ตอนที่ 16 พบผู้ใจดีชี้ทางให้ หลงใหลธรรมชาติเกิดเรื่องขึ้น

126 Views

          หย่งเหลียนได้แนะนำคนทั้งสองให้เดินต่อไปจนถึงหมู่บ้านค่อยหาทางพักผ่อน แต่ก็ทัดทานไม่ไหวทั้งนี้เพราะไต้ซือเมี่ยวส้านและแม่อุปถัมภ์ปวดเมื่อยเต็มทนแล้ว จะเดินต่อไปก็เดินไม่ไหว ต่างคนก็โยนสัมภาระลง มองหาก้อนหินแผ่นเรียบ ๆ เพื่อจะนั่งพักผ่อนการเดินทางก็มีเคล็ดอยู่เหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งการหยุดพักกลางทางถือที่สุด การเดินทางระยะไกลนั้น ถ้ามีอาการเมื่อยล้าระหว่างทางก็ให้ชะลอฝีก้าวลงหน่อยแล้วก็เดินต่อไป แม้จะรู้สึกฝืนใจอยู่บ้าง แต่มีความมานะก็ยังมีอยู่ ในที่สุดก็จะไปถึงที่หมายถ้าหากหมดแรงย่อท้อแล้วก็หยุดนั่งลงพักผ่อน แต่ยิ่งพักก็ยิ่งจะรู้สึกเมื่อยล้าลงไปอีก ความมานะบากบั่นที่จะมุ่งไปข้างหน้าก็ลดน้อยถอยไป เมื่อลุกขึ้นเดินใหม่จะรู้สึกว่าแต่ละฝีก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะว่าทั้งสามคนไม่เคยออกเดินทางไกล ดังนั้นจึงไม่รู้เคล็ดข้อนี้ พอนั่งลงไปก็เหมือนกับมีรากงอกออกมา รู้สึกเจ็บใจที่ไม่ได้หยุดพักแรมเสียแต่ที่นี่ เพราะถูกหย่งเหลียนเร่งเร้าจึงเป็นการเร่งให้ไต้ซือเมี่ยวส้านและแม่อุปถัมภ์ยอมลุกขึ้น ปัดฝุ่นตามลำตัวออกแล้วก็ก้มตัวลง ถือข้าวของจะออกเดินทางต่อไป

          ขณะนั้นก็เกิดมีเสียงดัง กา ๆ ขึ้นเหนือศรีษะ เป็นเสียงร้องของนกอีกาฝูงสีดำ ทำให้ทั้งสามคนขวัญหนีดีฝ่อ หย่งเหลียนร้องขึ้นว่า "เขาว่าเอาไว้ไม่มีผิด ถ้าอีกามา เคราะห์ก็มา ตอนนี้เป็นนกอีกาสีดำกินคนด้วย หม่อมฉันว่าแล้วให้รีบไป หากฟังหม่อมฉันสักนิดตอนนี้ไม่รู้เปิดไปไหนต่อไหนแล้ว ก็จะหลบภัยจากพวกนกอีกาได้ ตอนนี้จะทำอย่างไรดี" ขณะที่พวกเขาเจรจากันฝูงนกอีกาพากันมามากขึ้น เสียงกา ๆ ๆ เต็มท้องฟ้าไปหมด ไม่รู้ว่ามีสักเท่าไร พวกมันทำราวกับว่าวันนี้มีสัตว์อันโอชามาสังเวยแล้ว จึงร้องรำทำเพลงดุจมีงานฉลองแสดงความยินดี ตอนนี้ทั้งหย่งเหลียนและคนอื่น ๆ มือไม้สั่นไม่ยอมหยุด อาศัยไต้ซือเมี่ยวส้านที่บำเพ็ญมาอย่างสูงจึงมีพลังจิตมั่นคง จึงนั่งลงกับพื้น แล้วพูดกับคนทั้งสองว่า "ให้พวกเธอนั่งลงมาเสียก่อน รวบรวมขวัญกำลังใจให้ดี อย่าได้ตกใจกลัวฉันจะจัดการให้เอง" ทั้งสองหมดปัญญาจึงทรุดตัวลงนั่งหูก็คอยฟังว่าเมื่อไรนกอีกาจะมาจิกกิน ใจหวาดผวาได้กระเจิงไปไกลลิบลับแล้ว แต่พวกนกอีกาเหล่านั้นแม้มันจะร้องกา ๆ ๆ แต่ก็บินวนอยู่เหนือศรีษะของบุคคลทั้งสามเท่านั้น หาได้โฉบลงมาจิกกินก็หาไม่ อันที่จริงคนที่มีใจไม่หวาดผวา ภายในตาของสัตว์ต่างเผ่าจะรู้สึกว่าน่าเกรงขามไม่กล้าที่จะเข้าโจมตี นกอีกาคงบินวนอยู่เหนือศรีษะของบุคคลทั้งสาม มันบินไปร้องไปอยู่เช่นนั้นเหมือนกับคอยเฝ้าเหยื่อเอาไว้ ไม่ยอมละจากไป มันบินนานอยู่ประมาณครึ่งชั่วยาม ไต้ซือเมี่ยวส้านนั่งทำสมาธิ

          จนกระทั่งเห็นดวงจิตใสสว่างเหมือนมีคนมาบอกข้างหูว่า "พวกเธอนั่งเฉยอยู่ทำไมพวกอีกาบินไปร้องไป เพราะต้องการมาขอของกิน พวกมันไม่ใช่ว่าจะต้องกินคนเท่านั้น ถ้าเธอให้ของกินแก่มัน พวกมันก็จะแย่งกันกิน ตอนนั้นพวกเธอก็หนีเอาตัวรอดได้แล้ว ข้าวตากที่อยู่ในถุงมิใช่เป็นของกินอย่างดีหรอกหรือ" ไต้ซือเมี่ยวส้านฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงรีบแก้ปากถุงข้าวตาก แล้วก็ล้วงเอาออกมากำมือหนึ่งโยนไปที่ลานกว้าง พวกนกอีกาเห็นเข้าก็บินลงมาแย่งกิน พระองค์จึงโยนข้าวตากไปอีกครึ่งถุง นกอีกาบนท้องฟ้าไม่มีอีกแล้วพระองค์จึงเรียกอีกสองคนรีบ ๆ เก็บสัมภาระแล้วเตลิดหนีไปลงเชิงเขาไปชั่วไม่นานพวกเขาก็หนีลงมาถึงเชิงเขา ไม่ปรากฏว่ามีนกอีกาบินตามลงมาสักตัวเดียว จึงรู้สึกอุ่นใจขึ้นจึงมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน เดินมาจนตะวันคล้อยดินแล้วจึงถึงหมู่บ้านเห็นคนแปลกหน้ามาต่างก็ออกมามุงดูถามไถ่ ไต้ซือเมี่ยวส้านยกมือขึ้นพูดว่า "นะโม ฉันเป็นภิกษุณีเมี่ยวส้าน เป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดจินกวงหมิง เชิงเขาเยโหม่ประเทศซิ่นหลินกั๊ว เพราะว่าได้ตั้งปณิธานที่จะมาภูเขาซวีหนีซันกันสามคน แต่ได้หลงเดินทางผิดเข้าไปในหุบเขาใต้โชคที่ได้ผู้ใจดีชี้แนะ จึงรู้จักข้ามสันเขาจ้าวอีกามาได้จึงได้มาถึงที่นี่วันนี้จะมืดค่ำแล้ว ข้างหน้าไม่มีหมู่บ้านแล้ว จึงต้องหยุกอยู่ที่นี่หวังว่าจะมีผู้เมตตาให้ทาน ขอที่นี่พักอาศัยสักคืน ขออาหารเจสักจานอย่างอื่นไม่ต้องการ พรุ่งนี้เช้าก็จะเดินทางต่อไป" พอพวกเขาได้ยินว่า ผ่านมาทางเขาจ้าวอีกาเท่านั้น ต่างก็มองหน้ากัน มีคนหนึ่งที่อยากรู้จึงถามขึ้นว่า "ถ้าพวกท่านมาทางสันเขาจ้าวอีกา ระหว่างทางได้พบจ้าวอีกาหรือเปล่า" ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสตอบว่าได้พบแล้วก็ทรงเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้พวกเขาได้ฟัง พวกเขาฟังกันแล้วก็ร้องขึ้นว่า "แปลกนะ ! แปลกนะ ! สามคนนี้มีวิชามารอะไร แม้แต่นกจ้าวอีกาก็ยังไม่ทำร้ายพวกเขาหรือว่าเป็นพวกเทพธิดา" มีคนหนึ่งท่าทางจะเป็นผู้ใหญ่บ้านก็พูดกับคนทั้งหลายว่า "พวกเธออย่าอึกทึกกัน ทั้งสามท่านนี้ย่อมมิใช่บุคคลธรรมดา คนที่บำเพ็ญเพียร เบื้องบนมีฟ้าสามสิบสามชั้น เบื้องล่างมีทางสามสิบหกทาง มีหรือจะไม่ยำเกรง นับประสาอะไรกับจ้าวอีกาซึ่งมีญาณหยั่งรู้ จึงไม่ทำความยุ่งยากอะไรให้พวกเขา

          ตอนนี้ก็ได้มาที่หมู่บ้านของเราแล้วทางข้างหน้านับสิบลี้ก็ไร้ผู้คน พวกเราก็ดูแลต้อนรับอย่างดี ที่บ้านของข้าพเจ้ามีห้องว่างเหลืออยู่ ขอเชิญพวกท่านทั้งสามไปพักที่นั่นกัน" ทั้งสามคนยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณ พวกชาวบ้านจึงพูดว่า "ท่านผู้เฒ่าหลิว คืนนี้ไปค้างที่บ้านท่านก่อน พรุ่งนี้ถ้าภิกษุณีทั้งสามยังไม่ออกเดินทาง พวกเรายินดีผลัดกันต้อนรับทั้งอาหารและที่อยู่ด้วยมิตรภาพของเจ้าถิ่น" พวกเขาพูดเสร็จก็พากันแยกย้ายจากไป ผู้เฒ่าหลิวนำคนทั้งสาม กลับไปที่บ้านของเขา เชิญให้ทุกคนนั่งแล้วก็แนะนำบุคคลในบ้าน พวกเขาล้วนเป็นคนดีที่ใฝ่ธรรมะทั้งนั้น พอเห็นภิกษุณีเท่านั้นพวกเขาก็นำน้ำชามาถวาย เตรียมอาหารเจมาต้อนรับ ฟ้ามืดแล้ว เขาก็พาบุคคลทั้งสามเข้าไปพักในห้องที่สะอาด เครื่องนอนครบครัน ไต้ซือเมี่ยวส้านเข้า ฌานวันรุ่งขึ้น ผู้เฒ่าหลิวก็เตรียมอาหารเช้า เพื่อถวายให้ภิกษุณีทั้งสามฉันเมื่อทั้งสามคนรับอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็คะยั้นคะยอให้อยู่ต่อ ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสตอบว่า "ตอนนี้ร้อนรนจะรีบไปยังเขาซวีหนีซัน ไม่กล้าค้างนาน ทำให้เสียความตั้งใจของผู้เฒ่าไปขอเพียงให้ท่านช่วยชี้ทางไปให้ด้วยจักขอบคุณยิ่ง" ท่านผู้เฒ่าหลิวรู้ว่าจะรั้งพวกเขาอยู่ไม่ได้ จึงพูดว่า "ให้เดินตรงไปทางเหนือประมาณสามสิบลี้ ข้างหน้าจะมีภูเขาเล็ก ๆ อยู่ลูกหนึ่ง เรียกว่า ภูเขาจินหลุน พวกท่านอย่าได้ข้ามเขาไปให้หันเดินทางตะวันออกเมื่อผ่านเหลี่ยมเขาแล้วก็หันเดินไปทางเหนืออีกราวสิบเจ็ดสิบแปดลี้ ก็จะถึงหมู่บ้านไซซื่อเป่า ท่านสามารถพักค้างแรมที่นั่นได้ แต่ใกล้ ๆ ภูเขาจินหลุน ต้องเดินผ่านเร็ว ๆ อย่าได้หลงไหลกับอะไร พอถึงไซซื่อเป่า ก็รับรองไม่เป็นอะไร พอถึงที่นั่นก็ถามทางจากคนที่นั่น" ภิกษุณีทั้งสามก็ต่างขอบใจ แล้วลาจากกัน พอพ้นจากหมู่บ้านทางทิศเหนือ จะเห็นพื้นราบเวิ้งว้างในตอนแรกนอกจากทรายสีเหลือง และดวงตะวันสีขาวแล้วก็ไม่เห็นอะไรเลยไม่พบเห็นกระทั่งต้นไม่ใบหญ้า มีเพียงสามคนเดินย่ำอยู่กลางทะเลทราย

          ท่ามกลางความเงียบเหงาก็เลยเผยให้เห็นสัจจะของชีวิตพวกเขามีสติมั่นคง ไม่มีใครที่รู้สึกหวาดกลัวต่อความลำบากหากเป็นคนทั่วไปเมื่อเดินอยู่ท่ามกลางพื้นที่ที่แม้แต่หญ้าก็ขึนไม่ได้แล้วใครจะไม่รู้สึกกลัวบ้าง เมื่อบุคคลทั้งสามเดินมาได้สักพักก็แลเห็นเขาลูกหนึ่ง ค่อนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ แม้จะเป็นภูเขาเล็กแต่ก็มีต้นไม่ขึ้นหนาแน่น ทัศนียภาพสง่างาม นี่คือภูเขาจินหลุนแน่แล้ว พวกเขาเดินท่ามกลางความเงียบเหงาดุจตายในที่เปลี่ยว เมื่อได้มาเห็นภูเขาที่มีชีวิตชีวา โสตประสาทรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แม้แต่ฝีเท้าก็เบาขึ้นมามาก มุ่งหน้าตรงไปยังภูเขา เวลาผ่านไปไม่นานนักก็มาถึงเชิงเขาจินหลุน ที่เชิงเขาแห่งนี้แม้จะเป็นภูเขาลูกไม่ใหญ่ แต่ก็มีรูปร่างแปลกประหลาดยอดเขามีหินเรียงซ้อนตั้งขึ้นไป ประกอบกับสีเขียวของต้นไม้และความเขียวขจีของต้นหญ้างยังมีดอกไม้ป่าแทรกขึ้นทั่วไป นับว่าเป็นทิวทัศน์ที่ชวนให้คนหลงใหล ไต้ซือเมี่ยวส้านเห็นแล้วถึงกับตรัสพึมพำออกมาว่า "เจริญพร ! เจริญพร ! อาตมาผ่านมาเส้นทางหลายสาย ผ่านสันเขามาก็ไม่น้อย ยังไม่พบกับทัศนียภาพที่สวยงามขนาดนี้เลย คาดไม่ถึงว่าท่ามกลางทะเลทรายแห่งนี้กลับมีภูเขาที่งามอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าฟ้าดินสร้างสรรธรรมชาติเกิดความคาดคิดของคน พระองค์เกิดความรักทิวทัศน์แห่งนี้ขึ้นมาขณะหนึ่ง เพราะหลงใหลในความงดงามของภูเขาจึงไม่เดินต่อไป แต่หย่งเหลียนก็คอยเร่งเร้าอยู่ข้าง ๆ "ท่านไต้ซือ ! หม่อมฉันขอเตือนท่านอย่าได้หลงใหลจนไม่ยอมเดิน ผู้เฒ่าหลิวก็พูดแล้วว่าถ้ามาถึงภูเจาจินหลุนแล้วให้รีบเดินผ่านไป ในคำพูดบ่งบอกว่าจะมีอันตราย พวกเรารีบ ๆ ไปกันดีกว่าถ้าหยุดแล้วจะเกิดปัญหาขึ้น" ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า "ผู้เฒ่าหลิวก็ไดแต่พูดไปเท่านั้นแต่ก็ไม่ได้พูดว่าจะมีอะไร อาตมาเห็นว่าภูเขานี้น่ารัก คงไม่ซ่อนปิศาจอะไรไว้หรอก ยิ่งในตอนกลางวันอย่างนี้ ดู ๆ เสียหน่อยจะเป็นไรไป" หย่งเหลียนทูลว่า "ถึงแม้จะพูดอย่างนี้ แต่ถ้าพิจารณาให้รอบคอบมัวแต่ห่วงเที่ยวเดี๋ยวก็ไปถึงภูเขาซวีหนีซันสาย ก็อย่างที่หม่อมฉันได้ฟังไต้ซือบรรยายไว้ โจรทั้งหกมาอย่างไร ก็เกิดมาจากตนเองเป็นเหตุ เท่าที่สภาพตอนนี้ ไต้ซือได้เกิดรักภูเขาลูกนี้ขึ้นแล้วหลงใหลไม่ยอมจาก ทั้งทำให้เกิดความอยากอีก ที่จริงจะฟุ้งซ่านแม้แต่หนึ่งอย่างก็ไม่ได้ นี้เกิดฟุ้งซ่านถึงสองอย่างมิแย่แล้วหรือ พวกเราไปกันเถอะ !" เมื่อไต้ซือเมี่ยวส้านได้ฟังคำพูดของหย่งเหลียนแล็วก็รู้สึกตัวคิดได้ รวบรวมสติแล้วตรัสว่า "เดิน ๆ ๆ ๆ" แต่พอจะเดิน ก็ช้าไปแล้ว นั่นคือ


ขณะกำลังรู้สึกตัว มารร้ายก็มาถึงตัว