Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอนที่ 1 ถวายสุราศาลาเย็น ไข่มุกเด่นสู่ครรภ์ในฝัน | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอนที่ 1 ถวายสุราศาลาเย็น ไข่มุกเด่นสู่ครรภ์ในฝัน

482 Views

             ในปลายราชวงศ์โจว รัฐต่าง ๆ ในแผ่นดินจงหยวน (จีน) ต่างปราบปรามซึ่งกันและกัน ทหารและศัตราวุธโลมลันพันตูกันไม่หยุดหย่อน เกิดการทุกข์เข็ญไปทุกหย่อมหญ้า แผ่นดินนองไปด้วยเลือด จนหาผืนดินบริสุทธิ์ไม่ได้ ประชาชนต่างนอนตาไม่หลับ ในยุคสมัยนั้นมีรัฐ ๆ หนึ่งทางทิศตะวันตกของจงหยวนมีชื่อว่า ซิ่นหลินประเทศ กลับมีความสงบร่มเย็นฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ประเทศชาติมีความสงบ ประชาชนก็อยู่เย็นเป็นสุข ซิ่นหลินประเทศเป็นรัฐอิสระที่ใหญ่ทางทิศตะวันตก นับเป็นรัฐผู้นำในแถบนั้น ทั้งนี้เพราะสภาพภูมิประเทศมีภูเขาซวีหนีซัน อันเป็นขันเขาสูงตระหง่านจดฟ้ากินอาณาเขตกว้างและยาวหลายพันลี้ กั้นระหว่างแผ่นดินจงหยวนกับซิ่นหลินประเทศ ทำให้การไปมาระหว่างสองแผ่นดินไม่สะดวก จึงทำให้ขาดการติดต่อซึ่งกันและกัน คนจีนถึงแม้จะรู้กิตติศัพท์ของซิ่นหลินประเทศซึ่งตั้งอยู่บนพื้นราบสูงทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูเขาซวีหนีซันอันเป็นพรมแดนธรรมชาติ และขณะนั้นการคมนาคมไม่สะดวก ความน่ากลัวของขุนเขาประกอบกับลมฟ้าอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ บนยอดเขาจะมีหิมะปกคลุมตลอดปี แม้จะอยู่ในฤดูร้อนจัดก็ตาม หิมะที่สะสมอยู่ก็ไม่ละลายจนหมด จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะเดินทางไปยังดินแดนตะวันตกแห่งนี้ ซิ่นหลินประเทศจึงถูกโดดเดี่ยวเหมือนปิดล้อมตนเอง ซิ่นหลินประเทศประวัติศาสตร์อันยาวนานมีอารยธรรมที่เจริญรุดหน้าก่อนใคร ๆ มีพื้นที่ของประเทศประมาณสามหมื่นหกพันลี้ ประชากรหลายแสนคน จึงนับเป็นรัฐที่มั่นคงแข็งแกร่ง จึงไม่มีรัฐเล็ก ๆ รัฐไหนที่ไม่สวามิภักดิ์ 

             ในขณะนั้น พระราชาผู้ปกครองแผ่นดินมีพระนามว่า เพอเจีย ฉายาว่า เมี่ยวจ้วน นับเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ปกครองประชากรหลายแสนคน ทุกคนต่างมีงานทำ อยู่ด้วยความปกติสุข ครองบัลลังก์มาสิบกว่าปี ปกครองแผ่นดินจนมีความอุดมสมบูรณ์ราชาเมี่ยวจ้วนจึงมั่งคั่ง มีพระมเหสีชื่อว่า เป่าเต๋อ เป็นกุลสตรีที่มีคุณธรรม ดังนั้น ราชาเมี่ยวจ้วนจึงยกย่องและรักใคร่ สภาพของครอบครัวมีความกลมเกลียวสมานฉันท์กันดี หากแต่ว่าใต้หล้ามิอาจมีใครที่สวยสดงดงามและสมบูรณ์เพียบพร้อมทุกอย่าง ชีวิตย่อมมีขาดตกบกพร่องอยู่บ้าง แม้ว่าราชาเมี่ยวจ้วนจะมีความมั่งคั่งแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่เงินทองและความแข็งแกร่งซื้อหามาไม่ได้ก็คือ พระองค์มีพระธิดา 2 พระองค์ แต่ไม่มีโอรสสักพระองค์เดียว พระองค์เองก็มีพระชันษาสูงกว่าหกสิบพรรษาแล้ว ราชบัลลังก์ไม่มีรัชทายาท ได้แต่เฝ้ารอและเรื่อง ๆ นี้เองที่ทำให้พระองค์กลัดกลุ้มไม่สบายพระราชหฤทัย บางครั้งพระองค์ถึงกับถอนหายใจยาว มีคำกล่าวว่า เงินทองมิอาจซื้อบุตร สะใภ้ มีอำนาจก็ใช้ไม่ได้ ถึงแม้พระองค์จะทุกข์กังวลแต่ก็เปล่าประโยชน์ ความหวังและการรอคอยด้วยความร้อนรนนี้ วันเวลาได้ผ่านพ้นไปจากฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลายปี จวบจนถึงฤดูร้อนปีหนึ่ง อันเป็นปีที่ครองราชย์มาได้ 17 ปี ในราชอุทยานมีสระบัวขาว กำลังมีดอกบัวบานรับลมในฤดูร้อน ละอองกลิ่นเกสรหอมหวนลอยอบอวล พระนางเป่าเต๋อมีความรู้สึกว่า พระราชาเมี่ยวจ้วนมีพระทัยไม่เบิกบานมาหลายวันแล้ว จึงได้จัดโต๊ะเลี้ยงในศาลาเย็นกลางสระบัว เพื่อเชิญพระราชาให้เสด็จมาดื่มน้ำจัณฑ์ให้คลายกลุ้ม ขณะที่ทั้งสองพระองค์นั่งประทับเรียบร้อยแล้ว นางกำนัลทั้งหลายก็ถวายภัตตาหารและน้ำจันฑ์ ถึงแม้พระราชาเมี่ยวจ้วนจะกลุ้มพระทัยเรื่องโอรสก็ตาม แต่เห็นความหวังดีของพระนางเป่าเต๋อ จึงทรงแย้มสรวล และทอดพระเนตรชมดอกบัวขาวนับหมื่นดอกที่กำลังบานสะพรั่งในสระ ซึ่งตัดกับใบเขียวขจีของใบขับความสวยสะอาดของดอกให้น่ารักยิ่งขึ้น ท่ามกลางสภาวะเช่นนั้น ราชาเมี่ยวจ้วนรู้สึกอยู่ในสรวงสวรรค์ทรงมีความเกษมสำราญ ความกลัดกลุ้มถูกลมเย็นพัดกระจายไป ความหอมของดอกบัวช่วยขจัดจนสะอาด ทั้งพระราชาและมเหสีต่างดื่มอย่างเกษมสำราญ มีการพูดคุยแย้มสรวล มเหสีเห็นพระราชาเบิกบานพระราชหฤทัย พระนางก็มีความยินดีถึงกับทรงรินน้ำจันฑ์ถวายตนเอง หลังจากนั้นก็ให้เหล่านางรำออกมารำถวายเป็นที่ครื้นเครง ดนตรีดังเสนาะ ทัศนียภาพก็งามแปลกตา มิช้ามินานดวงจันทร์ก็คล้อยต่ำลงทางตะวันตกเสียแล้ว พระราชาเมี่ยวจ้วนทรงเสวยน้ำจันฑ์ไปมากจนครองสติไม่อยู่แล้ว จึงสั่งให้งานเลี้ยงเลิกลา มือข้างหนึ่งก็จูงมเหสีอีกข้างก็จูงนางกำนัล เสด็จกลับตำหนักแล้วเข้าสู่นิทรารมณ์ พอตื่นบรรทม ตะวันแดงโล่ส่องอยู่หน้าบัญชร พระนางเป่าเต๋อนั้นทรงตื่นบรรทมก่อนหน้านั้นแล้ว ภายหลังการสรงพระวรกายเสร็จก็ทรงเฝ้าอยู่ข้างพระวรกายราชาเมี่ยวจ้วนเพ่อรอการตื่นบรรทม เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนตื่นบรรทมและสรงน้ำเรียบร้อยแล้ว มเหสีทรงถวายภัตตาหารพลางทรงเล่าว่า หม่อมฉันทรงสุบินแปลกประหลาดเมื่อคืนนี้ มิทราบว่าดีร้ายประการใด ในฝันนั้นได้ไปในสถานที่แห่งหนึ่งดูเหมือนจะเป็นชายทะเล ปรากฎมีดอกบัวสีทองดอกหนึ่ง ครั้งแรกที่โผล่พ้นน้ำ มีขนาดใหญ่เท่าดอกบัวธรรมดา โดยไม่คาดฝันดอกบัวทองนั้นก็โผล่สูงขึ้น ยิ่งนานก็ยิ่งใหญ่ขึ้น รัศมีทองก็ยิ่งเปล่งประกายระยิบระยับแสบเนตรจนต้องหลับเนตรลง พอเปิดเนตรขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดอกบัวทองไม่ทราบไปอยู่ ณ ที่ใด แต่ที่ตั้งตระหว่านอยู่กลางทะเลนั้นกลับกลายเป็นภูเขาลูกหนึ่ง บนภูเขาที่เห็นรำไรลิบลับดูเหมือนมีอาคารสูงหลายชั้น มีต้นเพชรนิลจินดาล้อมรอบ มีนกกระเรียนขาวมังกรฟ้าและทัศนีภาพอันแปลกประหลาดอีกมากมาย มันอยู่ไกลมาก เดี๋ยวเห็นเดี๋ยวไม่เห็น ตรงกลางที่เป็นภูเขา บนยอดเขามีพระเจดีย์สูงเจ็ดชั้น เหนือยอดพระเจดีย์มีไข่มุกที่สว่างไสวมีประกายรุ้งหลากสีสวยงามมาก มีความสง่างามยิ่ง หม่อมฉันเฝ้าดูอย่างใจจดใจจ่ออยู่นั้น ไข่มุกก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ชั่วพริบตาเดียวก็กลับกลายเป็นดวงตะวัน แล้วค่อย ๆ เข้ามาใกล้ชายฝั่ง ไม่นานนักดวงตะวันก็ลอยอยู่เหนือเศียรหมอ่มฉันแล้วก็มีเสียงกึกก้องขึ้น ดวงจะฝันดวงนั้นก็เคลื่อนผลุบลงในครรภ์ของหม่อมฉัน หม่อมฉันตระหนกตกใจ มือเท้าอ่อนไปหมด อยากจะวิ่งหนี แต่เหมือนมีรากยึดเกาะเท้าทั้งสองไว้ หม่อมฉันดิ้นสุดชีวิต ในที่สุดสะดุ้งตื่นขึ้นมา จึงรู้ว่ายังบรรทมอยู่บนเตียง ทะเลอยู่ที่ไหน ภูเขาอยู่ที่ไหน และภาพแปลกประหลาดต่าง ๆ กลับกลายเป็นความฝัน ไม่ทราบว่าความฝันที่เล่ามา นี่จะร้ายดีเป็นประการใด เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังมเหสีเล่าจบก็รู้สึกดีใจอย่างเงียบ ๆ กลาวปลอบขวัญกับมเหสีเป่าเต๋อว่า ที่มเหสีได้พบเห็นในฝันนั้นเป็นแดนนิพพานในพุทธประเทศที่แท้จริง โดยปุถุชนทั่วไปจะพบเห็นได้ยาก ย่อมเป็นมหามงคลยิ่ง ยิ่งเป็นไข่มุกที่สว่างด้วยแล้ว นับเป็นสารีริกธาตุแห่งพุทธะที่แปรเปลี่ยนเป็นตะวัน ซึ่งนับว่าเป็นสภาวะแห่งธาตุหยาง ที่เข้าสู่ครรภ์แล้ว มเหสีน่าจะประสูติกาล และจะได้พระโอรสอย่างแน่แท้ อย่างนี้ก็น่าเฉลิมฉลองให้ยิ่งใหญ่ เมื่อพระนางเป่าเต๋อได้ฟังแล้วก็มีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้ได้แพร่ไปทั่วราชวังทั้งวังหลวงวังหน้า ต่างก็เต็มไปด้วยความหวัง 

             ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระมเหสีก็มีอาการแห่งประสูติกาล เวลาผ่านไปได้สามเดือน พระครรภ์เริ่มผายออกจนเด่นชัด นับตั้งแต่มีพระประสูติกาลมา พระวารกายกลับแข็งแรง มีอยู่ประการเดียวคือพวกอาหารเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์ทั้งหลายเพียงน้อยนิดก็ไม่อาจเข้าพระโอษฐ์ได้เลย ซึ่งโดยปกติแล้วอาหารคาวเป็นอาหารทรงโปรดของมเหสี แต่ตอนนี้พอได้แลเห็นเท่านั้นก็รังเกียจ ถ้าฝืนรับประทานเพียงเล็กน้อยก็จะอาเจียนจนน้ำดีขม ๆ ออกมา สิ่งเหล่านี้มักพบภายในหญิงมีครรภ์ ทั่ว ๆ ไป คนอื่นก็ไม่มีใครสงสัยอะไร หารู้ไม่ว่าภายในพระครรภ์มีของมหัศจรรย์อยู่ เวลาผ่านพ้นไปไม่ช้าก็ลุถึงฤดูหนาว เวลาแห่งประสูติกาลใกล้เข้ามาทุกขณะ ราชาเมี่ยวจ้วนในพระทัยหวังแต่พระโอรส มีแต่ความปีติยินดี ในวังก็ได้วุ่นวายตระเตรียมพิธีเฉลิมฉลอง ทั้งวังหลวงและวังหน้าต่างก็พลอยยุ่งไปหมด 

             ย่างเข้าปีที่ 18 แห่งการครองราชย์ วันที่ 19 เดือนยี่ ขณะที่ราชาเมี่ยวจ้วนกำลังเพลิดเพลินอยู่ในอุทยานในต้นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาถึง ในขณะที่ความคิดกำลังฟุ้งซ่านอยู่นั้นก็มีนางกำนัลวิ่งมาอย่างจรวดเพื่อมารายงานว่า พระมเหสีมีประสูติกาลแล้วเมื่อเวลาตีสาม เป็นพระราชธิดา ขอเชิญพระองค์ให้ตั้งพระนามด้วย ราชาเมี่ยวจ้วนพอได้ยินว่าเป็นธิดา ความปีติยินดีก็ลดหายไปครึ่งหนึ่งแต่ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ได้แต่โทษตนเองว่าชาติก่อนไม่ได้บำเพ็ญธรรม จึงเป็นอย่างนี้ ราชาเมี่ยวจ้วนทรงถามนางกำนัลว่าพระมเหสีทรงสบายดีหรือหลังประสูติกาล นางกำนัลทูลว่า ข้าแต่พระราชา ขณะที่พระมเหสีจะมีพระประสูติกาลนั้น ในอุทยานมีบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ต่าง ๆ มากมายมาชุมนุมกันและแย่งกันขับร้องประหนึ่งดนตรีสวรรค์ ภายในพระตำหนักก็มีกลิ่นหอมอบอวลเป็นระลอก ๆ ชั่วเวลาไม่นานนักมเหสีก็ให้กำเนิดพระธิดาสาม ขณะนี้ทั้งมเหสีและพระธิดามีพระพลานามัยสมบูรณ์ดีเพคะ พระมเหสีมีสติสมบูรณ์ พระธิดาก็ร้องเสียงใส ราชาเมี่ยวจ้วนฟังความแล้ว พลางคิดว่ามีสัตว์ศักดิ์มาชุมนุม ภายในตำหนักมีกลิ่นหอม แล้วทรงระลึกถึงความฝันของพระนางเป่าเต๋อตอนที่จะตั้งครรภ์ อันเป็นเรื่องราวความเป็นมาของลูกน้อย คงเป็นฐานกำเนิดที่ดีก็ได้ จึงได้เลือกคำว่า เมี่ยวส้าน (กุศลอัศจรรย์) เป็นพระนามของธิดาองค์สาม เพราะธิดาองค์โตมีนามว่า เมี่ยวอิน องค์รอง เมี่ยวหยวน คือใช้ฉายาของตนมาเป็นคำแรกของพระธิดา จากนั้นก็ทรงใช้พู่กันเขียนเป็นอักษรสีทองแล้วประทานแก่นางกำนัลไป นั่นคือ 

กุศลอันอัศจรรย์ลูกกำเนิดมามีรากปัญญา