Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
อบายภูมิและสภาพการณ์ในนรก | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

อบายภูมิและสภาพการณ์ในนรก

253 Views

              ในขณะนั้น พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ได้กล่าวต่อพระกษิติครรภโพธิสัตว์ว่า "ข้าแต่ท่านผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตา ขอท่านได้โปรดอรรถาธิบายแก่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ตลอดจนทวยเทพ นิกรเทวา และสรรพสัตว์ทั้งหลายทุกหมู่เหล่าให้ได้รู้ถึงความหมายของ "อบายภูมิ" และสภาพการณ์ในนรก ทั้นี้เพื่อให้บรรดาสรรพสัตว์ในอนาคตกาลที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จะได้มีข้อเต้อนสติพวกเขาว่าเรื่องบาปบุญและเวรกรรมนั้นมีจริงแล้วกลับใจหันมาปฏิบัติธรรมกันด้วยเถิด" 

              พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้กล่าวแก่ที่ประชุมว่า "วันนี้ข้าพระองค์ได้รับพระมหาเมตตาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี และบารมีแห่งพระโพธิสัตว์เจ้าทุกพระองค์เกื่อหนุนจึงจะขอสาธยายถึงความหมายของ "อบายภูมิ" และสภาพการณ์ในนรก โปรดสดับฟังเถิด 

              "อบายภูมิ" หมายถึงภูมิที่ไม่เจริญ แบ่งเป็นภูมิย่อยจากต่ำสุด แล้วสูงขึ้นไปโดยลำดับนี้ 
              1. นิรยภูมิ คือภูมินรกอันประกอบด้วย มหานรกเป็นนรกขุมใหญ่ อุสสุทนรกเป็นนรกที่ล้อมรอบมหานรก ยมโลกนรก เป็นนรกที่ล้อมรอบมหานรกและอุสสุทนรก โลกันตนรก เป็นนรกที่อยู่นอกจักรวาล ซึ่งมีแต่ความมืดยิ่งนัก
              2. เปตติวิสันภูมิ คือแดนเปรต เป็นที่อยู่ของสัตว์นรกผู้ห่างไกลจากความสุขไม่มีที่สถานที่อยู่โดยเฉพาะ เป็นชีวิตที่น่าสมเพช ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความอดอยาก มีความหิวกระหายอย่างแสนสาหัส มิได้บริโภคอาหารเลย 

              3. อสูรกายภูมิ คือแดนของวิญญาณบาปที่ต้องทุกขเวทนาเพราะความกระหายน้ำ พวกอสุรกายมีความทุกข์ทรมานคล้ายกับพวกเปรต
              4. ติรัจฉานภูมิ คือโลกของสัตว์ผู้มีลำตัวไปตามขวาง ต้องคว่ำอกเดินไปแบ่งเป็น 4 พวกคือ    
              พวกที่ไม่มีเท้า ได้แก่ งู ปลา ฯลฯ 
              พวกที่มี 2 เท้า ได้แก่ นก เป็ด ไก่ ฯลฯ
              พวกที่มี 4 เท้า ได้แก่ ช้าง ม้า วัว ฯลฯ
              พวกที่มีขามาก ได้แก่ มด ตะขาบ ฯลฯ
              ท่านทั้งหลาย....อบายภูมิเหล่านี้เป็นแดนเกิดของสรรพสัตว์ที่ได้สร้างอกุศลกรรมไว้ในขณะมีชีวิตอยู่ เมื่อตายไปวิญญาณจึงตกล่วงลงสู่อบายภูมิต่าง ๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภท ของบาปที่พวกเขาได้กระทำ" 

              "ดูก่อน...ท่านผู้มีมหาเมตตา สภาพการณ์ในนรกภูมินั้น เต็มไปด้วยการลงโทษที่มีลักษณะต่าง ๆ กันเช่น บ้างต้องลอยคออยู่ในทะเลคูถมูตรจมอยู่ในบ่อเลือด น้ำหนอง อุจจาระปัสสาวะ บ้างต้องถูกงูเหล็ก สุนัขเหล็ก นกเหล็กไล่กัดกิน บ้างต้องถูกแช่ในน้ำแข็ง บ้างต้องถูกไฟบรรลัยกัลป์แผดเผา บ้างต้องถูกต้มในกระทะทองแดง บ้างต้องถูกแมลงพิษกัดต่อยทั้งตัว บ้างต้องถูกสว่านเจาะตามเนื้อตัวจนทะลุ บ้างต้องถูกตัดลิ้นควักลูกตา 

              บ้างต้องถูกผ่าท้องกระชากไส้ ควักหัวใจ บ้างต้องถูกเชือดใบหน้า บ้างต้องถูกตัดแขนตัดขา บ้างต้องถูกแขวนห้อยหัวลง บ้างต้องถูโม่ยักษ์บดขยี้ บ้างต้องถูกโยนลงขุมอสรพิษ 
              ที่กล่าวมานี้เป็นลักษณะของโทษทัณฑ์เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งที่มีอยู่ในขุมนรกต่าง ๆ จะกล่าวไปใยถึงการลงโทษที่น่าสะพรึงกลัวน่าสยดสยอง อีกหลายร้อยหลายพันประการในขุมนรกที่มีอยู่นับพันนับหมื่นขุม ว่าจะยิ่งทุกข์ทรมานสาหัสฉกาจฉกรรจ์ขนาดไหน" 
              ดูก่อน...ท่านทั้งหลาย แรงกรรมนั้นมีอานุภาพมากบาปเวรที่สรรพสัตว์ในโลกได้พากันสร้างไว้จะพอกพูนสูงขึ้น จนมากล้นทะเลมหาสมุทร จนสูงใหญ่กว่าเขาพระสุเมรุ 

              แรงแห่งบาปกรรมนี้มีอำนาจมากมาย ไม่เพียงแต่จะคอยขัดขวางผู้บำเพ็ญธรรมเท่านั้น มันยังจะทำลายล้างโลกให้วินาศบรรลัยลง เหตุฉะนี้ เวไนยสัตว์ทั้งหลายจงอย่าชะล่าใจ ดูแคลนว่าการกระทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นไม่มีโทษภัย 
              บัญชีกรรมไม่มีการตกหล่นสูญหายแม้แต่น้อยนิด สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างมีกรรมเป็นของตน ถึงจะเป็นพ่อแม่พี่น้องกันก็ต้องต่างไปรับผลกรรมของตน จะรับโทษแทนกันนั้นไม่ได้เลย
              มนุษย์ทั้งหลายเมื่อตายลงไปแล้ว พวกเขาจะประจักษ์แจ้งแก่ใจยิ่งขึ้นว่าเรื่องราวของสนุษย์นั้นมิได้จบสิ้นไปพร้อมกับความตายเลย พวกที่ขณะยังมีชีวิตอยู่ไม่เชื่อบุญเชื่อบาป ไม่เชื่อกฎแห่งกรรมสนองกรรมเมื่อตกไปถึงแดนนรกพอรู้สึกสำนึกตัวได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว
              เรื่องราวมากมายในนรกภูมิถึงข้าพเจ้าจะใช้เวลาตลอดชั่วกัปป์นี้ก็มิอาจจะพรรณาได้หมดสิ้นจึงขอวิสัชนาแสดงแก่ท่านทั้งหลายเพียงแต่เท่านี้" ครั้นแล้วบรรดาพระโพธิสัตว์และเหล่าเทพเทวาทั้งหลายก็ได้เปล่งวาจาน้อมรับขึ้นโดยพร้อมเพรียงกันว่า "สาธุ....สาธุ....สาธุ"