กุศลผลบุญของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

160 Views

            ในขณะนั้น พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ได้กราบบังคมทูลพระพุทธองค์ว่า "ข้าแต่พระตถาคตเจ้า ข้าบาทได้พิจารณาสำรวจดูการกระทำของสรรพสัตว์ในโลกียโลกแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นไปในทางอกุศลแทบทั้งสิ้น แม้บางโอกาสพวกเขาจะได้สร้างความดีกันบ้าง ก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิด และจะมีกุศลจิตเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ยังไม่ทันที่จะบังเกิดอานิสงส์ตอบสนอง พวกเขาก็พากันถดถอยเลิกปฏิบัติเสียแล้ว

            บุคคลเหล่านี้จึงเป็นเหมือนผู้ที่แบกก้อนศิลาอันหนักอึ้ง แล้วเดินย่ำไปบนดินแลน ยิ่งเดินก็ยิ่งหนักทุก ๆ ย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ถ้าแม้นว่าพวกเขามีโอกาสได้พบพานผู้มีปัญญาและเปี่ยมด้วยบุญบารมีมาช่วยปลดเปลื้องก้อนศิลาหนักลงจากหลัง แล้วพยุงเขาไปจนถึงแผ่นดิน ท้ายที่สุดยังคอยเตือนสติมิให้เขาหวนกลับไปเดินในโคลนตมอีกเช่นนี้แล้วจึงจะเรียกว่าได้ฉุดช่วยให้พวกเขาพ้นจากความทุกข์ยากโดยสมบูรณ์
            ฉะนั้นการอบรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้เข้าใจและสามารถได้รับการถ่ายทอดหลักสัจจธรรมอันเที่ยงแท้เป็นเหตุให้พวกเขาละจากทางชั่วกลับขึ้นมาเดินอยู่บนวิถีแห่งกุศลธรรมด้วยวิธีนี้จึงจะเป็นการนำพาสรรพสัตว์เหล่านั้นออกจากทางแห่งอบายภูมิได้อย่างแท้จริง 

            "ข้าแต่พระคถาคตเจ้าปุถุชนมากมายที่มีสันดานชั่วฝังแน่นในจิตใจนั่นเป็นเพราะพวกเขาได้เริ่มต้นจากการกระทำความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วไม่ยอมแก้ไขปรับปรุงตัวเองกระทั่งมันค่อย ๆ สะสมพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นการสร้างบาปใหญ่มหันต์ 
            บุคคลเล่านี้เมื่อใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตพ่อแม่พี่น้อง จงเร่งสร้างบุญสร้างกุศลเพื่อเป็นการนำทางให้แก่ดวงวิญญาณของเขา 

            โดยเฉพาะสมควรอย่างยิ่งที่จะจุดประทีปน้ำมันและเครื่องหอมเพื่อถวายสักการบูชาต่อเบื้องพระพักตร์ พระพุทธปฏิมา พร้อมกับสวดท่องนามของพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ด้วยเสียงอันดัง เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะสิ้นใจเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วสามารถจดจำติดตรึงไว้ในจิตญาณของตน 

            แม้ว่าบาปกรรมทั้งหลายที่สรรพสัตว์นั้นก่อขึ้นจะเป็นปัจจัยนำพาให้พวกเขาต้องตกล่วงลงสู่นรกภูมิ แต่ถ้าหากในครอบครัวของเขามีบุคคลใดบุคคลหนึ่งตั้งใจปฏิบัติธรรม ถือศีลกินเจ สร้างบุญสร้างกุศลอุทิศให้แก่พวกเขา เช่นนี้ก็ยังจะสามารถช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ 
            ประการสำคัญ ถ้าภายใน 49 วันหลังจากที่บุคคลผู้นั้นตายไป หากบรรดาญาติพี่น้องพยายามบริจาคทานสร้างบุญสร้างกุศลแทนผู้ตายให้มากที่สุด ก็จะสามารถฉุดช่วยดวงวิญญาณของเขาให้รอดพ้นจากอบายภูมิ หรืออาจจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็จะทำให้บุคคลในครอบครัวพลอยได้รับอานิสงส์ผลบุญพร้อมกันไปด้วย
            เหตุฉะนี้ ข้าพเจ้าขอให้บรรดาเทพพรหมทุกหมู่เหล่าจงโปรดช่วยกันตักเตือนมวลมนุษย์ในโลกียโลกว่า ก่อนที่วาระสุดท้ายแห่งชีวิตจะมาถึง ลมหายใจกำลังจะหมดสิ้นพวกเขาจำต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ จงอย่าสร้างบาปกรรมใด ๆ จงอย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพื่อเซ่นไหว้ภูตผีปีศาจ หรือบวงสรวงอ้อนวอนเทพยดาเจ้าป่าเจ้าเขาให้ช่วยโดยเด็ดขาด

 

            เพราะเหตุใดหรือ? ก็เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเซ่นไหว้ภูตผี ล้วนแต่ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่ผู้ตายเลยตรงกันข้ามซ้ำร้ายกลับจะเป็นการเอาหนี้สินบาปเวรไปเพิ่มให้กับวิญญาณผู้ตายอีก

            หากบุคคลใด เป็นผู้ที่มีบุญกุศลเพียงพอที่จะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือจะได้ไปสู่สุคติภพ แต่ทว่าก่อนสิ้นใจหรือในงานศพ ญาติพี่น้องได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อทำพิธีเซ่นไหว้และจัดเลี้ยง เช่นนี้แล้วกลับจะทำให้วิญญาณของสัตว์ที่ถูกฆ่าเกิดความอาฆาตพยาบาทโกรธแค้น ผูกใจเจ็บคนที่ตาย อันจะเป็นเหตุทำให้วิญญาณของบุคคลนั้นถูกหน่วงเหนี่ยวไว้จนไม่สามารถไปสู่ภพภูมิที่ดีได้

            หรือหากขณะที่มีชีวิตอยู่ผู้ตายไม่เคยได้สร้างบุญกุศลใด ๆ ไว้เลย ก็จะยิ่งทำให้เขาต้องถูกเพิ่มโทษทัณฑ์ในนรกหนักซ้ำลงไปอีก ทั้งนี้ก็เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของญาติพี่น้องนั่นเอง

            เปรียบเสมือน คนที่อดข้าวมาแล้ว 3 วัน แต่ยังต้องแบกสัมภาระหนักถึงหมื่นชั่งไว้บนหลัง ครั้นกลับถึงบ้านจวนเจียนจะสิ้นแรงอยู่แล้ว ยังถูกคนในบ้านบังคับให้แบกภาระเพิ่มเข้าไปอีก 

            "ข้าแต่พระคถาคตเจ้าข้าบาทได้พิจารณาเห็นถึงวิสัยของปุถุชนในโลกียในโลกียโลกดังนี้แล้วขอแต่เพียงพวกแหล่านั้น ได้กระทำคุณงามความดีตามหลักธรรมคำสอนในศาสนาของตน ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าไรก็ตามกุศลผลบุญทั้งหมดก็จะต้องเป็นของเขาเอง หาใช่จะตกไปเป็นของคนอื่นไม่" 

            ครั้นพระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้ตรัสถึงตรงนี้ ณ ที่นั้นได้มีนักพรตอาวุโสผู้ซึ่งสำเร็จญาณชั้นสูงในอดีตกาลองค์หนึ่งมีพระนามว่า "ต้าปั้น" ท่านเป็นผู้ที่ได้สำแดงกายไปโปรดสัตว์ทั่วสากลจักรวาล
            ในกาลนั้นท่านก็ได้ขอประทานโอกาสเข้ากราบทูลถามพระกษิติครรภโพธิสัตว์ว่า 

            "ข้าแต่พระโพธิสัตว์เจ้าปุถุชนในโลกเมื่อตายไปแล้วหากครอบครัวของเขาได้สร้างบุญกุศลต่าง ๆ โดยกินเจรักษาศีลปฏิบัติธรรม ถวายภัตตาหารเจแด่พระภิกษุ นักบวช นักพรต ผู้ทรงศีล พร้อมกับบริจาคทรัพย์สิ่งของออกเป็นทานเมื่อกระทำเช่นนี้แล้วกุศลผลบุญนั้นจะสามารถปลดปล่อยจิตญาณของผู้ตายให้รอดพ้นจากอบายภูมิหรือไม่ ? พระเจ้าข้า" 

            พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้ตรัสตอบว่า 
            " ดูก่อน...ท่านผู้อาวุโสนอกเหนือจากอานิสงส์ผลบุญที่ญาติพี่น้องของผู้ตายได้สร้างไว้ดังกล่าวแล้ว การได้สวดท่องพระนามของพระพุทธเจ้าหรือพระนามของพระโพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่งให้ผู้ที่กำลังจะสิ้นใจได้ยิน หากบุคคลผู้นั้นมีสติระลึกได้ถึงอำนาจพระพุทธคุณ ไม่ว่าเขาจะมีทุกข์หรือไม่มีบาปหรือไม่ก็ตามจิตญาณของเขาก็จะถูกปลดปล่อยออกจากร่างไปได้โดยสงบ" 

            หากบุคคลใดขณะมีชีวิตอยู่สร้างกรรมชั่วไว้มากกว่ากรรมดี แต่เมื่อใกล้จะตายญาติพี่น้องได้ทำบุญสร้างกุศลอุทิศให้แก่เขา เช่นนี้แล้วหากบุญกุศลทั้งหลายมี 7 ส่วนผู้ตายจะรับ 1 ส่วน อีก 6 ส่วน ญาติพี่น้องผู้ที่กระทำจะได้รับผลบุญนั้นเอง 
            เหตุฉะนี้ หากบุคคลใดสามารถฉวยโอกาสในยามที่มีชีวิตอยู่และสังขารร่างกายยังแข็งแรงสมบูรณ์ดี มารีบเร่งบำเพ็ญธรรมสร้างกุศลเสียแต่เนิ่น ๆ เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เขาผู้นั้นก็จะได้รับบุญกุศลที่ตนเองทำไว้ทั้งหมด

            อนิจจังไม่เที่ยง....สักวันหนึ่งเมื่อตายไป ถึงเวลาที่ยมฑูตมาเอาตัวไปไว้ยังสถานที่พักวิญญาณแล้ว ในขณะนั้นวิญญาณทั้งหลายต่างก็ไม่อาจรู้ได้ว่าตนมีบุญหรือบาปติดตัวอยู่มากน้อยเท่าไร ทั้งนี้เพราะคนที่ตายแล้วภายใน 49 วัน วิญญาณของเขาก็เหมือนกับคนที่หูหนวกตาบอด ยังไม่สามารถรับรู้เรื่องราวใด ๆ ทั้งสิ้น พวกเขาจะต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาตัดสินของพญายมผู้เป็นใหญ่ 
            ทว่าในช่วงเวลาก่อนการพิพากษาตัดสินเหล่าวิญญาณทั้งหลายจะเป็นทุกข์กระวนกระวายใจอย่างที่สุด

 

            ก่อนจะถึงการตัดสินโทษ วิญญาณของคนที่ตายไปจะมีความกระหายร้อนรนอย่างยิ่งที่จะให้ญาติพี่น้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ทั้งนี้เพราะหลังจาก 49 วันไปแล้วพวกเขาจะต้องถูกนำตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามบาปกรรมที่ตนได้ก่อไว้ทันที 
            ถ้าหากเป็นคนบาปหนาก็จะต้องไปรับโทษเป็นเวลาถึงร้อยปีพันปี และถ้าทำบาปนักถึงขั้นตกนรกอเวจี ก็จะต้องได้รับทุกข์ทรมานไปเป็นเวลานานหลายอสงไขย 
            แต่หากญาติพี่น้องของวิญญาณบาปเหล่านั้นเป็นผู้มีจิตศรัทธา กราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ ทุกครั้งที่จะรับประทานอาหารเจก็ยกทูนขึ้นเหนือศีรษะเพื่อระลึกถึงและขอบพระคุณฟ้าดิน ตลอดเวลาไม่เคยเหยียบย่ำหรือทิ้งขว้างแม้ข้าวสักเพียงเมล็ดหนึ่ง 

            "หากคนในครอบครัวปฏิบัติตนด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้ ดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็จะได้รับอานิสงส์ผลบุญด้วย ฉะนั้นบุคคลใดที่บิดามารดาหรือญาติที่น้องได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว หากเขาสามารถนำภัตตาหารเจไปถวายสักการะและบริจาคทานเป็นพลีบูชาแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์แล้วแผ่กุศลผลบุญไปให้วิญญาณผู้ตาย 
            อานิสงส์จากการกระทำดังกล่าวจะบังเกิดขึ้นทั้งต่อผู้ปฏิบัติที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่ล่วงลับไปแล้วพร้อม ๆ กัน" 
            ครั้นพระกษิติครรภโพธิสัตว์มีพระดำรัสจบลง เหล่าพุทธะ โพธิสัตว์ เทพยดาทุกหมู่เหล่า ต่างก็ได้เปล่งอุทานด้วยความปลาบปลื้มปิติ ขณะนั้นพระอริยะเจ้าต้าปั้นก็ได้โน้มกายกราบลงแล้วถอยเข้าสู่ที่ประทับ