Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 3 คิดยกราชบัลลังก์ เห็นมดต่อสู้กันเกิดจิตเมตตา | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 3 คิดยกราชบัลลังก์ เห็นมดต่อสู้กันเกิดจิตเมตตา

254 Views

           นับตั้งแต่คำพูดของเสนาบดีคอนาโลเป็นต้นมา ผู้เฒ่าที่ค้นหาไม่พบ ทุกคนต่างก็ยอมรับว่าเป็นพุทธอวตารมา ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไป ทำให้ประชาราษฎร์ชาวเมืองซิ่นหลิน ไม่มีใครสักคนที่ไม่เชื่อถือ มิเพียงเท่านั้นยังได้เพิ่มเติมปรับปรุงแต่งอื่น ๆ ลงไปอีก ทำให้จิตใจของคนที่เดินผ่านเมืองซิ่นหลินต่างหันเหมาสู่พุทธศาสนา สิ่งนี้เองที่ทำให้พุทธศาสนาในดินแดนตะวันตกได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยที่จริงแล้วนับตั้งแต่พระศากยมุนีพุทธเจ้าประกาศพระศาสนาเป็นต้นมา ก็ตั้งพระทัยจะช่วยสรรพสัตว์ ทุกคนต่างก็มองว่าแผ่นดินทางทิศตะวันตกคือพุทธประเทศ ซิ่นหลินประเทศค่อนข้างจะใกล้กับชมภูทวีป จึงได้รับอิทธิพลทางศาสนามาบ้างแล้ว ยิ่งได้มีเรื่องราวครึกโครมเช่นนี้อีกรอบหนึ่ง ยิ่งเกิดผลประโยชน์เป็นที่ยอมรับกันมากขึ้น 

           กล่าวถึงพระธิดาเมี่ยวส้าน ได้รับการเลี้ยงอบรมจากพระนางเป่าเต๋อ ก็ค่อยเจริญวัยขึ้น ชั่วเวลาไม่นานนัก พระธิดาก็มีพระชันษา 4 ปี มีความฉลาดน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้เลิศล้ำกว่าพระพี่นางทั้งสองไปอีกช่วงหนึ่ง พระนิสัยก็แตกต่างไปกับผู้อื่น หากเป็นเด็กสามัญทั่วไปก็จะพอใจกับเสื้อผ้าที่มีสีสันต่าง ๆ อยากรับประทานแต่ของรสอร่อย แต่กับพระธิดาน้อยองค์นี้กลับไม่สนพระทัยเสื่อผ้าแพรพรรณชั้นดี หรืออาหารประเภทเนื้อสัตว์และของทะเล กลับพอพระทัยแต่ผ้าเนื้อหยาบ และที่น่าแปลกยิ่งก็คือทรงเสวยแต่อาหารเจ ไม่เสวยอาหารสัตว์ มิใช่เพราะพระองค์ไม่ยอมเสวย แต่เพราะเสวยไม่ได้ ของคาวเหล่านั้นพอเข้าโอษฐ์ก็จะอาเจียนออกมาทันที ไม่สามารถที่จะผ่านศอลงไปได้เลย ทั้งพระนางเป่าเต๋อและราชาเมี่ยวจ้วนได้ประสบกับสภาพเช่นนี้ แม้จะรู้สึกแปลกประหลาดแต่ก็ไม่อาจทำประการใดได้ และก็ไม่ยอมที่จะเห็นพระธิดาอาเจียนเช่นนั้นอีก เพราะเป็นการทำลายสุขภาพจึงได้แต่ตระเตรียมอาหารเจที่สะอาดให้พระธิดาเสวยจึงค่อยพอพระ ทัย เมื่อพระชันษาได้ 6 ปีก็เข้าเรียนหนังสือ เพราะมีพระปัญญาเฉียบแหลมเพียงสอนครั้งเดียวก็เข้าใจ เมื่อได้ผ่านสายพระเนตรแล้วก็ไม่ลืม ทรงฉลาดล้ำหน้าพระพี่นางทั้งสองมากมายนัก 

           ดังนั้นราชาเมี่ยวจ้วนและพระนางเป่าเต๋อจึงรักใคร่เอ็นดูยิ่ง ทะนุถนอมดุจดั่งไข่ในหิน เป็นที่ปลอบพระราชหฤทัยราชาได้ดี แม้จะเป็นพระธิดาแต่ก็ไม่ต่างไปจากโอรสเลย ราชาเมี่ยวจ้วนได้ดำรัสกับพระนางเป่าเต๋อเสมอ ๆ ว่า รอให้พระธิดาเมี่ยวส้านเจริญ พระชันษาเป็นผู้ใหญ่แล้วค่อยสรรหาผู้ที่มีความสามารถทั้งบุ๊นและฝ่ายบู๊มาเป็นพระสวามี ให้มีลักษณะที่คู่ควรกับลูกหญิง เมื่อถึงตอนนั้นแม้จะไม่มีพระโอรส บัลลังก์แห่งซิ่นหลินประเทศก็ยอมยกให้เขา ก็ยังนับว่าไม่ขาดสายดลหิตแห่งเชื้อพระวงศ์เพอเจีย พระนางเป่าเต๋อ ก็ทรงเห็นพระทัยด้วยกับพระราชดำริเช่นนี้ จึงทรงสนับสนุนด้วยดี ทั้งสองกษัตริย์ใจคอค่อยสงบลง ความต้องการพระโอรสก็ค่อย ๆ จางคลายไป ในพระทัยก็คอยมองหาคนที่มีความสามารถ ความเรื่องนี้ทำไมจึงทราบไปถึงกรรณของพระธิดาเมี่ยวอิน เมี่ยวหยวนได้อย่างไรก็ไม่ทราบ ทั้งสองพระองค์ต่างถอนหายใจว่า ทำไมเราจึงมีบุญวาสนาน้อย 

           อยู่มาวันหนึ่งขณะที่พระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนกำลังชมดอกท้อในอุทยาน ทั้งสองเดินมาถึงข้างคูหาเทวดาโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็พลันแลเห็นพระธิดาเมี่ยวส้านประทับยอง ๆ อยู่ที่พื้น โดยมีนางกำนัลยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองต่างก็นิ่งเงียบ ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ เมื่อพระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนเห็นพระธิดาเมี่ยวส้านอยู่ในสภาพเช่นนั้น ทำให้รู้สึกประหลาดใจ จึงค่อย ๆ ย่างก้าวเข้าไปดู อ้อ ! ที่แท้ก็มดกัดกัน ในขณะนั้นพระธิดาเมี่ยวส้านก็เหลือบเห็นเสด็จพี่ทั้งสอง จึงทรงร้องเรียก " ท่านพี่ทั้งสอง รีบมาช่วยหม่อมฉันกวาดเอามดที่กัดกันตายเหล่านี้ไปขุดหลุมฝังด้วย " พระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนต่างส่องพระพักตร์กัน แล้วก็ทรงพระสรวลแล้วว่า " น้องขา น้องกวาดเองก็แล้วกัน พวกเรากลัวว่ามือจะสกปรก และก็ทนช่วยเหลือไม่ไหวกับสิ่งที่เธอเล่นอยู่กับดินโคลน " กล่าวจบก็จุงมือกันแล้วผละจากไป พระธิดาเมี่ยวหยวนทรงถามพระธิดาเมี่ยวอินว่า " เสด็จพี่ท่านก็เห็นว่าน้องสามโปรดปรานที่จะขุดดินโคลน และยุ่งกับสัตว์ต่าง ๆ แต่ทำไมเสด็จพ่อเสด็จแม่กลับเห็นเธอดั่งสมบัติล้ำค่า ทั้งยังดำรัสว่าจะหาพระสวามีที่มีความสามารถทั้งบุ๊นทั้งบู๊ เลยทำให้เสด็จแม่ไม่ยอมมีพระประสูติกาลอีก พระสวามียังมีโอกาสได้สืบราชบัลลังก์ น้องเธอก็จะได้เป็นราชินีด้วยเนี่ยะ ในโลกนี้เคยได้ยินได้ฟังว่าพระธิดาขุดดินโคลนบ้างไหม เธอว่า น่าหัวเราะหรือไม่ " พระธิดาเมี่ยวอินดำรัสว่า " กิริยาของน้องสาม ข้าว่าดูจะต่ำต้อยไปสักหน่อย หากแต่เสด็จพ่อเสด็จแม่เอนเอียงพระทัยรักใคร่เธอ นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ จะโกรธก็คือเธอกับข้านั้นวาสนาน้อย ที่ไม่มีโอกาสดีขนาดนั้น ทั้งนี้เพราะชะตาได้ลิขิตเอาไว้แล้ว " พระธิดาทั้งสองโทษฟ้าดินลำเอียง ขอหยุดไม่กล่าวต่อ กล่าวฝ่ายพระธิดาเมี่ยวส้าน พระองค์ทรงทำอะไรอยู่ที่นั่นนะ ถ้าหากไม่เล่าให้กระจ่างแจ้งก็คงไม่ได้ ที่แท้วันนั้นพระธิดาเมี่ยวส้านกระวนกระวายประทับไม่อยู่กับที่ในตำหนักจึงให้นางกำนัลหนึ่งติดตามไปเที่ยวในอุทยาน โดยไม่ตั้งใจก็เสด็จพระราชดำเนินมาถึงข้าง ๆ คูหาเทวดา ฉับพลันก็แลเห็นที่พื้นดินมีมดเหลืองอยู่ฝูงหนึ่ง มดดำอีกฝูงหนึ่ง กำลังต่อสู้กันเป็นกลุ่ม ในขณะที่ยากต่อการแก้ไขนั้นมดทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัดกันตายเป็นจำนวนมาก พระธิดาเมี่ยวส้านทอดพระเนตรแล้วไม่อาจทนได้ ได้แต่ครุ่นคิดว่า เจ้ามดตัวน้อยเหล่านี้ วงจรชีวิตก็สั้นอยู่แล้ว น่าจะผ่านชีวิตอย่างสงบสุข แล้วทำไมจึงต้องมีเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันมาต่อสู้ทำร้ายกัน ลำพังแต่การรักษาตัวให้รอดก็ไม่ง่ายแล้ว แล้วทำไมยังจะต่อสู้กันทำให้ตัดรอนชีวิตสั้นลงอีก ดูซิ ซากศพที่บาดเจ็บล้มตายอะไรมากอย่างนั้น น่าเวทนายิ่งนัก ! สู้ให้ข้าช่วยแก้ไขแยกพวกเขาให้ออกจากกันจะดีกว่า ว่าแล้วก็ทรุดพระวรกายลงประทับยอง ๆ อยากจะเอาพระหัตถ์เข้าไปปัด มันก็กัดกันแน่น จึงไม่กล้าลงมือ จะทำอย่างไรดีนะ ขณะนี้ทั้งมดเหลืองและดำกำลังอยู่ในสภาวะสงคราม ต่อสู้กันเป็นกลุ่ม ๆ มดตัวก็เล็ก ๆ จะแยกพวกเขาได้อย่างไรกัน ถ้าจะจับแต่ละคู่มาแยกไม่รู้จะต้องใช้เวลานานถึงเมื่อไรจึงจะจบสิ้น วิสัยพวกมดนี่ ถ้าไม่กัดกันก็แล้วไป แต่ถ้าลองได้กัดกันแล้ว จะกัดกันจนตายจึงจะยอมหยุด ถ้าศัตรูถูกกัดอยู่ ก็จะกัดจนตนเองหมดแรง มิฉะนั้นจะไม่ยอมผ่อนปรน ดังนั้น แต่ละครั้งภายหลังการต่อสู้กัน จะเห็นว่าตัวที่กัดต่อสู้ก็จะตายตามกันไปด้วย หากมีใครไปจับมันแยกได้จริง ๆ มดทั้งคู่ย่อมได้รับการบาดเจ็บแน่นอน หากสมมติว่าไม่บาดเจ็บ เมื่อปล่อยลงพื้นพวกมันก็วิ่งเข้าหาศัตรูและกัดกันจนตายอีก ถ้าเช่นนั้นคู่หนึ่งยังแยกกันไม่เสร็จ อีกคู่หนึ่งก็กัดกันอีก เวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ ไม่มีวันที่จะแยกพวกมันได้สำเร็จ พระธิดาเมี่ยวส้านทรงคิดมาถึงตอนนี้ พระธิดาจะหยุดก็ไม่ได้ พระธิดาเป็นเด็กที่ฉลาดปราดเปรื่อง พระองค์ทรงคิดอย่างรอบคอบ ก็ทรงคิดได้วิธีหนึ่งพระองค์ทรงคิดว่า พวกมดต่อสู้กันคงจะเพื่ออาหาร ถ้าหากทั้งสองฝ่ายมีอาหารเพียงพอพวกมันต่างก็ไปขนอาหารกลับรังแน่นอน การต่อสู้ก็สามารถคลี่คลายได้ เมื่อทรงคิดได้ดังนั้นแล้วพระองค์จึงมีรับสั่งให้นางกำนัลไปเอาขนมหวานมา ขณะเดียวกันก็ค้นหารังของมันด้วย เอาขนมหวานมาขยี้ให้กระจายอยู่แถว ๆ ปากรังโดยรอบ จริงดังคาด เมื่อมดที่ออกมาจากรังได้พบกับอาหารเช้า ก็ไม่ไปที่แนวรบอีก ต่างก็รีบขนอาหารเข้ารัง มดทางแนวรบก็ค่อย ๆ ผละออกจากกัน พระองค์ทรงเอาไม้กวาดเล็ก ๆ ค่อย ๆ กวาดลงที่มดต่อสู้กันอยู่ ทำให้แนวรบสลายกันออกไป ต่างก็วิ่งกันเพ่นพ่าน ขณะนั้นมดที่อยู่แนวหลังก็ถ่ายทอดคำสั่งมายังแนวหน้า พวกมันก็เชื่อฟังกันดี ต่างก็รีบกลับไปขนอาหาร การต่อสู้ครั้งร้ายแรงจึงยุติลง แต่ในแนวรบมีมดตายกันหลายร้อยตัว พระธิดาเมี่ยวส้านทอดพระเนตรเห็นสภาพแขนขาหักแล้วรู้สึกสังเวชใจยิ่ง ทรงคิดในใจว่าแม้มดจะเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ก็เป็นชีวิตหนึ่งเหมือนกัน แต่ทำไมแค่ต่อสู้กันครั้งหนึ่ง ก็ทำให้สูญเสียวิญญาณมากมายอะไรเช่นนั้น ไม่รู้ว่าพวกเขาได้ก่อกรรมเวรอะไรในชาติที่แล้ว จึงต้องมาตายลงในสภาพอันน่าเวทนาเช่นนี้ ในขณะนี้ถ้ายังอยู่ที่แนวรบคงไม่เหมาะเสียแล้ว ถ้าหากอาหารถูกมดพวกอื่นขาเอาไปก็จะกลายเป็นแย่บวกแย่ ดังนั้นมันจึงเลิกลากันไปหมด พระองค์หยุดคิด แล้วก็ลงมือขุดหลุมเล็ก ๆ แล้วกวาดรวบรวมพวกซากศพมดไปฝัง ก็บังเอิญพระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนเสด็จมาพอดี จึงทรงเรียกพวกเขามาช่วยเหลือไม่คิดว่าพวกเขาจะไม่สนพระทัยแล้วจากไป พระองค์ก็ไม่ร้องเรียกอีกได้แต่นำซากมดเทลงไปในหลุมแล้วทำการกลบให้เรียบร้อย เป็นอันเสร็จพิธีงานกุศล เสร็จแล้วก็กลับตำหนักพร้อมนางกำนัล จึงค่อยรู้สึกพอพระทัย 

           กล่าวฝ่ายพระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวน เป็นเพราะเสด็จพ่อเสด็จแม่ลำเอียงรักเมี่ยวส้าน ทั้งยังได้ยินว่าจะหาพระสวามีที่เก่งให้และให้สืบราชบัลลังก์อีกด้วย ในหัวอกหญิงแล้วมักจะคับแคบ จึงไม่ยินดีกลับทำให้เกิดอิจฉา ดังนั้นเมื่อเห็นการกระทำของเมี่ยวส้านจึงรู้สึกดูแคลน เมื่อเห็นว่าลงไปขุดดินฝังมด จึงได้หัวเราะเยาะเย้ย แล้วรีบกลับตำหนักก่อน นำความไปกราบทุลพระนางเป่าเต๋อพระธิดาทั้งสองหวังว่าเสด็จแม่จะได้ลดการรักใคร่ลงสักหน่อย เพื่อจะได้หันมาสนใจตัวเอง แต่ทว่าเมื่อพระนางเป่าเต๋อได้ยินเรื่องจากพระธิดาทั้งสอง แล้วก็ทรงแย้มสรวลแล้วยังดำรัสว่าการกระทำของพระธิดาเมี่ยวส้านครั้งนี้ช่างเข้าใจถึงพระเจ้าที่เมตตาให้กำเนิดชีวิตเสียจริง พระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนไม่คิดว่าพระนางเป่าเต๋อจะดำรัสแบบนี้ออกมา ในพระทัยจึงเจ็บแค้นนัก แม้กระทั่งน้ำพระเนตรหลั่งออกมา ในขณะนั้นพระธิดาเมี่ยวส้านได้เสร็จสิ้นงานกุศลเรียบร้อยแล้ว ก็กลับตำหนักพร้อมนางกำนัล เข้าเฝ้าพระมารดา แลเห็นเสด็จพี่ทั้งสองอยู่ในสภาวะที่โกรธ คงเพราะถูกเสด็จแม่ทรงสั่งสอน ก็ไม่กล้าจะถามอะไร พระนางเป่าเต๋อเห็นพระธิดาสามก็ดำรัสถามว่าไปเที่ยวเล่นที่ไหนมา พระธิดาเมี่ยวส้านจึงทรงเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียด พระนางเป่าเต๋อจึงทรงสรวลว่า เจ้าก็ใจดีเหลือล้นเกินไปแล้ว มีกะใจไปทำเรื่องพรรค์นี้ด้วยไม่กลัวว่ามือเปรอะเปื้อน ถ้าถูกมดที่มีพิษกัดเข้าเกิดแผลพุพองขึ้นก็สมใจเจ้าหรอก วันหลังอย่าได้เล่นแบบนี้อีก พระธิดาเมี่ยวส้านได้ฟังโอวาทพระมารดาแล้วก็ตอบรับ อีกทางหนึ่งก็ได้อธิบายหลักธรรมออกมา นั่นคือ 

เห็นเธอมีปัญญาเลิศ คำน้อยแต่โปร่งในเซน