหมือนกับจะคุยอวดถึงชัยชนะของมัน เมื่อพวกมันฟังแล้วก็กระโดดโลดเต้นด้วยความพึงพอใจ ต่างจับคู่เต้นรำ แสดงถึงความสุขของพวกมันดูพวกมันยิ่งเต้นยิ่งคะนอง มันเต้นกันนานถึงหนึ่งชั่วยาม จึงค่อยรู้สึกเหนื่อย จึงล้อมวงพักผ่อน สายตาที่น่ากลัวนับร้อยคู่จับเขม็งอยู่ที่ตัวของไต้ซือ ไต้ซือรู้ดีว่าตนเองตกอยู่ในถ้ำเสือไม่มีโอกาสมีชีวิตรอด พระองค์คิดว่าตนเองตายแน่นอน แต่ไม่รู้สึกเกรงกลัวแต่อย่างใด ได้แต่สำรวมสติให้เป็นหนึ่ง คอยดูว่าพวกมันจะใช้วิธีอะไรมาเล่นงานตน ขณะนั้นก็เห็นพวกมันคุยโฉ่งฉ่างอยู่เหมือนกับว่าปรึกษากัน

                   สักพักหนึ่งก็มีคนป่าครู่หนึ่งมองดูที่เท้าของไต้ซือว่าใส่อะไรไว้ พลางก็ชี้ให้ทุกคนมองดู พลางก็พูดไปไต้ซือเข้าใจความหมายของพวกมันดี จึงถอดรองเท้าป่านออกคนป่าที่อยู่ด้านนอกก็แย่งเอาไปดู มันพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็นั่งยองๆ ลงไปใส่ดู ที่เท้าของมันเมื่อใส่เชือกเสร็จก็ลุกขึ้นเดินมาเดินไป รู้สึกพอใจ เห็นพวกมันยกหัวแม่มือขึ้นแล้วก็พูดยกย่องว่าดีทำนองนั้น คนป่าที่เหลือรู้สึกอิจฉา แล้วก็ยื่นมือมาขอกับกับไต้ซือ ไต้ซือคิดว่าพวกมันคงอยากได้ของเหล่านี้ ก็ดีที่ตนได้นำติดตัวมากว่าร้อยคู่ เอาให้พวกมันไปจะได้ดีใจ อาจจะไม่ฆ่าแกงตนก็ได้ ตอนนั้นก็หาโอกาสหลบหนีได้ คิดได้ดังนั้นแล้ว ก็แกะห่อผ้าที่ใส่รองเท้าออก รองเท้าสานนับร้อยคู่ก็อวดสายตาพวกมัน พวกมันก็กรูกันเข้ามา ส่งเสียงแสดงความพอใจ แล้วลงมือแบ่งกันชุลมุน รองเท้าจำนวนร้อยคู่ก็ยังไม่พอเพียงกับคนป่าทั้งหมด มันจึงแย่งกันบ้างก็ได้คู่ บ้างก็ได้เพียงข้างเดียว คนที่แย่งได้ก็ไม่มีปัญหา ส่วนคนที่แย่งไม่ได้ก็โกรธไม่พอใจ ด้วยความอิจฉาริษยาจึงก่อการวิวาทตบตีกันขึ้น รองเท้าสานด้วยป่านถูกพวกมันแย่งกันจนขาดเสียหมด ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นให้กับคนที่ถูกแย่งขึ้นแล้วจึงเกิดการต่อสู้รุนแรงถึงขั้นตายขึ้น พวกมันจึงไม่มีใครสนใจไต้ซือเมี่ยวส้านอีกแล้ว ไต้ซือเมี่ยวส้านจึงถือโอกาสที่ไม่มีใครสนใจหลบหนีเข้าไปในป่า โชคดีที่ไม่มีใครเห็น พระองค์วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต เท้าเปล่าทั้งสองจึงถูกหนามทิ่มแทงเอา เลือดก็ไหลเจ็บปวดยิ่งนัก จึงทำให้วิ่งต่อไปไม่ได้ และก็ไม่รู้จะวิ่งไปทางไหน ในพระทัยกระวนกระวายยิ่งนัก ขณะที่กำลังพะว้าพะวังตัดสินใจไม่ถูก

                   ก็มีช้างเผือกเชือกหนึ่งเดินช้าๆ เข้ามาหา ไต้ซือเมี่ยวส้านคิดในใจว่าคงจบลงแน่ๆ ละคราวนี้ เพิ่งหลุดจากคนป่าก็มาปะช้างเข้าอีกดุจหนีเสือปะจระเข้ ชีวิตจะมีอะไรเหลือ ขณะที่พระองค์หมดทางไปนั้น เจ้าช้างเผือกก็อยู่ตรงหน้าแล้วมันเอางวงแกว่งไปมาแล้วก็โบกพัดหู มันเอาหูมาลูบที่ตัวไต้ซือ ทำราวกับสนิทสนมโดยไม่มีอาการทำร้ายแต่ประการใด ไต้ซือเมี่ยวส้านเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น จึงรู้สึกโล่งพระทัย ทรงคิดในใจว่า เจ้าช้างเผือกนี้อาจเป็นช้างที่พระพุทธเจ้าส่งมาช่วยชีวิตก็ได้ จึงเอามือลูบที่หน้าผากของมันแล้วตรัสว่า "ช้างเผือกเอ๋ย ! เจ้าจะมาช่วยฉันให้พ้นอันตรายใช่ไหม ถ้าหากใช่ก็ขอให้เจ้าแกว่งงวงไปมาสามครั้ง ถ้าไม่ใช่กายของฉันก็ยอมให้เจ้ากินดีกว่าให้พวกคนป่ามันแหวะท้อง อ้าวลงมือได้เลย" พูดถึงช้างแล้วในบรรดาสัตว์เดรัจฉาน นับว่าช้างมีใจเมตตาที่สุดถ้าสื่อใจกันรู้เรื่อง ถ้ามีเด็กๆ ตกอยู่ในอันตรายของสัตว์ป่าอื่นๆ พอช้างเห็นเข้า มันยอมอุทิศชีวิตเข้าไปช่วยเหลือทันที มันจะไม่ทนนิ่งดูดาย นี่คือนิสัยธรรมชาติของมัน ขณะนั้นเมื่อช้างเผือกได้ฟังวาจาของไต้ซือเมี่ยวส้านแล้ว เหมือนกับว่ามันเข้าใจความหมาย มันยกงวงขึ้นสูงแล้วแกว่งไปมาสามครั้ง เอาหูอันใหญ่ของมันปัดไปปัดมาสองครั้ง แล้วก็ลดหัวลงมาหาไต้ซือเมี่ยวส้าน ทำให้ไต้ซือเมี่ยวส้านดีใจดุจดั่งได้แก้วพร้อมทั้งตรัส "เจริญพรๆ ถ้าหากเจ้าช่วยฉันให้พ้นอันตราย หลังจากได้ไปเขาซวีหนีซันแล้วสำเร็จมรรคผล ก็จะมาฉุดช่วยเจ้าให้พ้นจากสัตว์เดรัจฉานเข้าสู่พุทธมามกะ" พระองค์ตรัสเท่านั้น โดยไม่คาดคิดฏ้มีคนป่าติดตามมา นั่นคือ


ชีวิตเพิ่งจะรอดมาได้ มารร้ายก็ตามมาอีก