ตอนที่ 12 กำหนดฤกษ์บูรณะวัดจินกวงหมิง ได้ฤกษ์ออกเดินทางสู่เขาเยโหม่ว

133 Views

           ครั้งที่แล้วองค์หญิงเมี่ยวส้านได้เห็นหย่งเหลียนสาบานตนต่อฟ้าดินว่าจะบำเพ็ญเป็นการเพิ่มเพื่อนบำเพ็ญ ทำให้ปีติยินดีในพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จากวันนั้นเป็นต้นมาองค์หญิงก็รู้ว่า วันกำหนดออกบรรพชาคงอีกไม่นานนัก จึงได้ตระเตรียมข้างของต่างๆ ที่จะใช้ในการปลงพระเกศาในครั้งนี้

           กล่าวฝ่ายราชาเมี่ยวจ้วน หลังจากมีราชโองการให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดจินกวงหมิงแล้ว ก็มีรับสั่งให้ราชบุตรเขยองค์ใหญ่เป็นผู้กำกับงาน เมื่องานปฏิสังขรณ์เริ่มขึ้น ข่าวได้แพร่สะพัดไปทั่วประเทศพวกช่างไม้ฝีมือดีต่างก็เข้ามาช่วยงาน ยังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อได้ยินข่าวพระธิดาองค์ที่สามจะสละตนออกบำเพ็ญจึงมีความชื่นชมยกย่องสรรเสริญ เห็นอกเห็นใจ อันที่จริงการเป็นพระราชธิดาองค์หนึ่ง ควรใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกลับไม่เอา ยินยอมลำบาก ผ่านชีวิตที่จืดชืดหากแต่สงบเสงี่ยมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากจึงมีคุณค่ายิ่ง ประชาชนเหล่านี้จึงเกิดจิตยกย่องนอบน้อมจึงแย่งกันถวายของมีค่า บ้างถวายเรือนกระจกที่ประดับประดาอย่างงดงามบ้างถวายพลอยที่สลักเป็นพระพุทธรูป บ้างก็ถวายไม้จันทน์หอมที่แกะสลักวาดรูปใช้ทำเป็นขื่อแป ฯลฯ เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่จะได้จากการถวายของประชาราษฎร์ นี่ก็เพราะหลายปีมานี่ลมฝนตกต้องตามฤดูกาล ประชาชนมั่งมีศรีสุข เงินทองจึงมากมี วัตถุเลยอุดมสมบูรณ์ การบูรณปฏิสังขรณ์จึงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยรวดเร็ว สภาพของวัดจินกวงหมิงแม้นว่าจะไม่มีผู้อยู่อาศัยนานแล้วก็ตาม หากแต่ตัวอาคารยังไม่ทรุดพังเค้าโครงยังอยู่ครบ เมื่อเทียบกับการก่อสร้างใหม่จากความว่างเปล่าความยากง่ายก็ต่างกันมาก ดังนั้นตั้งแต่เริ่มลงมือทำงานเมื่อต้นเดือนยี่ เรื่อยมาจนถึงเดือนห้า ลมฟ้าไม่เป็นอุปสรรค ห้องหับแท่นบูชาก็บูรณะจนเสร็จเรียบร้อย ทำให้วัดจินกวงหมิงที่ว่างเปล่ากลับกลายเป็นวัดที่สง่างาม สดใสเปล่งประกายสีเขียวเจิดจ้ากระเบื้องสีเหลืองอร่ามตัดกับกำแพงสีแดง ดูแล้วทั้งสูงและกว้างขวาง ตัวอาคารแม้จะเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่พระพุทธรูปปั้นยังแกะสลักไม่เสร็จ เวลาผ่านไปอีกนานพอสมควรการประดับประดาตกแต่งภายในก็เสร็จเรียบร้อย ราชบุตรเขยใหญ่ผู้กำกับงานได้กราบทูลรายงานให้ทรงทราบ ราชาเมี่ยวจ้วนได้มาตรวจตราด้วยพระองค์เอง ทรงพอพระทัยยิ่งเมื่อกลับถึงพระราชวัง จึงมีคำสั่งให้ขุนนางฝ่ายโหราจารย์ตรวจหาฤกษ์ยาม และกำหนดวันออกบรรพชาจึงทำให้ทุกคนชุลมุนวุ่นวาย ในที่สุดก็เลือกเอาวันที่ 19 เดือน 6 เป็นวันที่องค์หญิงเมี่ยวส้านจะออกบรรพชาเข้าวัด วันที่ 17 ทำพิธีสักการบูชาบุรพมหากษัตริย์ วันที่ 18 ทำพิธีอำลากษัตริย์จากมหาราชวัง วันที่ 19 เช้าขบวนแห่จากมหาราชวังเข้าสู่วัด พิธีการต่างๆ ก็สุดแท้แต่ฝ่ายสงฆ์จะจัดการ พอเที่ยงราชาเมี่ยวจ้วนก็เสด็จถึงวัด จะมีพิธีปลงเกศาหน้าพระพุทธรูปเมื่อทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้ว ราชาเมี่ยวจ้วนก็ให้พระธิดาสามเข้าเฝ้าแล้วก็ตรัสเล่าทุกอย่างให้พระธิดารับทราบ เพื่อให้พระธิดาเตรียมตัว องค์หญิงเมี่ยวส้านทรงขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ส่งเสริมแล้วก็เสด็จไปเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ

           พอถึงวันที่ 17 พระธิดาเมี่ยวส้านทรงเฉลิมพระองค์ในฐานะเจ้าหญิงแบบราชสำนักแล้วทรงเสด็จประทับรถพระที่นั่งขบวนเสด็จมีทั้งรั้งหน้าและตามหลังสู่ประตูมหาราชวังแล้วมุ่งหน้าสู่สุสานบรรพกษัตริย์ ทรงทำพิธีกราบไหว้บรรพชนตามลำดับพร้อมทั้งรายงานถึงสาเหตุที่ทรงออกบรรพชา หลังจากถวายสุราแล้วก็เสด็จกลับราชวัง ภายในเมืองหลวงเหล่าประชาราษฎร์ต่างรอรับเสด็จตามรายทางเพื่อชมพระบารมีเป็นจำนวนมาก รถพระที่นั่งเสด็จไปถึงไหนก็มีเสียงเพลงกึกก้อง องค์หญิงเมี่ยวส้านทรงยิ้มด้วยพระพักตร์รื่นรมย์พร้อมพนมขึ้นไหว้เป็นการขอบทัยประชาชน วันรุ่งขึ้นราชาเมี่ยวจ้วนเสด็จออกสู่ท้องพระโรง เมื่อเสด็จประทับเหนือบัลลังก์ทองแล้ว เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นนับร้อยรอเฝ้าอยู่พร้อมหน้า ประเดี๋ยวนั้นนายทหารก็รายงานว่าพระธิดาที่สามกำลังรอเข้าเฝ้าเพื่อทำพิธีอำลาพระราชาธิราชอยู่ ณ ประตูทิศเหนือพระเจ้าค่ะ จึงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าได้ ชั่วประเดี๋ยวพระธิดาก็เสด็จเข้าเฝ้าบังคมยังหน้าบัลลังก์ทองระหว่างทางเสด็จผ่านเหล่าขุนนางก็ร้องขานคารวะ องค์หญิงกราบบังคมทูลว่าลูกหญิงอกตัญญูคิดแต่จะกราบไหว้พระพุทธะ จึงไม่สามารถเฝ้าสนองพระกรุณาแก่เสด็จพ่อได้ โทษควรลงอาญา ขอให้พระพุทธคุณจงคุ้มครองเสด็จพ่อให้อายุมั่นขวัญยืนพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันออกบรรพชาของหม่อมฉันแล้ว ดังนั้นวันนี้จึงมากราบบังคมลาเบื้องยุคลพระบาท ขอให้เสด็จพ่อจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเพคะเมื่อราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังแล้ว ภายในพระทัยรู้สึกรันทดยิ่งนักดุจดังคมหอกทิ่มแทงจนพระชลเนตรรินไหลอาบแก้มทั้งข้างพระธิดาน้อยที่ฉลาดปราดเปรื่องสู้อุตส่าห์ฟูมฟักจนเจริญใหญ่บัดนี้กำลังจะตัดขาดจากพระองค์ สละกายออกบรรพชา ทำไมจะไม่ให้พระองค์อาลัยอาวรณ์ได้เล่า คิดแล้วก็อดพระทัยกั้นพระชลเนตรไม่ให้หลั่งออกมาอีกแล้ว ตรัสปลอบประโลมพระธิดาเพียงไม่กี่ประโยค เมื่อเสร็จแล้วจึงมีรับสั่งให้นำรถพระที่นั่งของพระองค์เองไปส่งพระธิดากลับตำหนัก องค์หญิงเมี่ยวส้านแม้มีพระทัยแน่วแน่ แต่ความมีน้ำพระทัยของบิดามารดาอันยาวนานก็มิอาจละทิ้งได้หมดจด จึงทำให้พระธิดามีกิริยาอิดเอื้อนไม่อยากจากไป เมื่อกลับมายังตำหนักแล้วประทับนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พระธิดาใหญ่เมี่ยวอินพระธิดาเมี่ยวหยวนก็เสด็จมาหา ต่างจับมือถือแขนแสดงความมีเยื่อใยอันลึกซึ้งต่อกันต่างมีปฏิสันถารต่อกันและกันจนตะวันตกดินแล้วค่อยอำลาจากกันองค์หญิงเมี่ยวส้านได้ตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไส้แต่เนิ่นๆ แล้วดังนั้นในช่วงนั้นจึงไม่มีอะไรจะทำอีก การครั้งนี้นอกจากแม่อุปถัมภ์และหย่งเหลียนสองคนแล้ว ก็ยังมีพวกพนักงานในโรงครัวอีกประมาณสามสิบคนเศษ ยินดีที่จะตามไปรับใช้พระธิดาพวกเขาไม่คำนึงถึงว่าผู้บังคับบัญชาจะอนุญาตหรือไม่ ต่างคน ก็เก็บข้าวของเตรียมเดินทางไปพร้อมกับพระธิดาดังนั้นพวกเขาจึงชุลมุนกันไม่เสร็จ ทั้งนี้เพราะองค์หญิงเมี่ยวส้านมีไมตรีจิตต่อพวกเขานั่นเอง พวกเขาส่วนใหญ่จึงมีใจสวามิภักดิ์และพวกเขาก็มีรากธรรมอยู่บ้าง เพราะฉนั้นพวกเขาจึงยอมละทิ้งความรุ่งโรจน์เพื่อใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เวลาล่วงผ่านไปจนกระทั่งตีห้าของวันรุ่งขึ้น องค์หญิงเมี่ยวส้านจึงลุกจากที่บรรทม ภายหลังสรงน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระธิดาก็ยังฉลองพระองค์ในฐานะเจ้าหญิงอยู่ เนื่องจากยังไม่ได้ปลงพระเกศา ท่ามกลางความมือสลัวของแสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ ก็มีนางกำนัลเข้ามารายงานว่า งานทุกอย่างจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ขอให้พระธิดามีรับสั่งเพคะ

           พระธิดาเมี่ยวส้านมายังตำหนักที่ประทับของพระราชาเมี่ยวจ้วน เมื่อเสด็จมาถึงราชวัง พระธิดาเมี่ยวส้านแสดงคามคารวะต่อมหาดเล็กที่ประจำประตูวัง แล้วเสด็จมาถึงพระตำหนักบรรทมของพระราชบิดาเพื่อคอยเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลาอีกครั้งขณะรออยู่นั้นก็ปรากฏว่าพระธิดาเมี่ยวอินและพระธิดาเมี่ยวหยวนเสด็จมาพร้อมกันแล้วตรัสพร้อมกันว่า เราได้รับคำสั่งของเสด็จพ่อให้มาส่งเสด็จน้องสาม เสด็จพ่อตรัสว่าไม่ต้องเข้าไปถวายบังคมลาอยู่นอกพระตำหนัก ดังนั้นพระธิดาเมี่ยวส้านจึงกราบถวายบังคมลาอยู่หน้าพระตำหนักเก้าครั้ง หลังจากนั้นก็หันมาไหว้เสด็จพี่ทั้งสองเพื่ออำลาจากกัน พระธิดาทั้งสามล้วนเป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันจึงมีคสามอาลัยอาวรณ์ไม่อยากอำลาจากกัน อิดๆ เอื้อนๆ อยู่พักใหญ่จึงยอมขึ้นรถพระที่นั่ง พระธิดาทั้งสองก็ขึ้นรถพระที่นั่งตามไปส่งด้วย พอรถพระที่นั่งมาถึงประตูมหาราชวัง ทั้งระฆังและกลองก็ดังขึ้น วงดุริยางค์ก็บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีขบวนริ้วธงนำเสด็จ ติดตามด้วยขบวนช่อขนนก กระถางกำยานของหอมนานาชนิดเดินเป็นคู่ๆ กลิ่นธูปหอมพวยพุ่งทะยานสู่วิมานเมฆ ขบวนดอกไม้หลากสีสันนานาชนิดเดินเป็นคู่ ๆ ยามลมพัดจะโชยเอากลิ่นหอมของมวลบุปผาชาติฟุ้งกระจาย กลิ่นจรวยสดชื่นยิ่งนัก แม่อุปถัมภ์และหย่งเหลียนคนหนึ่งถือเครื่องหยกขาวหยู่อี้ อีกคนถือแส้ปัดฝุ่น ยืนอยู่ซ้ายขวาของรถพระที่นั่ง นายพลผู้พิทักษ์เจี่ยเย่ นำทหารสามร้อยนายคอยติดตามอยู่ด้านหลัง ส่วนรถพระที่นั่งของพระธิดาทั้งสองก็มีนางกำนัลตามเสด็จเป็นริ้วขบวน วันนี้ชาวเมืองต่างเบียดเสียดเนืองแน่นตามถนน เพราะต่างก็รู้ว่าวันนี้เป็นวันที่พระธิดาสามจะเสด็จออกบรรพชา พอเช้าขึ้นมาทุกคนจึงต่างพากันมาออแน่นตามสองข้างของถนนเพื่อเฝ้าส่งเสด็จ ต่างเฝ้าชมพระบารมี มีหลายคนนำช่อดอกไม้และสมุนไพรอันมีค่าเพื่อเตรียมถวายแด่พระธิดายิ่งสายคนก็ยิ่งมากันแน่น ตลอดเส้นทางจากมหาราชวังถึงวัดจินกวงหมินเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ขบวนรถพระที่นั่งเสด็จไปถึงที่ใด ที่นั่นจะมีเสียงไชโยโห่ร้องพรน้อมกับกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ทั้งดอกไม้และหญ้าสมุนไพรถูกส่งไปยังรถพระที่นั่ง แม้เหล่าทหารจะคอยป้องกันขับไล่ ก็ไม่อาจจะทำให้พวกเขาถอยห่างไปได้เลยรถพระที่นั่งขับเคลื่อนไปได้ไม่นานเท่าใดนัก ช่อดอกไม้และหญ้าสมุนไพรก็เต็มลำรถ หากมองไกลๆ ดุจดังรถบุปผาชาติกลิ่นหอมจรุงใจนั้นเป็นบรรยากาศที่ดียิ่ง ภายหลังรถพระที่นั่งพ้นจากประตูเมืองมาแล้ว ภูเข้าเยโหม่ แม้จะไมใช่เขาสูงชันแต่ก็เป็นภูเขาที่งดงามทีเดียว ห่างจากเมืองมาได้ประมาณ 10 ลี้ พื้นดินก็ปราศจากฝุ่นละออง นับว่าเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการบำเพ็ญเพียร ขบวนเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงชายเขา พอวกเข้าไปหน่อยหนึ่งเมื่อแหงนหน้าขึ้นมองภาพที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าก็คือประตูทางเข้าวัดที่เปล่งประกายแจ่มจรัส ทางเดินจากประตูวัดถึงโบสถ์ปูลาดด้วยแผ่นศิลาสีเขียวด้านหน้าเป็นวิหารจาตุมหาราช กำแพงของวิหารเป็นสีแดงหลังคาปูด้วยกระเบื้องสีทองอร่าม ขณะนั้นดวงอาทิตย์กำลังส่องกระทบพอดี แลเห็นลายสีทองดุจงูจำนวนนับหมื่นกำลังเลื้อยสู่นภากาศเป็นประกายแสบตา งดงามระยิบระยับไม่มีที่ใดเปรียบปาน องค์หญิงเมี่ยวส้านเสด็จมาถึงประตูทางเข้าวัด ก็ลงจากรถพระที่นั่งเสด็จเข้าสู่วิหารจาตุมหาราช ทรงสักการะท้าวมหาราชทั้งสี่และพระศรีอารยเมตไตรย์ ถัดจากวิหารจาตุมหาราชก็เป็นลานกว้างใหญ่ บนลานปลูกต้นสนเป็นทิวแถวเขียวขจีสูงชะลูดขึ้นไปบนฟ้า ด้านหน้าเป็นแท่นบูชาที่ก่อด้วยศิลาขาว ถัดไปจากแท่นบูชาก็ตัวโบสถ์ ขณะนั้นข้างแท่นบูชามีพระภิกษุณียืนเป็นแถวทั้งสองข้างประมาณ 30 รูป พอเห็นองค์หญิงเสด็จมาก็รีบจัดแถวเป็นแนวต้อนรับ พระภิกษุณีเหล่านี้ล้วนมาจากที่อื่น เมื่อได้ข่าวว่าองค์หญิงจะบรรพชาอยู่วัดนี้จึงพากันมาลงชื่อเพื่อเข้าจำวัด พระภิกษุณีคู่หนึ่งเข้ามาต้อนรับแล้วนำเสด็จองค์หญิงเข้าสู่โบสถ์ ขณะนั้นระฆังและกลองบนโบสถ์ก็ดังขึ้น หมู่เทียนถูกจุดขึ้นสว่างไสว กลิ่นกำยานบนกระถางธูปลอยวน กล่องไม้ปลาสีแดงถูกตีดังก๊อกๆๆๆ กระดิ่งก็ดังติ๊งๆๆๆ ไม่ขาดระยะ ทุกคนหลับตาลง พนมมือสวดศูรางคมธารณีสูตรองค์หญิงกราบบังคมองค์พระพุทธปฏิมา เมื่อสวดมนต์จบลง ก็ถูกภิกษุณีนำเสด็จไปพักผ่อนห้องฌาน เหล่าภิกษุณีเข้ารายงานตัวบอกชื่อพลางถวายน้ำสุคนธรสชาแด่องค์หญิงเพื่อทรงดื่มแก้กระหาย ขณะนั้นยังมี หมู่ชนยืนออกันอยู่หน้าห้องฌาน โชคดีที่ได้ยินว่าราชาเมี่ยวจ้วนเสด็จมาถึง หมู่ชนจึงแยกกระจายกันออกไปเพราะเกรงอาญาหากแต่ว่าทำให้ดอกไม้ในลานวัดถูกเหยียบพังไปไม่น้อย แม้แต่ราวลูกกรงก็เสียหายไปบ้าง แต่หมู่ชนที่สนใจอยู่กับองค์หญิงที่อยากเห็นคือ นั่นคือ


วันนี้สู่พุทธภูมิ ภาคหน้าโปรดสรรพสัตว์