ตอนที่ 6 เสาะหาบัวบานบนเขาซวีหนีซัน มเหสีเป่าเต๋อทรงประชวร

138 Views

             เมื่อขุนพลเจี่ยเย่ตระเตรียมทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว ก็นำพล 50 นาย เดินทางโดยอาศัยอูฐเป็นยานพาหนะ ตรงสู่เขาซวีหนีซัน ตลอดทางถ้าไม่ใช่ทะเลทรายก็จะเป็นป่ารักทึบ เดินทางด้วยความยากลำบาก เดินทางในช่วงกลางวัน ตกกลางคืนก็สร้างกระโจมค้างแรม ในระยะทางเกือบ 10 ลี้ ไม่พบผู้คนและสัตว์เลี้ยง แม้แต่หญ้าและน้ำก็พบเห็นได้ยาก ดีที่ว่าอูฐมีความอดทนต่อการหิวกระหาย มิฉะนั้นคงลำบากมากทีเดียว รอนแรมมาเช่นนี้ประมาณกึ่งเดือนกว่า จึงสามารถแลเห็นยอดเขาหิมะของภูเขาซวีหนีซัน ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมแต่ละยอดล้วนมีหิมะ ที่จริงแล้วภูเขาซวีหนีซันมียอดเขาสูงเสียดฟ้า ข้างบนมีอุณหภูมิที่หนาวจัด แม้แต่ในฤดูร้อนก็ยังหนาวกว่าอากาศในฤดูหนาวถึงสองเท่า ดังนั้นเมื่อหิมะตกในฤดูหนาว สะสมขึ้นแล้วก็ไม่มีโอกาสได้ละลายเลย ดังนั้นบนยอดเขาจึงกลายเป็นหิมะขาวโพลน มองจากที่ไกล ๆ ก็เหมือนมีหัวคนแก่ที่ขาวโพลนมากมาย ต่างก็ตั้งเรียงรายกัน กลายเป็นทัศนียภาพที่แปลกตา เมื่อกองคาราวานมาใกล้ภูเขาซวีหนีซันแล้วทุกคนต่างพากันดีใจ การเดินทางใกล้จะถึงแล้ว ชั่วเวลาผ่านไปไม่ถึงวันกองคาราวานก็มาถึงภูเขาซวีหนีซันทางด้านทิศเหนือภายในรัศมี 10 ลี้ ไม่มีหมู่บ้านและยอดเขาจำนวนสี่ห้าสิบยอดนี้ไม่รู้ว่ายอดไหนบ้าง เป็นยอดเขาบัวหิมะ แม้จะเชื่อถือก็ไม่รู้จะไปถามที่ไหน ฟ้าก็ใกล้พลบค่ำแล้ว ยากต่อการเดินทาง ขุนพลเจี่ยเย่จึงนำกองคาราวานหาทำเลที่สงบแล้วตั้งกระโจมนอน รอวันรุ่งขึ้นค่อยคิดหาวิธีค้นหา เมื่อแต่ละคนอิ่มท้องกันแล้วก็เข้ากระโจมนอน เจี่ยเย่มีเรื่องครุ่นคิดจึงนอนไม่หลับ พลิกกลับไปกลับมา รู้สึกไม่สบาย จึงเอาผ้าสักหลาดหนาคลุมตัวและนำกระบี่ยาวติดตัวเดินออกมานอกกระโจม เพื่อเที่ยวชมทัศนียภาพกลางคืนของภูเขาซวีหนีซัน เขาเดินคนเดียวเดินเข้าไปในป่าทึบรู้สึกว่าเมื่อเดือนมืดลงลมก็พัดแรงขึ้น ความหนาวเหน็บเสียดแทงเข้าไปในกระดูก ทอดสายตามองไกลออกไป ก็เห็นแนวดำทะมึนของแนวป่า ที่ไหวโอนเอนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ขมุกขมัว ทางกลับกัน หิมะที่ทับถมกันอยู่บนยอดเขาเมื่อถูกแสงจันทร์ส่องก็จะสะท้อนระยิบระยับขาวสว่างยิ่งยัก เจี่ยเย่ค่อย ๆ ดูแต่ละยอด ๆ มีความเพลิดเพลินดูไปดูมาก็เห็นยอด ๆ หนึ่ง รู้สึกว่าแสงสีจะผิดไปจากยอดอื่น ใจก็เต้นระทึกขึ้นมา ในใจอดคิดไม่ได้ว่า นี่คงเป็นยอดเขาบัวหิมะกระมัง แสงสีก็แปลกกว่ายอดอื่น คงเป็นยอดที่พวกเราจะมาเก็บดอกบัวกระมัง เขาคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงตั้งสติดูให้แน่ใจ ก็พบเห็นดอกบัวขาวดอกหนึ่งมีขนาดเท่าบาตร ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหิมะ มีรัศมีเปล่งออกมาจากกลีบของดอกบัว ความปีติยินดีครั้งนี้มิใช่ธรรมดา เพียงอึดใจเดียวก็พุ่งทะยานกลับมาถึงกระโจมที่พักเรียกผู้ติดตามให้ตื่น พาทุกคนออกจากกระโจมเพื่อไปชมดู พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นปุถุชนตาเนื้อ จะไปเห็นอะไรกับความล้ำค่าของสิ่งนี้ ดังนั้นเมื่อทุกคนเห็นแล้วก็ดีใจจนโลดเต้นไปรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัวก็ส่งเสียงร้องออกมา เพียงเพราะเสียงร้องนี้ทีเดียว ก็ทำให้ดอกบัวตกใจ จึงค่อย ๆ ซ่อนจมลงในหิมะ เจี่ยเย่พึ่งจะรู้ว่าเสียงทำให้ดอกบัวซ่อนตัว จึงให้พวกเขากลับเข้ากระโจมนอน เตรียมตัวว่าจะคอยดูให้ละเอียดในวันรุ่งขึ้น ปรากฎว่าดอกบัวไม่ยอมโผล่ออกมาอีก รอไปอีก 4 - 5 วันก็ไม่เห็นแม้แต่เงา เจี่ยเย่แม้จะรู้ก็ไร้ประโยชน์ ดีที่ว่าคราวนี้ได้รับราชโองการให้มาสืบหาว่ามีหรือไม่มี ตอนนี้รู้ว่ามีก็พอ และทุกคนต่างก็ได้เห็นกันแล้วก็สามารถเดินทางกลับได้ จึงได้เดินทางกลับทางเดิมที่มา ก็ได้รับข่าวอื่นที่ทำให้เจี่ยเย่รู้สึกตกใจกลัว นั่นคือ พระมเหสีแห่งราชาเมี่ยวจ้วน พระนางเป่าเต๋อมารดาแห่งแผ่นดินได้สวรรคตเสียแล้ว เมื่อเดือนก่อน ในขณะนั้นประเทศตกอยู่ในความเศร้าสลด เจี่ยเย่จึงคิดคำนวณดู วันที่พระนางเป่าเต๋อสิ้นพระชนม์ ก็พอดีกับตนเองได้พบบัวหิมะที่ภูเขาซวีหนีซัน ในใจรู้สึกประหลาด ทำไมจึงช่างบังเอิญเช่นนี้ ที่นี่คงมีเหตุสัมพันธ์แน่นอน มิใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อเขาจัดการกับผู้ติดตามเรียบร้อยแล้ว วันรุ่งขึ้นจึงเข้าวังไปถวายรายงานตัว เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทุรกันดารอันตรายต่าง ๆ และการได้พบเห็นดอกบัวขาวกลางหิมะให้ฟังอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ ราชาเที่ยวจ้วนซึ่งอยู่ในระหว่างเศร้าโศรก พระทัยกลัดกลุ้ม ไม่ทรงเกษมสำราญ ยิ่งตอนนี้ได้เรื่องราวเกี่ยวกับบัวหิมะแล้วยิ่งเพิ่มความตระหนกพระทัยกับการสำนึกผิด แต่ก็ได้ฝืนพระทัยปลอบขัวญถึงความเหนื่อยยากของเจี่ยเย่พอสมควรแล้วกลับเข้าตำหนักใน ว่าการตามเหตุผลแล้ว การมีอยู่ของบัวหิมะน่าจะเป็นเรื่องปีติยินดี พระองค์ควรจะพอพระทัยแต่ทำไมกลับตระหนกพระทัยและการรู้สึกสำนึกผิดล่ะ พระองค์ตระหนกพระทัยเรื่องอะไรหรือ สิ่งที่พระองค์ตระหนกพระทัยคือในโลกนี้มีดอกบัวชั้นเลิศกระนั้นหรือ ที่รู้สึกสำนึกผิดนั้นคือพระองค์ไม่น่าจะเลินเล่อชั่วขณะหนึ่ง ที่ไม่เชื่อในความหวังดีของโหลวน่าฝู่ลวี่แต่กลับนำเขาไปคุมขังให้ได้รับความทุกข์ยาก จนในที่สุดเขาก็ได้หลบหนีไปหากไม่เช่นนั้นแล้ว พระองค์คงได้บัวหิมะนั้นแล้วเรื่องอื่น ๆ ก็คงไม่ลำบาก ในการพึ่งพาเขาช่วยชี้แนะเพื่อการติดสินพระทัย ยิ่งในขณะนี้แล้วทุกอย่างก็หมดหวังแล้ว ไฉนเลยจะไม่ให้พระองค์ตระหนกพระทัยและรู้สึกสำนึกผิดเล่า ในตอนหลังโหลวน่าฝู่ลวี่ไม่เพียงแต่ถูกกักบริเวณเท่านั้น เขากลับได้รับการกระทำอย่างเลวร้าย แล้วเรื่องการรายงานของเจี่ยเย่ละ ทำไมจึงต้องคุมขังและการหลบหนีล่ะ คงต้องมีสาเหตุอื่นอีกเป็นแน่แท้จะค่อย ๆ เล่าให้ฟังดังนี้

             ภายหลังเมื่อขุนพลเจี่ยเย่ได้นำกองกำลัง 50 นายออกเดินทางไปแล้ว บัณฑิตหนุ่มโหลวน่าฝู่ลวี่ก็ถูกกักบริเวณไว้ในอุทยาน การเป็นอยู่มีอิสระสะดวกสบาย การบริการทุกระดับก็ดีเยี่ยม เพียงแต่ไม่ยอมให้เขาออกนอกอุทยานเท่านั้น เวลาผ่านพ้นไปไม่กี่เพลา พระมเหสีเป่าเต๋อก็ทรงประชวรในระยะเริ่มแรกก็ให้รู้สึกไม่สู้มีสติ แต่ละวันก็ได้แต่บรรทม แต่พอปลุกให้ตื่นก็มีสติเป็นปกติ ไม่รู้สึกว่ามีอาการประชวรแต่อย่างไร เพียงแต่ไม่อยากจะพูดคุยกับใครได้แต่บรรทมอย่างเดียว เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนดำรัสถามพระนาง พระนางก็ทรงตอบว่าไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่ประการใด ทำให้ราชาเมี่ยว จ้วนรู้สึกแปลกประหลาด เพื่อเป็นการระมัดระวัง จึงให้แพทย์หลวงเข้ามาตรวจอาการ แต่ละคนก็ได้แต่ส่ายหัวแล้วกล่าวเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า ชีพจรทั้งหกไม่มีเลย ไม่ทราบว่าทรงประชวรด้วยโรคอะไร ไม่รู้จะถวายพระโอสถอย่างไรดี เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังแล้ว ทำไมจะไม่ร้อนรนพระทัยเล่า ไม่ว่าจะหาแพทย์มาอีกสักกี่คน ทุกคนก็หมดปัญญา ดังนั้นราชาเมี่ยวจ้วนจึงเรียกประชุมเสนาบดีเพื่อปรึกษาถึงเรื่องนี้ เสนาบดีคอนาโลกราบบังคมทูลว่า เมื่อครั้งที่แล่วบัณฑิตโหลวน่าฝู่ลวี่ได้พูดว่าเขาได้ศึกษาวิชาแพทย์และค้นคว้ายาสมุนไพรมา กระหม่อมเห็นว่าเขามีความชำนาญอยู่บ้าง ดูเหมือนจะมีความสามารถพิเศษ ขณะนี้ก็ถูกกักบริเวณอยู่ในอุทยานหลวง ทำไมไม่ลองเรียกเขามาสอบถาม บางทีอาจจะสามารถรักษาโรคนี้ได้ ราชาเมี่ยวจ้วนก็ทรงเห็นด้วยจึงมีรับสั่งให้มหาดเล็กไปตามตัวโหลวน่าฝู่ลวี่ให้ไปตรวจพระนางเป่าเต๋อ เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม เมื่อโหลวน่าฝู่ลวี่ตรวจเสร็จออกมาข้างนอก ราชาเมี่ยวจ้วนก็รับสั่งถามอย่างร้อนรนว่าเป็นอย่างไร เจ้าสามารถรักษาโรคนี้ได้ไหม โหลวน่าฝู่ลวี่สั่นหัวแล้วทูลว่าไม่ไหวแล้ว ๆ ชีพจรทั้งหกหมดแล้ว วิญญาณได้แยกจากสังขารแล้ว กระหม่อมเมื่อเริ่มจับชีพจรดูก็ไม่พบชีพจรทั้งหกเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ รู้สึกแปลกใจมาก ภายหลังจึงได้ตรวจละเอียดอีกครั้ง ก็ยังพบว่ามีชีพจรอย่างแผ่วเบาเส้นหนึ่ง ประเดี๋ยวมีประเดี๋ยวขาด ดังนั้นจึงยังไม่สวรรคตทันที แต่ว่าสติไม่มีอยู่แล้ว อย่างน้อยก็มีพระชนมชีพอยู่ได้ไม่เกิน 7 วัน นี่เป็นเพราะกรรมเก่ายังไม่หมด จึงต้องได้รับการเจ็บป่วยบนที่บรรทมอีกระยะหนึ่งจึงจะสิ้นลม เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังเช่นนั้นดวงหทัยราวกับถูกน้ำร้อนลวก สายพระชลอาบแก้มทั้งสองข้างพลางดำรัสว่า เจ้าอย่าได้พูดแต่เรื่องไร้สาระเช่นนี้อีกเลย ข้าเพียงถามเจ้าว่า โรคนี้ที่จริงเกิดจากอะไร ตอนนี้มีวิธีรักษาอย่างไร รีบ ๆ บอกมา จะได้ช่วยพระชนมชีพมเหสีไว้ โหลนน่าฝู่ลวี่สั่นหัวแล้วถอนใจทูลว่าไม่ได้แล้วพระเจ้าค่ะ ถ้าจะรักษาโรคนี้ นอกจากพระโอสถของพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็ ยอดโอสถของศาสดาเล่ากุง หรือไม่ก็ไปเกิดใหม่ หากจะอาศัยยาสามัญในโลกนี้ก็หามีประสิทธิผลไม่ ขอพระองค์อย่าได้ตั้งความหวังเลย ควรรีบ ๆ ตระเตรียมงานพิธีได้แล้ว พูดถึงสาเหตุของโรคนี้มิใช่เป็นเรื่องภายใน 2 วัน 3 วัน เรื่องนี้ยาว กระหม่อมทูลให้ฟัง ชีวิตมนุษย์ในโลกนี้ เมื่อเติบโตจนเข้าใจความได้แล้ว ก็จะมีอารมณ์ทั้งเจ็ดอันได้แก่ ความดีใจ ความโกรธ ความเศร้า ความกลัว ความรัก ความเลวร้าย และความอยาก รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสและธรรมารมณ์คือ โจรร้ายทั้งหกหลอกล่ออยู่ภายนอก ทำให้พรหมจรรย์ไอธาตุและสติที่หล่อหลอมรวมกันอยู่ ถูกโจรทั้งหกหลอกล่อทำลายให้สับสนจนไม่สามารถครองสติอยู่ได้ ดังนั้นชีวิตมนุษย์อันสั้นดุจฝันสลายที่ยืนยาวก็ไม่เกินร้อยปี เมื่อพรหมจรรย์ไอธาตุแตกสลายแล้วก็จะหลับไหลยาวนาน ยิ่งพระแม่เจ้าแห่งแผ่นดินสูงศักดิ์ เมื่อดูจากภายนอก ย่อมดีกว่าผู้อื่นในทุก ๆ ประการ แต่ทว่าเจ้าอารมณ์ทั้งเจ็ดและหกโจรที่โจมตี ก็จะร้ายแรงกว่าคนธรรมดา การแตกสลายของพรหมจรรย์ไอธาตุและสติก็จะเร็วกว่าเป็นธรรมดา ยามปกติสุขก็มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อเอมโอษฐ์ จึงได้สร้างบาปกรรมเอาไว้มาก ดังนั้นจึงยังต้องทนทุกข์อีกหลายวันบนที่บรรทมรอคอยจนกว่าหมดกรรมจึงจะสิ้นลม หากจะถามว่าชื่อโรคอะไรก็เรียกว่าโรคเจ็ดอารมณ์หกกามรมณ์ ไม่มียาจะรักษาได้ เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังทั้งหมดของโหลวฝู่ลวี่แล้ว ทรงพระพิโรธ ยิ่งตรัสว่า เมื่อเจ้ารักษาโรคนี้ไม่ได้ก็แล้วไป ทำไมจึงได้สร้างเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการสร้างความอัปยศอดสู่ต่อพระแม่เจ้าแห่งแผ่นดิน จะใช้ได้หรือ มหาดเล็กเอาอ้ายโจรปากกล้านี้ไปประหาร ดูว่าเขาจะกล้าตอแหลอีกไหม มหาดเล็กกรูเข้ามาทั้งซ้ายขวา ช่วยกันจับมือมัดเท้าจนแน่นหนา แล้วหามออกไปยังนอกตำหนัก ทั้งมีดดาบ มีพร้าวาววับแสบตา ลมอสูรฉวัดเฉวียนอยู่บนคมดาบ รอคอยที่ลงดาบ ขณะนี้ชีวิตของโหลวน่าฝู่ลวี่แขวนอยู่บนเส้นผม ที่หน้าบัลลังก์มีบุคคลที่กำลังร้องขอชีวิตของเขาอยู่ นั่นคือ

ปิยวาจาเคราะห์มา อันหมายอยู่บนแท่นประหาร