ตอนที่ 7 โศลกทิ้งเงื่อนงำ เห็นการเกิดตายแจ้งในสัจธรรม

151 Views

             ขณะที่โหลวน่าฝู่ลวี่ถูกคุมตัวไปที่แดนประหาร เสนาบดีคอนาโลผลุนผลันเข้ามากราบทูลว่า ขอฝ่าบาทโปรดหยุดความพิโรธไว้ก่อน โปรดฟังกระหม่อมสักคำ โหลวน่าฝู่ลวี่มีวาจาก้าวร้าวโทษควรประหาร แต่ขณะนี้พระมารดาแห่งแผ่นดินทรงพระประชวรด้วยโรคประหลาด ยังไม่ได้รับการรักษากลับจะมาประหารคนในเวลานี้ จะเป็นอัปมงคล ทำไมจึงต้องหาความขุ่นข้องให้ลำบากตัวเพิ่ม ตามความเห็นของกระหม่อม สู้อภัยโทษเขาดีกว่า เพื่อหาวิธีรักษาพระมเหสี ราชาเมี่ยว จ้วนดำรัสว่า เมื่อข้าแผ่นดินอาวุโสขอเอาไว้ ข้าก็เห็นแก่ท่าน โทษตายอภัยให้ แต่โทษอื่นละเว้นไม่ได้ ว่าแล้วก็มีโองการให้คนไปตามกลับมา แล้วลงโทษตีด้วยกระบองสองร้อยที จากนั้นก็นำไปจองจำในแดนนักโทษเด็ดขาดด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของคอนาโลก็ได้ช่วยชีวิตโหลวน่าฝู่ลวี่ไว้แล้ว จึงได้ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ พวกมหาดเล็กก็ช่วยกันแก้มัดโหลวน่าฝู่ลวี่ให้หลวม ๆ แล้วผลักเขานอนลงกับพื้น แล้วก็ตีด้วยกระบองสองร้อยที เสร็จแล้วก็นำไปขังในแดนนักโทษเด็ดขาด เข้าขื่อเข้าโซ่เพื่อรับการทรมานต่อไป พอย่างเข้าคืนที่ 6 เมื่อยามเฝ้าห้องคุมขังตรวจไปถึงสถานที่โหลวน่าฝู่ลวี่นั่งอยู่ ก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ ไม่มีแม้แต่ร่องรอย พบแต่โซ่ตรวนที่แตกหักทิ้งเกลื่อนอยู่บนพื้น มีกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้ม้านั่ง มีโศลก 4 ประโยคเขียนไว้ดังนี้

             เมี่ยว วิธีอัศจรรย์อายตนะหกสะอาด

             ส้าน สัมพันธ์ดีแปรเปลี่ยนเป็นธาตุแท้

             กวน เพ่งว่างเพ่งรูปรู้สึกแน่

             อิม เสียงแท้หากได้ยินแสวงหา

             พนักงานแดนขังต่างพากันถามไถ่ ทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ขณะที่เข้าคุมขังก็ได้ใส่กุญแจเพิ่มขึ้น เพราะเขาเป็นนักโทษเด็ดขาด ทั้งยังเข้าขื่อไว้ที่คออีกด้วย ถ้าประตูไม่เปิดเขาจะหนีออกไปได้อย่างไร ทุกคนช่วยกันจุดคบไฟขึ้นค้นหา แม้แต่ซอกหินแต่ละก้อนก็ส่องเห็น ไม่มีแม้แต่เงา หัวหน้าหน่วยคุมขังไม่กล้าเอื่อยเฉื่อย รีบ ๆ นำความรายงานต่อขุนนางผู้ใหญ่สัสดีเรื่อนจำนำกระดาษแผ่นนั้นแล้วรีบเข้าถวายรายงานในวังหลวงคืนนั้นเลย ขณะนั้นอาการประชวรของมเหสีเป่าเต๋อเพียบหนัก ราชาเมี่ยวจ้วนกำลังปรึกษาถึงเรื่องงานพิธีศพอยู่ เมื่อได้รับข่าวนี้ก็ไม่รู้สึกกริ้วมากนัก กำลังคิดจะมีโองการให้สัสดีเรือนจำนำพนักงานแดนขังไปประหารฐานที่เผลอเรอต่อหน้าที่ อีกทางหนึ่งก็จะให้ทหารนำกองกำลังออกติดตามเพื่อนำโหลวน่าฝู่ลวี่กลับมาลงโทษ ในพระทัยกำลังครุ่นคิดถึงตรงนี้ แต่ยังมิทันเปล่งวาจาออกมา ก็พลันได้ยินนางกำนัลนางหนึ่งลุกลี้ลุกลนกราบบังคมทูลอยู่ตรงพื้นว่า พระมเหสีเสด็จสวรรคตแล้วเพคะ ราชาเมี่ยวจ้วนพอได้ยินข่าวนี้รู้สึกเศร้าสลดพระทัยมาก น้ำพระเนตรไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง จึงไม่มีกะจิตกะใจไปถามเรื่องโหลวน่าฝู่ลวี่ รีบลุกจากที่ประทับแล้วผลุนผลันเข้าไปในตำหนัก ตั้งแต่วันก่อนที่บรดานายแพทย์หมดปัญญาจะเยียวยาพระมเหสีเป่าเต๋อแล้ว ก็ได้เขียนใบยาบำรุงขึ้นหนึ่งใบเพื่อถวายให้พระนางเสวย แต่ทว่าเหมือนรดน้ำลงบนก้อนหิน ไม่มีประสิทธิผลแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกว่าอ่อนระโหยลงทุกวันจนกระทั่งถึงคืนวันที่ 19 เดือน 9 จึงได้เสด็จสวรรคตลาโลกตลอดกาล

             ขณะนั้นพระราชาเมี่ยวจ้วนกำลังโศกเศร้าพระทัย เรื่องต่าง ๆ ก็สุดแท้แต่ขุนนางผู้ใหญ่จะจัดการ เรื่องของโหลวฝู่ลวี่ที่หายสาบสูญก็ไม่มีการติดตามหา เวลาผ่านพ้นไปหลายวันราชาเมี่ยว จ้วนก็ฉุกคิดถึงโศลกที่โหลวน่าฝู่ลวี่ได้เขียนทิ้งไว้ จึงนำมาอ่านทบทวนดูรู้สึกจะแปลความหมายไม่สู้กระจ่างนัก มีซ่อนเงื่อนงำอะไรไว้ ยากที่จะคาดเดาได้ โศลกทั้งสี่เขียนเรียงแถวกันไปโดยไม่คาดคิด ก็พบคำนำหน้าของโศลกทั้งสี่ได้บอกถึงเลศนัยอะไรไว้ คำแรกของแถวหนึ่งและสองคือพระนามของพระธิดาเมี่ยวส้าน และคำแรกของแถวสามกับสี่คือกวนอิม แปลความหมายก็ไม่เหมาะนัก ราชาเมี่ยวจ้วนทรงคิดว่า คำว่า กวน (เพ่ง) ต้องใช้ตาดู แต่อิม (เสียง) นี่ซิต้องให้หูฟัง จะใช้ตาดูไม่เห็นแล้วคำสองตัวนี้ทำไมจึงเรียงอยู่ด้วยกัน ราชาเมี่ยวจ้วนไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้ในโศลกทั้งสี่ได้ แต่ในพระทัยรู้ว่าโหลวน่าฝู่ลวี่ผู้นี้มิใช่บุคคลธรรมดาจึงสามารถเสดาะโซ่ตรวนได้ ราวกับเทพเทวดาที่ล่องหนไปได้ แต่ว่าเมื่อเขาหลบหนีไปแล้ว ย่อมไม่มาใหม่อีกเป็นแน่ คิดถึงเขาก็ไร้ประโยชน์ จะปล่อยความคิดนี้ให้ผ่านเลยไปเราพักเรื่องนี้ไปก่อน

             กล่าวถึงพระธิดาเมี่ยวส้าน นับตั้งแต่พระองค์หกล้มจนหายประชวรแล้ว พระนางเป่าเต๋อก็เฝ้าระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการเดินเหิน โดยปกติจะไม่ยอมปล่อยให้ออกไปเล่นข้างนอกตำหนัก แต่ถ้าไปที่อุทยานก็จะให้นางกำนัลไปด้วย 3 ถึง 5 คน และไม่ยอมให้พระธิดาช่วยเหลือมดหรือจักจั่น ถ้าหากพบเรื่องเช่นนี้อีกแล้วไม่ห้ามปรามไว้ หามีเรื่องกลับมา ก็จะลงโทษนางกำนัลอย่างหนัก น้ำพระทัยของพระธิดาเมี่ยวส้านอ่อนไหวมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ก็เกรงว่าการกระทำของตนจะทำให้คนอื่นพลอยได้รับโทษไปด้วย จึงแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ดังนั้นพระองค์จึงไม่ยอมออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก แต่ละวันก็หัดอ่านหนังสืออยู่ในตำหนัก ยามว่างก็ทรงเล่นดนตรีกับพระพี่นางทั้งสองเป็นการฆ่าเวลาอันเงียบเหงา จึงสงบสุขไม่มีเรื่องราวอะไร แต่ก็ทรงคาดไม่ถึงว่าความสุขที่ผ่าน ๆ มานี้ก็หมดไป เมื่อพระมเหสีเป่าเต๋อเกิดประชวรด้วยโรคแปลกประหลาด ในขณะนั้นพระธิดาเมี่ยวส้านมีพระชันษาเพียง 7 พรรษาเท่านั้น เป็นผู้ที่มีรากปัญญาลึก พระนิสัยอ่อนโยน เมื่อเห็นเสด็จแม่ประชวรพระทัยก็ร้อนรุ่ม แต่ละวันก็ได้แต่ภาวนาอ้อนวอนพระเจ้า ร้องขอต่อฟ้าดิน ขอตัดทอนอายุขัยตนเอง เพื่อต่อพระชนมชีพพระมารดา แต่พระนางเป่าเต๋อบุญมีกำหนด ไม่ว่าจะอ้อนวอนเพียงใดก็ไร้ผล พระธิดาเมี่ยวส้านก็ได้แต่ป้อนยาเฝ้าไข้ ไม่ยอมถอยห่างสักนาที จวบจนสาระสุดท้ายมาถึง พระนางเป่าเต๋อจับพระหัตถ์พระธิดาเมี่ยวส้านดำรัสด้วยความอ่อนระทวยว่า ลูกเอ๋ย! แม่นี้อนากรอให้เจ้าเติบใหญ่ แต่ก็ต้องละทิ้งเจ้าไป สุดแสนจะเศร้าพระทัยนัก ! เมื่อแม่จากเจ้าไปแล้ว เจ้าต้องเชื่อฟังเสด็จพ่อนะ อย่าเอาแต่อารมณ์เหมือนเมื่อก่อน จะทำให้เสด็จพ่อเพิ่มความโศกเศร้า ดำรัสถึงตอนนี้ลำคอก็ตีบตันไม่มีเสียง เมื่อพระธิดาเมี่ยวส้านได้ฟังแล้วราวกับว่าธนูนับหมื่นแล่นผ่านทะลุพระทัยอดกลั้นไม่อยู่ ชลเนตรพรั่งพรูไหลริน ฉับพลันหน้ามืดล้มสลบอยู่กับพื้น พระนางเป่าเต๋อก็เสด็จสวรรคตในฉับพลันนั้นเอง ลาจากโลกนิจนิรันดร์ ขณะนั้นทุกคนต่างช่วยกันปลุกพระธิดาเมี่ยวส้านให้ตื่นขึ้นมาและปลอบให้คลายเศร้า หลายคนในตำหนกนอกจากพระราชาเมี่ยวจ้วนแล้วนับว่าพระธิดาเมี่ยวส้านสุดแสนเศร้าพระทัย แต่ท่ามกลางสุดแสนเศร้าพระทัยอยู่นั้น พระองค์ก็ได้บรรลุถึงสัจธรรมอีกด้านหนึ่ง พระองค์คิดว่า พระมารดาเป็นผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดูฉัน ฟูมฟักอุ้มชูจนฉันเติบใหญ่จนป่านนี้ พระคุณใหญ่หลวงนัก ขณะนี้ยังไม่ได้ตอบแทนพระคุณสักนิด พระมารดาก็ด่วนจากไปเสียแล้ว บาปอันหนักนี้ จะมลายสิ้นไปได้อย่างไรกัน ดวงญาณของพระธิดาสั่นสะเทือน ฉับพลันก็คิดถึงความเมตตาของพระพุทธเจ้า พระธิดาทรงคิดว่า พุทธธรรมสามารถช่วยให้หลุดพ้นทั้งสามดลกทั่วสิบทิศ หากตอนนี้อยากจะตอบแทนพระคุณมารดาและสำนึกบาปของตนเอง ก็คงมีเพียงทางนี้ทางเดียวเท่านั้นที่จะแสวงหา เมื่อพระธิดามีพระทัยเช่นนี้ก็ตั้งปณิธานจะมาบำเพ็ญ อุทิศวรกายสู่พุทธขัณฑสีมา แต่ในขณะนั้นพระธิดาไม่เผยความในใจให้ใครรู้ แต่ละวันได้แต่สวดมนต์ไหว้พระ แต่ละวันหมดเวลาไปกับการศึกษาเล่าเรียนพระสูตร บังเอิญพระธิดามีแม่น้าหม้าย นางก็เป็นผู้ศรัทธาในพุทธเจ้า ในตอนนี้นางก็ได้กลายเป็นแม่อุปถัมภ์ดูแลพระธิดา ทั้งสองจะขลุกอยู่ด้วยกันเสมอ เหมือนน้ำกับนมที่ไหลปนกัน เมื่อมีเพื่อนก็ยิ่งรู้สึกถึงรสชาติแห่งการบำเพ็ญ แต่พระพี่นางเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนสองพระองค์เห็นจริยาวัตรของพวกเธอแล้วไม่พอพระทัยและอดที่จะหัวเราะเยาะลับหลังในความฝันเฟื่องของพวกเธอว่าอุตส่าห์กำเนิดมาในพระราชวังมั่งมีสูงศักดิ์เป็นบุญวาสนาอย่างยิ่งแล้วไม่รู้จักเสวยลุขกลับทำอันไร้สาระเช่นนี้ จะไม่ทำให้คนเขาเย้ยหยันได้อย่างไร บางครั้งก็กราบทูลแก่ราชาเมี่ยวจ้วน แต่ราชาเมี่ยวจ้วนยังมีพระทัยว้าวุ่นอยู่ในระยะเริ่มแรก จึงไม่ใส่พระทัยไปถามรายละเอียด และคิดว่ามันเป็นวิธีหนึ่งในการฆ่าเวลาดีเสียกว่าไปช่วยจักจั่นหรือฝังพวกมดอีก อันจะทำให้เกิดอันตรายที่คาดไม่ถึง จึงปล่อยตามใจเธอ แต่ก็คิดไม่ถึงว่าพระธิดาเมี่ยวส้านองค์นี้ ได้ถวายตัวสู่พุทะขัณฑสีมาแล้ว ได้ตั้งปณิธานที่จำบำเพ็ญให้ถึงที่สุด

             เรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้กว่าครึ่งหนึ่งเกิดจากใจเพ้อฝัน ทำให้ปรากฎสภาวะต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกันขึ้น นี่ก็คือสิ่งที่กล่าวกันว่าสภาวะใจเป็นผู้สร้าง เราไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เรามาพูดกันถึงเรื่องความฝัน ก่อนที่เราจะมีความฝัน ภายในใจเราจะมีความคิดอย่างหนึ่ง ภายหลังเมื่อนอนหลับสนิทความคิดอย่างนั้นจึงปรากฎขึ้นในความฝัน สภาวะของความเป็นจะไม่พ้นไปจากความคิดในขณะนั้นพระทัยของพระธิดาเฝ้าวนเวียนอยู่กับพุทธเจ้าแดนสถขาวดี กับคิดเสมอว่าเมื่อบำเพ็ญจนบรรลุผลจะปกโปรดความทุกข์ของสพรรพสัตว์ให้พ้นจากเภทภัยได้อย่างไร เพื่อให้ชาวโลกได้ขึ้นสู่แดนหรรษายิ่งพร้อมกัน พระองค์คิดคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เป็นอาจิณจึงไม่พ้นที่จะสร้างสภาวะอันหนึ่งขึ้นมา ในวันนั้นขณะที่พระองค์บรรทมอยู่บนที่บรรทม เหมือนหลับแต่ไม่หลับ ในท่ามกลางความมืดสลัวนั้นฉับพลันห้องทั้งสามก็สว่างไสวขึ้น ท่ามกลางความสว่างไสวก็ทอดพระเนตรเห็นพุทธเจ้าที่สง่างาม มีพระวรกายสูงใหญ่ถึงหกวา พระสารีริกธาตุบนพระเศียรเปล่งรัศมีจ้า พระบาทประทับยืนอยู่บนดอกปทุม พระธิดาเมี่ยวส้านเห็นดังนั้นแล้วก็ทรุดพระวรกายกราบบังคมไหว้ ทรงร้องขอให้พุทธเจ้าชี้แนะทางสว่าง พุทธเจ้าดำรัสว่า เภทภัยยังไม่หมดยังไม่ได้รับความทุกข์ยาก จะบรรลุธรรมได้อย่างไร ถ้าหากสามารถอดทนต่อความทุกข์ยากได้อย่างเข้มแข็งและบำเพ็ญตลอดไปแล้ว สภาวะของจิตก็จะค่อย ๆ สว่างขึ้น จวบจนกระทั่งใสสว่างดุจดั่งกระจกเงาแล้วนั้น ก็จะสามารถบรรลุธรรมได้ พระธิดาเมี่ยวส้านยังได้ทูลถามถึงกำหนดเวลา พุทธเจ้าดำรัสว่า ในยามเช้า ๆ เมื่อเจ้าได้รับบัวขาวจากซวีหนีซันแล้วและมีคนถวายแจกันสีขาวที่มีน้ำบริสุทธิ์นั่นคือเวลาที่เจ้าสำเร็จธรรม จำจำไว้ ๆ อาตมาไปแล้ว เมื่อดำรัสจบรัศมีมีทองก็หายไป ภาพที่เห็นก็ดับวูบลง ทุกอย่างกลับมืดสลัวเหมือนเดิม ยังคงบรรทมอยู่บนที่บรรทม ทำไมจึงมีพุทธเจ้าเช่นนี้เล่า มันเป็นเพียงความฝัน แต่สำหรับพระธิดาเมี่ยวส้านแล้วคือการปรากฎกายของพุทธเจ้าเพื่อมาชี้นำตนเองโดยเฉพาะความเชื่อศรัทธาจึงแน่วแน่ นั่นคือ

สภาวะอัศจรรย์ใจสว่างขึ้น เพียงพริบตาความฝันก็สลาย