Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 10 นางกำนัลซาบซึ้งในความศรัทธา จึงอาสาช่วยงานตรากตรำ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 10 นางกำนัลซาบซึ้งในความศรัทธา จึงอาสาช่วยงานตรากตรำ

196 Views

            การที่ราชาเมี่ยวจ้วนฝืนพระทัยให้พระธิดาได้รับความลำบากในงานโรงครัวเช่นนี้ ก็เพื่อให้องค์หญิงทนต่อความลำบากตรากตรำไม่ไหว จะได้เปลี่ยนใจยอมรับการจัดการของตน หากแต่คาดไม่ถึงว่าพระธิดาจะมีพระทัยแน่วแน่ อดทนยอมตรากตรำพระวรกาย โดยตั้งพระทัยว่าเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมเลิกการบำเพ็ญ ตั้งแต่องค์หญิงเข้าทำงานในโรงครัว ก็เริ่มงานตั้งแต่เช้า หลังจากตื่นบรรทมแล้วก็ไปตักน้ำจากบ่อ ถึงแม้เรี่ยวแรงจะไม่เพียงพอก็อดทนทำไปจนกว่าจะได้น้ำเต็มโอ่งทั้ง 17 ใบ เสร็จแล้วก็ไปซาวข้าวก่อไฟจนถึงเที่ยง ภายหลังอาหารกลางวันก็จะถือมีดไปผ่าฟืนจนกว่ากองฟืนที่ถูกกำหนดเอาไว้จะหมด พอตกเย็นก็ไปจุดไฟซาวข้าวเพื่อหุงหามื้อเย็น ตลอดวันไม่มีเวลาว่างเหลืออยู่เลย งานที่กำหนดให้อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ แม้แต่ชายวัยฉกรรจ์ก็ยังรู้สึกทุกข์เข็ญ นับประสาอะไรกับองค์หญิงผอมบางและอ่อนแอเช่นพระองค์ อย่าได้พูดถึงว่าสายตัวแทบขาดเรี่ยวแรงหมดเลย ไม่เหมือนเมื่อครั้งดูแลอุทยานยังมีเวลาว่างที่จะทำกิจส่วนพระองค์ได้บ้าง หากแต่น้ำพระทัยศรัทธาแน่วแน่จึงทนต่อการตรากตรำเคี่ยวเข็ญได้เช่นนี้ ทั้งนี้เพราะพระองค์ยอมอดทนให้ร่างกายได้รับการเคี่ยวเข็ญนั่นเอง ภายหลังอาหารเย็นแล้วก็จุดธูปขึ้นดอกหนึ่ง ทางหนึ่งเอาเส้นปอป่านมาถักพลางตั้งใจสวดพระนามของพุทธเจ้า จนกระทั่งดึกดื่นจึงขึ้นไปบรรทมบนที่นอนที่ปูด้วยฟาง วันแรกผ่านไปแล้ว เหล่าพนักงานในโรงครัวคิดว่าองค์หญิงทำไปด้วยความโกรธ มีน้ำอดน้ำทนจึงไม่แปลกอะไร ต่อมาภายหลัง เมื่อเห็นว่าพระองค์ก็คงทำอยู่เช่นนั้นตลอดไป ไม่รังเกียจเกียจคร้านแต่ประการใด จึงทำให้พวกนั้นรู้สึกยกย่องสรรเสริญ อดสงสารพระองค์ที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หย่งเหลียนนางกำนัลที่ถูกราชาเมี่ยวจ้วนส่งมากำกับดูแล ก็ยังแสดงความเห็นอกเห็นใจ ทุก ๆ คนพากันเห็นใจในพระองค์จึงไม่อาจนิ่งดูดายอยู่ได้ แต่ละคนก็จะไปช่วยงานต่าง ๆ บ้างไปตักน้ำ บ้างไปผ่าฟืน ต่างช่วยกันแย่งงานไปทำเสียหมด หากแต่องค์หญิงเมี่ยวส้านกลับปฏิเสธในความช่วยเหลือของทุกคนและขอบพระทัยในความหวังดี ทรงตรัสว่าพระองค์เป็นผู้ได้รับโทษจากเสด็จพ่อ พูดถึงโทษแล้วก็ผ่อนจากโทษตายมาเป็นโทษเบาซึ่งเป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง จึงลงโทษให้ฉันมาทำงานหนักที่นี่ ซึ่งนับว่าเป็นโทษสถานเบาแล้ว หากยังไม่ลงไปทำเอง ไปกินแรงคนอื่นเขา ก็จะเป็นการไม่บังควรต่อเสด็จพ่อ และไม่บังควรต่อฟ้าดิน และไม่บังควรต่อจิตสำนึกของตนเอง ฉันจึงรับไม่ได้ สิ่งที่ฉันต้องทำเองก็ต้องให้ตนเองลงมือไปทำ พวกท่านที่มีความรักต่อฉัน ฉันขอขอบคุณไว้ในใจ หย่งเหลียนกล่าวเตือนว่า พระธิดาก็มีเหตุผลสมควรอยู่ แต่พระธิดาสวดมนต์ไหว้พระมาตลอดค่ำเช้าก็ทำงานที่สบาย แต่ตอนนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ก็ยุ่งอยู่กับตักน้ำผ่าฟืน ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะไปบำเพ็ญ ดังนั้น พวกเราจึงยินยอมช่วยเหลือพระธิดาแบกรับงานมาบ้าง เพื่อให้พระธิดาได้มีเวลาสวดมนต์ไหว้พระ จะได้บรรลุมรรคผลโดยเร็ว เมื่อถึงตอนนั้นก็หวังให้พระธิดามาโปรดพวกเราด้วย พระธิดาอย่าได้ยึดถือเลย พระธิดาเมี่ยวส้านทรงปลื้มปีติแล้วรับสั่งว่า เจริญพร ๆ ! คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเธอก็มีรากธรรมเหมือนกัน แต่รู้ยังไม่ลึกซึ้งพอการบำเพ็ญสวดมนต์ไหว้พระอยู่ที่ใจ ถ้าหากในใจมีความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า แม้จะไม่ได้สวดมนต์ไหว้พระก็ยังได้รับความซาบซึ้ง ถ้าหากใจไม่มุ่งมั่นในพระพุทธแล้วแม้จะสวดมนต์มากมาย มีพิธีไหว้พระก็ตาม ก็ไม่ได้บุญกุศล อย่างที่ฉันไม่มีเวลาสวดมนต์ไว้พระ อันเป็นพิธีกรรม แต่ใจก็จดจ่ออยู่กับพุทธะทุกนาที เพราะฉะนั้นงานต่าง ๆ เหล่านั้นให้ฉันไปทำเองเถอะ พวกเธออย่าได้เดือดร้อนใจเลย หากพวกเธอจริงใจมุ่งมั่นต่อพทุธะแล้วก็ขอให้พวกเธอไปทำตามที่ฉันได้พูดไปเมื่อครู่นี้ก็แล้วกัน ย่อมต้องได้รับความซาบซึ้งบ้างไม่ช้าก็เร็ว

            เมื่อหย่งเหลียนเห็นพระองค์ยืนกรานไม่ยอมเช่นนั้น ก็ไม่แข็งขืนต่อความอีกต่อไป แต่ภายในก็แอบปรึกษากันว่า รอให้พระธิดาเมี่ยวส้านหลับเสียก่อน พวกเราแอบพระองค์ไปตักน้ำใส่ตุ่มเสียให้เต็ม กองฟืนก็ผ่าเสียให้เรียบร้อย เหลือแต่ก่อไฟซาวข้าวอันเป็นงานเบา ๆ รอให้พระองค์ไปทำเอง เมื่อองค์หญิงเมี่ยวส้านตื่นบรรทมขึ้นในตอนเช้า ก็ไปตักน้ำในบ่อเพื่อจะนำมาใส่ตุ่ม ก็ปรากฎว่ามีน้ำเต็มตุ่มเสียแล้ว ในพระทัยรู้สึกแปลกใจ เมื่อเสด็จไปที่กองฟืนก็ปรากฎว่าฟืนถูกผ่าเรียบร้อยแล้ว พระองค์จึงได้ถามไถ่เจ้าหน้าที่โรงครัวว่า น้ำในตุ่มใครเป็นคนตัก กองฟืนใครเป็นคนผ่า รีบ ๆ บอกมาโดยเร็ว อย่าได้เพิ่มโทษแก่ฉันอีกเลย คนพวกนั้นต่างก็ว่าพวกเขาเพิ่งตื่นนอน ไม่มีใครไปทำงานเช่นนั้น ถ้าหากคิดจะทำก็ไม่มีใครทำได้รวดเร็วปานนั้น ชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาทีจะสามารถทำงานได้มากมายเช่นนั้น เรื่องนี้แปลกประหลาดหรือว่าที่โรงครัวมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนต่างโจษขานไปทั่ว หย่งเหลียนก็อาศัยโอกาสนี้พูดว่า พระธิดาเพคะ บ่าวมีความคิดเห็นว่า เรื่องนี้มิใช่มีใครช่วยพระธิดาทำหรอก และไม่แปลกอะไร เป็นเพราะพระธิดามีความศรัทธากราบไหว้พระ พระพุทธเจ้าได้เห็นความจริงใจขององค์หญิง ดังนั้นจึงประธานพุทธานุภาพ แอบช่วยองค์หญิงก็อาจเป็นได้ พระองค์ลองดูอย่างเงียบ ๆ ไปก่อน ถ้าหากแต่ละวันยังเป็นเช่นนี้อยู่อีก ก็ต้องถือว่าพุทธานุภาพได้คุ้มครองอย่างไม่ต้องสงสัย พระธิดาเมี่ยวส้านฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้าโอษฐ์ก็ท่องพระนามพระพุทธะเป็นการแสดงคาราวะ ตอนนี้องค์หญิงไม่ต้องตักน้ำ ไม่ต้องผ่าฟืนแล้ว งานหนักที่เคยทำประจำก็หมดไปแล้ว เวลาว่างที่เหลืออยู่ก็มาก องค์หญิงก็ไม่เอาเวลาที่ว่างไปสวดมนต์ไหว้พระ ก็ยังทำตามคำสั่งของราชาเมี่ยวจ้วน เมื่อมีเวลาว่างก็ไปทอป่านโดยไม่หยุดพัก พนักงานหลายคนเห็นดังนั้นก็เกิดความเคารพนับถือพระองค์ที่ยึดถือสัจจะ และปฏิบัติต่อพระองค์ดุจดั่งพุทธองค์ ตั้งแต่นั้นมา ทุก ๆ วันจะช่วยพระองค์ตักน้ำผ่าฟืน พระธิดาเมี่ยวส้านเห็นเช่นนั้นทุวัน ก็คิดว่าเป็นพุทธานุภาพจริง ๆ ดังนั้นนอกจากสวดมนต์ไหว้พระอย่างจริงใจที่ช่วยปกป้องแล้ว ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นก็ไม่ไปไต่ถาม องค์หญิงซึ่งฉลาดปราดเปรื่อง ทำไมเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้จะเดาไม่ออกหรือว่าเป็นแผนการณ์ของพวกเขา พระองค์มีใจอยู่กับพุทธะเท่านั้น จึงไม่ดื้อดึงเอาเรื่อง เมื่อได้ฟังเรื่องของหย่งเหลียนแล้วก็ไม่ใส่ใจไปที่อื่นอีก ดังนั้นจึงไม่ได้ทำลายแผนการณ์ของพวกเขา เมื่อพระธิดาเมี่ยวส้านมีเวลามากมายเพิ่มขึ้น ก็เอาพระทัยมาที่โรงครัว ปกติ ครอบครัวที่มั่งคั่งมักจะสุรุ่ยสุร่ายอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับโรงครัวของราชวัง องค์หญิงเห็นสภาพการฆ่าเป็ดฆ่าไก่แล้วรู้สึกเวทนามีใจสงสารยิ่งนัก พระองค์จึงนำไปสวดคาถาเกิดใหม่หลายร้อยแผ่นมาสวดให้กับสัตว์เหล่านั้น ทั้งยังพบพวกเขาไม่เห็นคุณค่าในเมล็ดข้าว ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ จึงใช้ปิยวาจากล่าวเตือนพวกเขาให้รักสงวนในข้าวปลาอาหาร อีกด้านหนึ่งก็คอยเก็บพวกข้าวเย็นที่เหลือทิ้ง เอามาตากแห้งแล้วเก็บเข้ากระสอบ ข้าวเปลือกที่ติดอยู่กับฟางข้าวพระองค์ก็เก็บขึ้นไว้ ทั้งหมดนี้เป็นงานประจำวันของพระองค์ เวลาผ่านไปรวดเร็วตั้งแต่องค์หญิงมาดูแลโรงครัวเป็นเวลาหนึ่งปี ราชาเมี่ยวจ้วนก็เรียกนางหย่งเหลียนซึ่งส่งมากำกับดูแลมาสอบถาม หากแต่นางหย่งเหลียนเองก็ถูกพระธิดากล่อมเกลาไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนมีจิตใจที่ประทับต่อกันจึงรายงานปกป้องพระธิดา มีหรือที่จะกล่าวร้ายต่อพระธิดา เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังแล้ว ในพระทัยแม้จะไม่พอพระทัยแต่เมื่อเห็นพระธิดาอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากเช่นนั้นได้ ก็ไม่รู้สึกเจ็บแค้นแต่ประการใด หากแต่รู้สึกนิยมชมชอบในความอุตสาหะของพระธิดาก็ได้แต่ทอดถอนพระทัย พระองค์รู้แล้วว่าความหวังเมื่อครั้งกระโน้นไม่มีทางสำเร็จแล้วตลอดไป แต่ก็ยังปลงไม่ตกอยู่บ้าง ประจวบกับเทศกาลหยวนเซียว (กลางเดือนอ้าย) ในราชวังจะมีการประดับประดาโคมประทีป อาศัยพระธิดาใหญ่และรองเข้ามาร่วมฉลองงานโคมประทีปก็ทรงวานให้พระธิดาทั้งสองออกไปปลอบประโลมพระธิดาเมี่ยวส้านอีกครั้ง จะว่าประการใดก็สุดแท้แต่ความสามารถของพระธิดาทั้งสอง เมื่อพระธิดาทั้งสองได้รับคำสั่งจากพระบิดาแล้วก็เสด็จไปยังห้องบรรทมของพระธิดาเมี่ยวส้าน พี่น้องได้พบหน้ากันก็ทักทายกันสักครู่หนึ่ง ต่อมาก็ค่อย ๆ หันมาพูดอย่างเป็นงานเป็นการ องค์หญิงเมี่ยวส้านไม่รอให้เสด็จพี่ทั้งสองเอ่ยวจีรีบชิงพูดก่อนว่า ความหวังดีของเสด็จพี่น้องเล็กรู้หมดแล้ว เป็นเพราะน้องเล็กได้ตัดสินใจแล้ว ย่อมจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงกลางคัน หากเสด็จพี่ยังรักและเอ็นดูและเห็นแก่สายเดลือดเดียวกันละก็ช่วยทูลเสด็จพ่อด้วยปิยวาจา อ้อนวอนให้น้องเล็กได้บำเพ็ญตามปณิธาน ให้เสด็จพ่อช่วยสร้างวัดให้น้องเล็ก จะได้มีสถานที่ขำเพ็ญ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง บุญกุศลอันนี้ดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นเสียอีก หวังให้เสด็จพี่ทั้งสองส่งเสริมให้สำเร็จ เมื่อพระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนได้ฟังน้องเล็กพูดเช่นนี้ ก็รู้ว่าปลอบเตือนไม่สำเร็จพูดไปก็ไร้ประโยชน์ ก็เลยพูดสั้น ๆ ไม่กี่คำแล้วก็อำลากลับ เมื่อเข้าเฝ้าเสด็จพ่อแล้วก็เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด ก่อนที่จะกลับพระธิดาเมี่ยวอินก็ยังปลอบประโลมราชาเมี่ยวจ้วนว่า ตามที่ลูกหญิงเห็นมาน้องสามไม่มีทางกลับใจแน่แล้ว อย่างไรน้องสามก็ยังเป็นลูกแท้ ๆ ของเสด็จพ่อ หากยังให้น้องเล็กตกระกำลำบากใโรงครัวเช่นนั้น อีกก็สู้ส่งเสริมให้เธอได้สมปรารถนาตามปณิธาน ให้เธอได้ไปปลงผมเพื่อตัดอายตนะ ภายภาคหน้าจะได้สำเร็จมรรคผล เมื่อบรรลุมรรคผลแล้ว เสด็จพ่อก็พลอยมีกุศลไปด้วย พระธิดารองก็ทรงสนับสนุนด้วย ราชาเมี่ยวจ้วนจะกลับใจหรือไม่ ได้แต่โยกศรีษะไปมา นั้นคือ

ศรัทธามั่นสามารถซาบซึ้ง ทองในหินก็เผยออกมา