Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
คำแซ่ซ้องสาธุการของเหล่าพญายม | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

คำแซ่ซ้องสาธุการของเหล่าพญายม

298 Views

             ขณะนั้นบริเวณรอบเขาพระสุเมรุ เหล่าพญายมผู้เป็นใหญ่ในนรกและยมฑูตทั้งหลายจากภพภูมิเบื้องล่างต่างก็ได้มาประชุมพร้อมกันในชั้นดาวดึงส์ เพื่อสดับฟังพระธรรมเทศนาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวาระนี้ด้วย

             พญายมผู้เป็นใหญ่จากขุมนรกทั้ง 10 อันได้แก่ 
             พญายมนรกขุมที่ 1 นามว่า จินกวง
             พญายมนรกขุมที่ 6 นามว่า เบี้ยนเสง
             พญายมนรกขุมที่ 2 นามว่า โชถัง 
             พญายมนรกขุมที่ 7 นามว่า ไถ่ซัว
             พญายมนรกขุมที่ 3 นามว่า ซ่งตี่ 
             พญายมนรกขุมที่ 8 นามว่า เพ่งเตง
             พญายมนรกขุมที่ 4 นามว่า โห้วกวน วูกวน 
             พญายมนรกขุมที่ 9 นามว่า โตฉี
             พญายมนรกขุมที่ 5 นามว่า เงี่ยมหลอ 
             พญายมนรกขุมที่ 10 นามว่า จวงลุ้น 

             นอกจากพญายมและยมฑูตจากแดนนรกแล้ว จ้าวแห่งปีศาจพร้อมด้วยเหล่าบริวารภูตผีใหญ่น้อย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในโลกียโลก เป็นต้นว่า จ้าวแห่งอสูร จ้าวแห่งมายา จ้างแห่งโรคภัย จ้าวแห่งตัณหา จ้างแห่งมหันตภัย จ้าวแห่งความหายนะ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก็ล้วนได้รับพระพุทธานุญาติและพระกรุณาธิคุณจากพระกษิติครรภโพธิสัตว์ ให้ขึ้นมาร่วมชุมนุมสดับฟังพระธรรมเทศนาด้วยขณะนั้นพวกเขาต่างยืนสงบนิ่งและสำรวมกายอยู่อีกด้านหนึ่งของที่ประชุม 

             ครั้นแล้วหนึ่งในจำนวนพญยมจากแดนนรกได้ก้าวออกมาคุกเข่าพนมมือกราบทูลพระพุทธองค์ว่า 
             "ข่าแต่องค์สมเด็จพระผู้พิชิตมาร ในโอกาสที่เหล่าข้าบาทพร้อมด้วยบริวารทั้งหลายได้รับพระเมตตาบารมีจากพระองค์ให้มาร่วมสดับฟังพระธรรมเทศนาในแดนสวรรค์นี้ ก็ใคร่กราบทูลขอพระองค์ได้ทรงโปรดไขแสดงข้อปุจฉาของข้าบาทด้วย ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาเถิดพระเจ้าข้า" 
องค์พระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสว่า " ท่านสงสัยในข้อธรรมอันใดจงถามมาเถิด...เราอนุญาต"
             ขณะนั้นพญายมได้พนมมือกราบทูลถามด้วยใจอันนอบน้อมว่า "ข้าแต่พระจอมมุนี ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าบาทได้พบเห็นพระกษิติครรภโพธิสัตว์ใช้วิธีต่าง ๆ นานาฉุดช่วยสรรพสัตว์ที่หลงอยู่ในอบายภูมิทั้ง 6 โดยมิได้ทรงย่อท้อหรือหวั่นเกรงต่อความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากเลย" 

             "แต่ทว่าเมื่อสรรพสัตว์เหล่านั้นเขาถูกปลดปล่อยออกจากนรกภูมิมาได้ไม่นานก็กลับตกล่วงลงสู่ทางแห่งอบายภูมิอีก ข้าแต่พระตถาคตเจ้าด้วยอิทธิฤทธิ์อันสูงส่งและล้ำเลิศของพระกษิติครรภโพธิสัตว์ เหตุไฉนจึงไม่อาจทำ
             ให้ปุถุชนทั้งหลายในโลกียโลกยอมหันมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อจะได้ออกจากห้วงทุกข์โดยสิ้นเชิงพระเจ้าข้า ?" 

             พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า "นับเป็นเวลาหลายอสงไขยกัปป์แล้ว ที่พระกษิติครรภโพธิสัตว์สู้อุตส่าห์ค้นหาวิธีการต่าง ๆ มาฉุดช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากห้วงแห่งบาปกรรมเสียแต่เนิ่น ๆ โดยที่ท่านจะพยายามชี้แนะตักเตือนให้ทุกคนได้รู้สึกสำนึกถึงเรื่องบาปเวร ตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่" 

             "แต่ทว่าสรรพสัตว์ในโลกส่วนใหญ่มีจิตใจที่แข็งกระด้างและยากที่จะสยบโดยเฉพาะสันดานชั่งที่พวกเขาได้พอกพูนสะสมไว้ มันหนาแน่นเหลือเกิน
             เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้จึงประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย ประเดี๋ยวเข้า ประเดี๋ยวออก เฝ้าวน ๆ เวียน ๆ อยู่แต่ในเขตอบายภูมิไม่เคยห่าง เหตุนี้เองจึงทำให้พระกษิติครรภโพธิสัตว์ต้องเหนื่อยยากลำบากในการฉุดช่วยสรรพสัตว์ครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างมิได้หยุดหย่อน เปรียบได้กับถ้ามีผู้หลงเช้าไปหนทางที่มืดมิดระหว่างทางจะต้องเผชิญกับเหล่าปีศาจและสัตว์ร้ายมากมาย 
             เมื่อคนมีจิตใจเมตตาอารีพบเข้า ก็จะบอกแก่เขาว่า "ทำไมท่านจึงจะก้าวเดินเข้าไปในเส้นทางที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายเล่า? แล้วตัวท่านจะสามารถหลบหลีกอันตรายเหล่านั้นได้หมดหรือ?" 

             หากคนซึ่งกำลังเดินหลงทางได้ยินแล้วสำนึกได้ว่า หนทางที่มืดและเต็มไปด้วยภัยอันตรายนั้นไม่น่าเดินเลยเช่นนี้แล้วคนผู้มีใจเมตตาอารีก็จะนำทางให้พวกเขาออกไปสู่เส้นทางที่สว่างและปลอดภัย พร้อมกับตักเตือนว่า 
"ต่อไปพวกท่านจงอย่าเดินทางนี้อีกเลย 

             หากท่านหวนกลับไปใช้เส้นทางเดิม ก็จะหาทางออกไม่ได้ และได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต
             ถ้าญาติพี่น้องของท่านคนใดจะเดินเข้าไปสู่เส้นทางมรณะนั้น ก็จงบอกกล่าวตักเตือนและอย่ายอมให้เขาเดินต่อไปอีกเลย" 

             วิญญาณบาปทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน หากพวกเขาได้รู้ซึ้งถึงความทุกข์ยากในนรกเมื่อได้รับการปลดปล่อยออกมาแล้วก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่อยากตกลงสู่อบายภูมิอีกเปรียบเสมือนคนหลงทางที่ได้พบผู้ใจบุญมาชี้แนะนำพาแล้ว เขาก็จะไม่กลับไปเดินในเส้นทางอันตรายอีก
             นอกจากนั้นหากได้พบเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องอันเป็นที่รัก เขาก็จะรีบกล่าวตักเตือนทันที ทั้งนี้เป็นเพราะตัวเขาเองได้เคยหลงเดินทางนั้นมาก่อนแล้วนั่นเอง 

             อนิจจา.....ช่างน่าสังเวชเหลือเกิน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อคำเตือนของผู้มีจิตเมตตาไม่ต่างอะไรกับการที่พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้พยายามทำทุกวิถีทางจนสามารถปลดปล่อยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากได้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังดื้อรั้นโอหังอวดดีไม่ยอมเชื่อฟัง ต่างพากันตั้งอยู่ในความประมาทเป็นเหตุให้อีกไม่นานต่อมาต้องถลำลึกตกลงสู่นรกภูมิ จนไม่มีวันจะได้ผุดได้เกิดอีก" 

             ในขณะนั้น จ้าวแห่งปีศาจตนหนึ่ง ได้พนมมือขึ้นกราบบังคมทูลพระพุทธองค์ว่า "ข้าแต่พระตถาคตเจ้าเหล่าข้าบาทพร้อมด้วยบริวารทั้งหลายซึ่งอยู่ในโลกียโลกบางเหล่าก็สร้างคุณประโยชน์แก่มนุษย์ บางเหล่าก็ให้โทษต่อมนุษย์ทั้งนี้เนื่องด้วยบุญกุศลกรือบาปกรรมที่พวกเขาทั้งหลายได้ก่อขึ้น
             เหล่าข้าบาทได้ตระเวนไปทั่วสาระทิศ แต่ก็ต้องพบกับการกระทำที่เลวทรามต่ำช้าของพวกมนุษย์ มากกว่าที่จะได้พบเห็นสิ่งดีงาม 

             แท้จริงแล้ว หากเมื่อใดก็ตามที่พวกข้าบาทได้พบเห็นผู้คนในบ้านเรือนไหนทำความดี แม้ว่าจะเป็นความดีเพียงขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น การจุดธูปประทีป หรือถวายภัตตาหารเจและดอกไม้แด่รูปเคารพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าพระองค์ใดหรือแม้แต่มีจิตศรัทธาสวดมนต์ภาวนาเพียงไม่กี่คำ เมื่อนั้นพวกข้าบาทและเหล่าภูตผีทั้งหลาย ก็จะให้ความนับถือบุคคลผู้นั้นเหมือนดังที่เราเคารพบูชาองค์พระพุทธะเช่นเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นตัวข้าบาทเองยังจะบัญชาให้สมุนบริวารภูตผีทั้งหลายไปคอยปกป้องคุ้มกัน มิให้โรคภัยไข้เจ็บและสิ่งอัปมงคลเข้าไปกร้ำกรายในเขตบ้านเรือนของบุคคลผู้นั้นโดยเด็ดขาด เช่นนี้แล้ว ไฉนเลยพวกมนุษย์กลับจะมากล่าวหาว่าเหล่าข้าบาทเข้าไปเที่ยวระรานรังควานผู้คนถึงในบ้านโดยไร้เหตุผล" 

             องค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงตรัสแก่จ้าวแห่งภูตผีตนนั้นว่า "ดีแล้ว....ที่พวกท่านและบริวารได้ช่วยกันปกป้องเกื้อหนุนมนุษย์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย เราจะกำชับให้พระยามารสอดส่องดูแลเอาใจใส่พวกท่านด้วย" 

             เวลานั้นในที่ประชุม ท้าวเวสสุวรรณได้กราบบังคมทูลต่อพระพุทธองค์ว่า " ข้าแต่พระบรมโลกนาถเจ้า อันตัวข้าบาทนี้แม้จะมีหน้าที่ดูแลติดตามบัญชีวิญญาณของคนเกิดคนตายแล้วก็ยังอยากจะเกื้อหนุนอำนวยประโยชน์แก่พวกเขาด้วย แต่ช่างน่าเสียดายที่ปุถุชนในโลกียโลกไม่เข้าใจความปรารถนาดีของข้าบาท จึงทำให้พวกเขาต้องปราศจากความสุขทั้งในยามที่มีชีวิตอยู่และเมื่อตายไปแล้ว" 

             ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้ที่จะเกิดมาในโลกมนุษย์หากขณะที่มารดากำลังตั้งครรภ์อยู่ได้ทำบุญสร้างกุศลเอาไว้ ก็จะเป็นการเพิ่มบารมีธรรมและอำนวยความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ครอบครัว 
             ประการสำคัญจะส่งผลให้บรรดาเทพพรหมพระภูมิเจ้าที่ บังเกิดเมตตาจิตมาคอยปกปักษ์รักษาทั้งแม่และลูกทำให้ทุก ๆ คนในบ้านพลอยได้รับความคุ้มครองไปด้วย 

             เหตุฉะนี้บ้านเรือนใดมีทารกเกิดใหม่จงอย่าฆ่าสัตว์เอาเนื้อมาทำเป็นอาหารบำรุงมารดาและจงอย่าจัดงานเลี้ยงด้วยการกินเนื้อ ดื่มสุรา เต้นรำ ทำเพลงเพื่อฉลองวันเกิดโดยเด็ดขาด 
             เพราะหากประพฤติเช่นนั้นจะทำให้ทั้งแม่และลูกที่เกิดมา ต่อไปภายหน้าชีวิตจะต้องปราศจากความสุข 

             ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?....ก็เพราะในวันที่ทารกคลอดมักมีพวกภูตผีปีศาจ เปรตผีกระสือมากมาย ที่หิวกระหายและชอบกลิ่นคาวเลือดจะพากันมาคอยวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ 
             แต่เพื่อที่จะปกป้องคุ้มครองมนุษย์ข้าบาทก็ได้ออกคำสั่งกำชับให้บรรดาเทพเบื้องล่าง ตลอดจนพระภูมิ เจ้าที่ทั้งหลายคอยคุ้มกันดูแลแม่และลูกให้ทั้งคู่ปลอดภัย
             เพราะฉะนั้นมนุษย์ทั้งหลายจึงสมควรสร้างความดี ทำบุญสุนทานให้มากเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจและขอบพระคุณต่อเทพยดาและพระภูมิเจ้าที่ในบ้านเรือนของตน 
             แต่ช่างน่าอเน็จอนาถใจยิ่งนัก ที่พวกมนุษย์ทั้งหลายไม่เพียงแต่ไม่รู้จักสำนึกตอบแทนบุญคุณ ซ้ำร้ายยังฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่นเอาเนื้อมากินเลี้ยง ดื่มสุราร้องรำทำเพลงอย่างเมามายเป็นการฉลองด้วยบาปกรรมที่พวกเขาได้สร้างขึ้น จึงทำให้ตัวเอง ภรรยาและลูก ต้องพลอยมีหนี้สินบาปเวรติดตัวกันไปหมด 

             ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าบาทได้พบเห็นแล้วว่า โดยปกติมนุษย์ที่กำลังจะสิ้นใจ หากยามมีชีวิตอยู่เขาเคยสร้างทั้งกรรมดีและกรรมชั่วปะปนกัน ในขณะที่วิญญาณจะออกจากร่าง ก็จะมีพวกปีศาจ มาร อสุรกาย ปลอมแปลงเป็นบิดามารดาหรือคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมรักใคร่มาลวงล่อให้วิญญาณของเขาผู้นั้นติดตามไปสู่อบายภูมิเพื่อเป็นพรรคพวกตน 

             "ปุถุชนทั้งหลายในโลกเมื่อใกล้จะสิ้นใจ สติสัมปชัญญะของพวกเขาก็จะเลือนลาง อายตนะและประสาทสัมผัสก็จะดับวูบลง ไม่รับรู้แสงเสียงใด ๆ อีก 
             ยามนั้นคนในครอบครัวของเขา ควรน้อมสักการะบูชาต่อพระพุทธปฏิมาพร้อมกับสวดภาวนาพระนามของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือ
             ด้วยการกระทำอันประเสริฐยิ่งเช่นนี้ จะยังผลให้ดวงวิญญาณของผู้ที่ใกล้จะตายสามารถรอดพ้นจากการคุกคามของเหล่าภูตผีปีศาจและวิญญาณชั่วร้ายทั้งหลายซึ่งเฝ้าคอยจ้องจะจับเอาวิญญาณคนตายไปเป็นสมุนบริวาร 
             ข้าแต่องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถเจ้า อันบุคคลผู้ที่ใกล้จะสิ้นใจนั้น หากได้ยินพระนามของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายหรือได้สดับฟังบทสวดมนต์ด้วยจิตศรัทธา วิญญาณของบุคคลผู้นั้นก็จะไม่ต้องลงสู่นรกอเวจีและหากเป็นผู้ที่มีโทษทัณฑ์ติดตัวเพียงเล็กน้อยก็จะได้รับการปลดปล่อยเสียทันที....พระเจ้าข้า" 

             พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสแก่ท้าวเวสสุวรรณว่า "ท่านได้มีเมตตาจิตคอยปกป้องและพยายามช่วยเหลือมนุษย์ที่หลงอยู่ในวัฏฏะสงสารมาแล้วถึงเพียงนี้ ต่อไปในภายหน้า ท่านจงช่วยเหลือผู้ที่กำลังจะสิ้นใจเหล่านั้น ให้ได้พบกับความสงบสุขในสัมปรายภพและจงรักษาปณิธานอันประเสริฐเช่นนี้สืบต่อไปอย่าได้ท้อถอยเลย" 
             ท้าวเวสสุวรรณได้สดับฟังพุทธโอวาทแล้วจึงกราบทูลว่า "ขอพระพุทธองค์อย่าได้ทรงปริวิตกในข้อนั้นเลยพระเจ้าข้า ข้าบาทจะพยายามช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลายให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในยามที่เขายังมีชีวิตหรือตายไปแล้วก็ตามเพื่อให้ทุกคนได้พบกับความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป 
             ขอแต่เพียงให้มนุษย์ทั้งหลาย ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ยอมรับฟังและปฏิบัติตามคำตักเตือนของข้าบาทเท่านั้น เช่นนี้แล้ว ...พวกเขาย่อมจะได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวง และเมื่อตายจากโลกนี้ไป วิญญาณของพวกเขาก็จะเป็นอิสระอย่างแน่นอนพระเจ้าข้า" 

             ครั้นแล้ว องค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงหันมาตรัสแก่ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ว่า "ท้าวเวสสุวรรณท่านนี้ ในอดีตเป็นผู้ที่เคยรักษาการณ์ในตำเหน่งพญายมมาทั้งนี้ก็เพื่อจะหกป้องคุ้มครองมนุษย์จำนวนมากมายมหาศาลที่ยังต้องเวียนว่าตายเกิดนี่คือ ข้ออธิษฐานบารมีของท่าน
             แท้ที่จริงท่านมิใช่จอมอสูร และนับจากนี้ไปเป็นเวลา 170 อสงไขย ท่านก็จะได้สำเร็จมรรคผลเข้าสู่พุทธภูมิ 
             ดูก่อน...กษิติครรภโพธิสัตว์ อันความปรีชาสามารถของท้าวเวสสุวรรณนั้นลึกล้ำสุดจะหยั่ง และเหล่าเวไนยสัตว์ที่ท่านได้ฉุดช่วยมาแล้ว ก็มีจำนวนมากมายเกินกว่าจะประมาณได้เช่นกัน"