วงเวียนกรรมของเวไนยสัตว์

265 Views

              ในขณะนั้น พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้กราบบังคมทูลต่อพระพุทธองค์ว่า "ข้าแต่พระตถาคตเจ้า อันตัวข้าบาทนี้ได้อาศัยพึ่งพาพุทธานุภาพแห่งพระองค์ท่าน จึงสามารถนิรมานกายออกไปฉุดช่วยเวไนยสัตว์ที่กำลังตกอยู่ในห้วงทุกข์ทั่วหมื่นพันโลกธาตุ

              หากแม้นมิใช่ด้วยพระองค์ทรงเมตตาปกแผ่พระบารมีแก่ข้าบาทแล้ว ลำพังเพียงตัวของข้าบาทเองย่อมมิอาจจะกระทำเช่นนั้นได้ ครั้นบัดนี้มาได้รับพระบัญชาจากพระองค์ให้โปรดฉุดช่วยเวไนยสัตว์ที่ตกจมอยู่อบายภูมิทั้ง 6 เพื่อรอคอยเวลาแห่งมหามิ่งมงคลกาลที่องค์พระศรีอาริยเมตไตรยจะลงมาตรัสรู้บนโลกฉะนั้น ตัวข้าพระบาทยิ่งต้องช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ยากลำบาก ตามพระพุทธประสงค์ให้จงได้

              ขอองค์พระตถาคตเจ้าทรงโปรดวางพระทัยเถิดพระเจ้าข้า" 

   

              ครั้นแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระกษิติครรภโพธิสัตว์ว่า "บรรดาเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายที่ยังไม่หลุดพ้นนั้น จิตใจยังไม่มั่นคง จึงสร้างกรรมก่อเวรแปรผันไปตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสารวัฏฏ์อันยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบได้กับมัจฉาที่ถูกแหอวนล้อมไว้ แต่หลงเข้าใจผิดคิดว่าได้ว่ายอยู่ในกระแสชลที่กว้างใหญ่แม้จะมีบ้างที่พึ่งสามารถหลุดรอดออกมาได้ใหม่ ๆ แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่ประเดี๋ยวเดียว แล้วก็ต้องกลับลงไปอยู่ในวงล้อมของแหอวนนั้นซ้ำอีก จนไม่มีวันหลุดรอดออกมาได้เป็นคำรบสอง 

              ปุถุชนที่มีความดื้อรั้นฝังแน่นในกมลสันดานเหล่านี้เป็นผู้ที่ตถาคตหนักใจยิ่งนัก แต่เนื่องด้วยท่านมีปณิธานที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ในอันจะฉุดช่วยเวไนยสัตว์ทั้งปวงให้พ้นทุกข์ นี่เองเป็นเหตุให้ตถาคตได้เบาใจลง" 

              ครั้นองค์สมเด็จพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ้นสุดพระดำรัสลง ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ "ติ้งจื่อไจ้หวง" ได้กราบบังคมทูลง่า

              "ข้าพระบาทใคร่ได้ยินได้ฟังเรื่องราว การบำเพ็ญบารมีในแต่ละชาติ ตลอดจนใคร่ทราบว่า พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้ทรงตั้งปณิธานอันใดไว้บ้าง

              ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดพระกรุณาลำดับความเป็นมา ให้เหล่าข้าบาทได้ล่วงรู้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า"

              พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า "พวกท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟัง และตรึกตรองใคร่ครวญให้ดี เราจะไขแสดงให้ทุกท่านได้รับรู้" 

              ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว มีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "อิเซี่ยจื่อเฉินยู้ไล้" ทรงมีพระชันษาหกหมื่นอสงไขยกัลป์ ก่อนที่พระองค์จะทรงออกภิเนษกรมณ์ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ครองนครเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง 

              และทรงมีพระสหายเป็นกษัตริย์ซึ่งครองอยู่อีกเมืองหนึ่งใกล้ ๆกันกษัตริย์ทั้ง 2 พระองค์ได้ปฏิบัติ กุศลบถทั้งสิบและบำเพ็ญประโยชน์แก่สรรพสัตว์เรื่อยมา 

              ทั้งสองพระองค์ได้ทรงปรึกษาหากุศโลบายที่จะชักจูงพสกนิกรให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม กษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงตั้งปณิธานว่า ขอให้ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเร็ว เพื่อจะได้มาโปรดเทศนาสั่งสอนสรรพสัตว์ให้บรรลุเจ้งสู่พระนิพพาน 

              ส่วนกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งได้ทรงตั้งปณิธานว่า ถ้าหากยังไม่สามารถโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้หลุดพ้นจากอกุศลกรรมต่าง ๆ จนบรรลุถึงสุคติหรือพระโพธิญาณแล้ว ก็จะไม่ขอเข้าสู่พุทธภูมิ 

              พระพุทธองค์ได้ทรงมีพระดำรัสสรุปความแก่พระโพธิสัตว์ติ้งจื่อไจ้หวงว่า กษัตริย์ที่ทรงตั้งปณิธานขอให้ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก่อนแล้วจึงจะโปรดสรรพสัตว์นั้นก็คือพระพุทธเจ้า อิเซี่ยจื่อเฉินจิ้วยู้ไล้ ส่วนกษัตริย์ที่ทรงตั้งปณิธานว่า จะขอโปรดสัตว์โลกก่อนแล้วจึงจะเข้าสู่พระพุทธภูมิก็คือ พระกษิติครรภโพธิสัตว์นั่นเอง 

              และแล้วในกาลต่อมาอีกยาวนานในสมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "ชิงเจิน เหลียน ฮัว มู่ ยู้ ไล้" พระองค์ทรงมีพระชันษา 40 อสงไขย 

              ในระหว่างนั้นมีพระอรหันต์รูปหนึ่งได้ออกโปรดสรรพสัตว์ให้รู้จักบำเพ็ญกุศลธรรมเรื่อยมา จนกระทั่งเป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่ปวงชนทั้งหลาย 

              อยู่มาวันหนึ่ง ท่านได้รับนิมนต์จากกุลธิดาผู้หนึ่งนามว่า "มู่ กวง" นางเป็นคนใจบุญ ชอบถวายทานแก่สมณพราหมณ์อยู่เนื่องนิจ ในวันนั้นพระอรหันต์ได้เอ่ยถามนางว่า "เธอได้จัดถวายภัตตาหารอันประณีตเช่นนี้ มีประสงค์สิ่งใดหรือ?" นางจึงตอบว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันมรณะของมารดาข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้ถวายภัตตาหารเจอันบริสุทธิ์เหล่านี้เพื่อประสงค์จะอุทิศส่วนกุศลผลบุญแก่มารดาที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเวลานี้มารดาของข้าพเจ้าไปปฏิสนธิ ณ ที่ใด....เจ้าข้า? 

              พระอรหันต์เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ก็เกิดความเมตตาสงสาร จึงเข้าญาณสมาบัติพิจารณาดูจนรู้แจ้งว่ามารดาของนางตกอยู่ในนรกอเวจีได้รับทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัส พระอรหันต์จึงกล่าวถามนางว่า มารดาของนางเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ได้สร้างอกุศลกรรมอันใดไว้บ้าง บัดนี้จึงต้องตกอยู่ในห้วงทุกข์ที่แสนสาหัสเช่นนั้น 

              นางมู่กวงได้ตอบว่ามารดาของตนขณะยังมีชีวิตอยู่ ชอบกินอาหารจำพวกปลา เต่า และตะพาบน้ำ ฯลฯ โดยเฉพาะลูกของสัตว์เหล่านั้นนับเป็นจำนวนมิอาจประมาณได้ และแล้วนางก็ได้อ้อนวอนถามพระอรหันต์รูปนั้นว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะสามารถปลดเปลื้องทุกข์ของมารดาได้ 

              พระอรหันต์จึงชี้แนะแก่นางว่า "เธอจงสร้างรูปปฏิมา กรรมของพระพุทธเจ้า "ชิงเจินเหลียนฮัวมู่ยู้ไล้" ขึ้นประดิษฐานไว้กราบไหว้สักการะ บูชา และจงตั้งจิตแน่วแน่ภาวนาพระนามของพระองค์ท่านอย่างศรัทธาจริงใจทำเช่นนี้แล้วก็จะบังเกิดมหากุศลอย่างยิ่ง" 

              เมื่อนางได้สดับแล้วก็รีบปฏิบัติตามทันทีโดยนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินในบ้านไปว่าจ้างให้ช่างมาปั้นรูปของพระพุทธเจ้าประดิษฐานไว้ ตลอดเวลาทุก ๆ วัน นางเฝ้ากราบไหว้สักการะ บูชาสวดภาวนาเบื้องหน้าองค์พระปฏิมา ด้วยจิตศรัทธาแน่วแน่ 

              เวลาผ่านไปเป็นลำดับจนกระทั่งในคืนวันหนึ่งนางมู่กวงก็ได้นิมิตเห็นพระรูปกายของพระพุทธเจ้าปรากฏมีพระรัศมีสีทองอร่ามส่องสว่างไสวเจิดจ้า พระสรีระของพระองค์สูงใหญ่ดุจเขาพระสุเมรุ พระองค์ได้ตรัสแก่นางว่า "ดูก่อนกุลธิดา เธออย่าได้เศร้าโศกนักเลย อีกไม่นานมารดาของเธอก็จะมาเกิดใหม่ในบ้านของเธอเองและทารกนั้นก็จะสามารถพูดได้ทันทีที่เกิดความรู้สึก" 

              ครั้นต่อมานิมิตนั้นก็เป็นจริงทุกประการคือหลังจากนั้นไม่นานสาวใช้คนหนึ่งในบ้านของนางมู่กวงก็ได้คลอดบุตรออกมา แต่ยังไม่ครบ 3 ราตรี ทารกนั้นก็ร้องไห้และพูดคร่ำครวญต่อนางว่า 

              "แม่เป็นแม่ของเจ้า ตั้งแต่ที่เราจากกันไปเป็นเวลายาวนาน แม่ต้องตกอยู่ในนรกภูมิ แต่เนื่องด้วยอาศัยอานิสงส์ผลบุญของลูก แม่จึงได้มีโอกาสกลับมาเกิดเป็นลูกของสาวใช้ที่นี่ หากแต่ชาตินี้แม่จะมีชีวิตอยู่เพียงแต่ 13 ปี ก็จะต้องตายจาก แล้วกลับไปรับทุกขเวทนาในนรกอเวจีอีก ลูกเอ๋ย...เจ้าหาวิธีช่วยแม่ให้พ้นจากบาปกรรมและหนี้เวรนี้ด้วยเถิด.." 

              นางมู่กวงได้ถามทารกนั้นว่า "หากเธอเป็นแม่ของเราแล้ว เธอทราบไหมว่าได้หร้างกรรมอันใดไว้จึงต้องตกลงสู่นรกภูมิและทำให้ชาตินี้เกิดมาต้องอายุสั้น" ทารกน้อยจึงตอบว่า "วงเวียนกรรมนั้นเกิด ๆ ดับ ๆ บาปบุญคุณโทษทั้งหลายที่ได้รับล้วนแต่ตัวเราเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น สมัยที่แม่มีชีวิตอยู่กับลูก แม่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม ข่มเหงทารุณแก่ข้าทาสคนใช้ ด้วยเหตุนี้เมื่อตายไปจึงได้รับทุกขเวทนาดังกล่าว ถ้าหากไม่ใช่เพราะลูกเป็นลูกที่กตัญญู ได้สร้างบุญกุศลเพื่อฉุดช่วยแม่แล้วละก็บาปกรรมอันหนักเช่นนี้มีหรือที่แม่จะหลุดรอดออกมาได้" 

   

          นางมู่กวงได้ฟังดังนั้นก็ทราบว่าเป็นมารดาของนางจริงจึงเกิดความเวทนาสงสารยิ่งนัก นางได้ถามทารกน้อยถึงสภาพความทุกข์ในนรกว่าเป็นอย่างไร ทารกน้อยตอบว่า "อันความทุกข์ทรมานในนรกแม่ไม่สามารถจะสาธยายออกมาได้ว่าเป็นอย่างไรรู้แต่ว่า ระหว่างที่ต้องได้รับการทรมานอยู่นั้นมันช่างทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสถึงจะพรรณนาอย่างไรก็ไม่มีวันจบสิ้น แม่ไม่อยากเอ่ยถึงมันอีกเลย" 

              เมื่อนางมู่กวงได้ยินแล้วก็รู้สึกสงสารมารดาอย่างจับใจจนน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม นางได้เงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าร่ำไห้พร้อมกับกล่าวว่า "ข้าแต่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั่วทุกทิศได้โปรดเมตตาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิดขอให้มารดาของข้าพเจ้าจงหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานตลอดกาลนานแม้นถึงกาลมรณะแล้วก็ขออย่าให้มีโทษหนักต้องตกนรกอเวจีอีกเลย เพื่อช่วยมารดาให้ได้รอดพ้นจากอบายภูมิตลอดไป ข้าพเจ้าขอกล่าวสัจจาธิษฐานตั้งปณิธาณต่อหน้าเบื้องพระพุกตร์ของพุทธปฏิมาว่า "ข้าฯ จะปลดเปลื้องสรรพสัตว์ใน 3 ภพให้รอดพ้นจากอบายภูมิจนไปสู่สุคติ หรือบรรลุพระโพธิญาณเมื่อข้า ฯ กระทำได้สำเร็จเวลาใด จึงจะมุ่งสู่แดนพุทธภูมิ" 

              เมื่อกล่าวคำอธิษฐานจบขณะนั้นนางก็ได้ยินพระสุรเสียงของพระพุทธองค์ตรัสว่า "เธอผู้มีมหาเมตตากรุณา เป็นผู้กตัญญูต่อมารดาและตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ เราได้พิจารณาเห็นแล้วว่าเมื่อมารดาของเธอถึงกาลมรณะก็จะเป็นเวลาที่อกุศลกรรมของนางหมดสิ้นลงด้วย ต่อไปนางจะได้ไปเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีอายุยืนนานถึง 100 ปีเมื่อพ้นจากโลกนี้แล้ว จะได้ไปเกิดในแดนสุขาวดีมีอายุนับประมาณมิได้ต่อไปภายหน้านางจะได้สำเร็จพระโพธิญาณโปรดสรรพสัตว์ทั่วทั้งไตรภพ" 

              และแล้วองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมีพระราชดำรัสสรุปความแก่พระโพธิสัตว์ ติ้ง จื่อ ไจ้ หวง ว่า "พระอรหันต์ผู้มาโปรดนางมู่กวงนั้น บัดนี้ก็คือ พระโพธิสัตว์อู๋เลี่ยงอี้" 

              "ส่วนมารดาของนางมู่กวงนั้นบัดนี้ก็คือ พระโพธิสัตว์ เจี่ย โถ่ว และนางมู่กวงในกาลนั้นก็คือ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ผู้ซึ่งตั้งแต่โบราณกาลได้กล่าวสัจจาธิษฐาน ขอตั้งปฏิธานว่าจะโปรดฉุดช่วยสรรพสัตว์ทั้งหมดนั้นเอง" 

              "ในอนาคตกาลต่อไปภายหน้า หากผู้ใดไม่ตั้งมั่นอยู่ในความดีไม่เชื่อใจกฏแห่งกรรมการเวียนว่ายตานเกิด เอาแต่สร้างบาปก่อเวร ไม่ดำรงตนอยู่ในเบญจศีล เห็นผิดเป็นชอบ ลบหลู่พระธรรมคำสอน บุคคลเช่นนี้ตายแล้วต้องไปเกิดอยู่ใสภพภูมิของ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย" 

              " แต่ทว่า....หากผู้ใดมีวาสนาได้พบพานผู้มีบุญโปรดเมตตาตักเตือนชี้แนะหรือสามารถสำนึกตนอีกทั้งมีจิตศรัทธานอบน้อมสักการะระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ด้วยความจริงใจแม้เพียงชั่วขณะจิตเดียวบุคคลผู้นั้นก็สามารถรอดพ้นอบายภูมิทั้งหลาย" 

              "และหากสาธุชนผู้ใดมีจิตศรัทธาถวายบูชาพระกษิติครรภโพธิสัตว์ ด้วยภัตตาหารอันปราศจากชีวิตและเลือดเนื้อสัตว์ สักการะด้วย ธูป ประทีปดอกไม้ เครื่องหอมของล้ำค่าพร้อมทั้งได้ปฏิบัติบูชาด้วยการถือศีลกินเจ บุคคลเล่านี้เมื่อสิ้นอายุขัยละจากโลกนี้ไปแล้วหากยังไม่บรรลุพระโพธิญาณก็จะได้ไปจุติอยู่บนสวรรค์เป็นเวลายาวนาน ครั้นเสวยผลบุญในเทวโลกสิ้นแล้ว เมื่อลงมาจุติในโลกมนุษย์ก็จะเกิดอยู่ในตระกูลสูง และได้บุพเพนิวาสานุสติญาณโดยง่ายสามารถระลึกถึงชาติก่อนและบุญกรรมที่ทำไว้ในอดีต" 

              " ดูก่อน...ติ้งจื่อไจ้หวง เธอผู้เป็นพระโพธิสัตว์แท้จริงพระกษิติครรภโพธิสัตว์นั้นเปี่ยมด้วยบุญญาธิการและฤทธานุภาพอันล้ำเลิศเกินกว่าจะพรรณนาได้หมดสิ้น ขอบรรดาเหล่าโพธิสัตว์ทั้งหลาย จงจดจำสาระเรื่องราวพระกษิติครรภโพธิสัตว์ไว้ให้ดีเพื่อจะได้เป็นแบบอย่างในการเจริญรอยตามสืบไป"

 

              พระโพธิสัตว์ติ้งจื่อไจ้หวง ได้กราบทูลว่า "ข้าแต่พระตถาคตเจ้า ขอพระองค์อย่าได้ทรงปริวิตกเลยด้วยพุทธานุภาพและมหาเมตตาบารมีของพระองค์ท่านเหล่าข้าบาททั้งปวงจักต้องลงไปเผยแผ่พระสูตรอันล้ำค่านี้ให้สรรพสัตว์ในสากลโลกได้ล่วงรู้" ครั้นกล่าวจบองค์พระโพธิสัตว์จึงน้อมถวายอภิวาทแล้วถอยกลับเข้าสู่แท่นอาสนะ

 

              ในขณะนั้น ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ได้ประคองอัญชลีขึ้นถวายอภิวาทแต่องค์สมเด็จพระศากยมุนีพุทธเจ้า แล้วกราบทูลว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า องค์พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้ทรงตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่เป็นเวลาหลายชั่วกัลป์มาแล้วแต่เหตุไฉนจนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่สามารถฉุดช่วยเวไนยสัตว์ให้หมดได้ อีกทั้งยังต้องทรงตั้งอธิษฐานจิตครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นด้วยเหตุใด ขอพระตถาคตเจ้าทรงโปรดพระกรุณาประทานอรรถาธิบายแก่เหล่าข้าบาทด้วยเถิด...พระเจ้าข้า" 

              พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า "ดีแล้ว...ข้อปุจฉานี้จะเป็นประโยชน์แก่พวกท่านและเวไนยสัตว์ทั้งหลายในอนาคตกาลด้วย บัดนี้เราจะวิสัชนาแยกแยะให้ท่านรู้ถึงจริยากิจที่พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญไว้ในโลกเบื้องล่าง"

 

              พระพุทธองค์ได้ทรงประทานอรรถาธิบายแก่ท้าวจตุมหาราชทั้ง 4 และที่ประชุมทั้งหมดว่า "ดูก่อนท่านทั้งหลาย..แม้พระกษิติครรภโพธิสัตว์จะได้ฉุดช่วยเวไนยสัตว์ ให้รอดพ้นจากความทุกข์ทรมานในนรกภูมิมาแล้วจำนวนมากมาย นับได้หลายชั่วกัปป์ชั่วกัลป็แล้วก็ตาม

              แต่การที่ท่านยังไม่อาจทำให้ข้อปณิธานสำเร็จลุล่วงได้ดังที่เคยอธิษฐานจิตไว้แต่แรกเริ่มนั้น ก็เนื่องด้วยมหาเมตตาจิตที่มีต่อสรรพสัตว์ในโลกียโลก เหตุเพราะท่านได้เพ่งพิจารณาดูแล้วว่า ต่อไปในอนาคตอันยาวไกล จิตใจของสรรพสัตว์บนโลกก็จะยิ่งเสื่อมทรามลงเป็นทบทวีคูณ ด้วยแรงแห่งกรรมชั่วที่พวกเขาได้สั่งสมพอกพูนเข้าไว้ จะยิ่งทำให้การโปรดฉุดช่วยเป็นไปได้ยากลำบากขึ้นไปอีก

              ดังนั้นไม่ว่าพระกษิติครรภโพธิสัตว์จะแบ่งภาคออกเป็นหมื่นเป็นแสนภาคแต่ทว่า ....ทุกภาคของท่านก็จักยังคงอธิษฐานจิตอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการตอกย้ำข้อปฏิธาณที่มีมาแต่เดิมนั้นให้หนักแน่นลงไปอีก 

              และตลอดเวลาทุกยุคทุกสมัย ท่านจะค้นหาวิธีการอันเหมาะสมมาโปรดเวไนยสัตว์เหล่านั้น ตามควรแก่เหตุผล แก่บุคคลแก่สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป" 

              หากเมื่อใดที่พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้พบเห็นผู้ที่ชอบกินชีวิตกินเลือดกินเนื้อของสัตว์ทั้งหลาย ท่านก็จะกล่าวเตือนบุคคลผู้นั้นว่า "จงอย่าเข่นฆ่าชีวิตและกินเลือดกินเนื้อผู้อื่นเลย มิเช่นนั้นท่านจะต้องได้รับกรรมสนองให้อายุสั้น" 

              หากท่านได้พบเห็น ผู้ที่ชอบลักขโมย ท่านก็จะกล่าวตักเตือนว่า " จงเลิกเป็นโจรลักขโมยเสียเถิด มิเช่นนั้นในอนาคต ท่านจะต้องมีชีวิตที่อาภัพ ยากจน ค่นแค้น นี่คือผลกรรมตามสนอง" 

              หากได้พบเห็นผู้ที่หลงมัวเมาในตัณหาประพฤติผิดในกาม ท่านก็จะกล่าวตักเตือนว่า "จงอย่าประพฤติผิดในกามอีกเลยมิเช่นนั้นกรรมก็จะสนองให้ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน จำพวกนกกา" 

              หากพบคนปากร้าย ท่านก็จะกล่าวเตือนว่า "อย่าได้กล่าวคำหยาบคายด่าทอ ว่าร้ายผู้อื่นอีกเลย มิเช่นนั้นกรรมจะสนองให้ญาติพี่น้องต้องทะเลาะเบาะแว้งแก่งแย่งชิงดีกันเอง" 

              หากพบคนที่ชอบนินทาผู้อื่น ท่านก็จะเตือนว่า "อย่าครหานินทาผู้อื่นอีกเลย มิเช่นนั้นกรรมจะสนองให้ปากของท่านผุพองเน่าเหม็นและเป็นใบ้"

 

              หากพบคนที่มีอารมณ์ร้าย ชิงชังเคียดแค้นผู้อื่นท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าเป็นคนเจ้าโทสะอาฆาตพยาบาทอีกเลยมิเช่นนั้น ต่อไปจะต้องมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ ผิวพรรณทราม" 

              หากพบคนที่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมทำบุญทำทาน ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าตระหนี่ ถี่เหนียวนักเลยมิเช่นนั้น สิ่งที่หวังจะไม่มีวันสมปรารถนา"

 

              หากพบบุคคลที่เป็นแก่กิน ฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักประมาณ ท่านก็จะเตือนว่า "การกินอยู่ควรรู้จักมัธยัสถ์มิเช่นนั้น ร่างกายจะสะสมแต่โรคภัย ต่อไปจะต้องอด ๆ อยาก ๆ" 

              หากพบคนที่ชอบล่าสัตว์ ทำลายชีวิตผู้อื่น ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าเบียดเบียนสัตว์เลย มิเช่นนั้นกรรมจะสนองให้ต้อง ประสบอุบัติภัยต้องพิการและตายอย่างน่าอนาถ" 

              หากพบคนที่ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่ ท่านก็จะตักเตือนว่า "จงอย่าอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณเป็นอันขาดมิเช่นนั้นจะถูกฟ้าผ่า ถูกธรณีสูบ" 

              หากพบผู้ที่ชอบเผาทำลายป่า เพื่อไล่ล่าสัตว์ ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าเผาทำลายป่าเลย มิเช่นนั้นกรรมจะสนองให้ต้องเป็นคนบ้าสติวิปลาสและฆ่าตัวตาย" 

              หากพบบิดามารดาเลี้ยงที่ชอบทารุณลูกเลี้ยง ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าประพฤติเช่นนั้นเลย หาไม่แล้วชาติหน้าจะต้องเกิดมาถูกผู้อื่นเฆี่ยนตีเป็นประจำ" 

              หากพบคนที่ชอบใช้แหอวน ตาข่าย ดักจับนกปลา ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าดักจับสัตว์ที่น่าสงสารอีกเลย มิเช่นนั้นกรรมจะสนองให้ต้องพลัดพรากจากสามีภรรยาและบุตรธิดาของตน" 

              หากพบคนที่ทำลายรูปเคารพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เบียดเบียนผู้ประพฤติธรรมฉีกเผาหนังสือธรรมะ ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าประพฤติเช่นนั้นอีกเลย หาไม่แล้ว ชาติหน้าจะต้องเกิดเป็นคนพิการ หูหนวก ตาบอด" 

              หากพบคนที่ชอบดูถูกผู้ประพฤติธรรม ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าลบหลู่ ดูถูกผู้ประพฤติธรรมเลย มิเช่นนั้น วิญญาณจะต้องตกสู่นรกอเวจีไม่ได้ผุดได้เกิด" 

              หากพบคนที่ชอบลักขโมย ทำลายศาสนสมบัติ ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าทำเช่นนั้นอีกเลย มิเช่นนั้นจะต้องไปเกิดเป็นเปรตได้รับทุกข์ทรมานเป็นเวลานานแสนนาน" 

              หากพบคนที่ดุด่าว่าร้ายผู้ทรงศีล ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าประพฤติเช่นนั้นอีกเลย หาไม่แล้วจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานนับชาติไม่ถ้วน" 

              หากพบคนที่ชอบทารุณสัตว์โดยใช้น้ำร้อนลวก ใช้ไฟเผา ใช้มีดสับร่างทั้งเป็น ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าทารุณสัตว์เลย มิเช่นนั้นต่อไปจะต้องประสบเคราะห์กรรมดุจเดียวกัน" 

              หากพบผู้ที่ออกบวชแล้ว ไม่ถือศีลกินเจ ผิดต่อคำสัตย์ปฏิญาณ ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าประพฤติตนเช่นนั้นอีกเลย หาไม่แล้วจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์ที่หิวโหย อด ๆ อยาก ๆ" 

              หากพบคนที่ไร้เหตุผล ใช้แต่อารมณ์ ชอบข้างปาทำลายข้าวของ ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่ากระทำเช่นนั้นอีกเลย มิเช่นนั้น กรรมจะสนองให้ต้องยากจนค่นแค้นแสนสาหัส" 

              หากพบคนที่ชอบ คุยโต โอ้อวด เย่อหยิ่ง ต่อผู้อื่น ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่ายะโสโอหังเลย มิเช่นนั้นจะต้องไปเกิดเป็นคนต่ำต้อยเป็นข้าทาสรับใช้ผู้อื่น" 

              หากพบคนที่ชอบยุแหย่ให้ผู้อื่นแตกแยกกัน ท่านก็จะเตือนว่า "จงอย่าประพฤติเช่นนั้นอีกเลย หาไม่แล้ว กรรมจะสนองให้ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ที่ไม่มีลิ้น" 

              หากพบคนที่ทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง เห็นผิดเป็นชอบ ถือเงินเป็นอำนาจท่านก็จะเตือนว่า "คนที่คดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง กรรมจะสนองให้ต้องได้ไปเกิดอยู่ในถิ่นแห้งแล้งทุรกันดาร" 

              ทั้งหมดที่ได้สาธยายมานั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของบาปกรรมที่สรรพสัตว์ในโลกได้ก่อขึ้นและผลกรรมที่พวกเขาจักต้องได้รับ ฉะนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาตราบจนกระทั่งบัดนี้ พระกษิติครรภโพธิสัตว์จึงต้องใช้วิธีการที่เหมาะสมต่าง ๆ นานา มาโปรดชี้แนะและฉุดช่วยเหล่าเวไนยสัตว์นั้น ๆ อยู่อย่างมิหยุดหย่อน" 

              "สรรพสัตว์ที่ได้สร้างบาปกรรมจักต้องถูกลงโทษทัณฑ์ให้อยู่ในนรกเป็นเวลายาวนานหลายช่วกัปป์ชั่วกัลป์ฉะนั้นขอให้พวกท่านจงอารักขาแดนสวรรค์และโลกมนุษย์ไว้ให้ดี จงอย่าให้เหล่าปีศาจมาร ผีนรก และวิญญาณบาปทั้งหลาย ได้ล่วงล้ำขึ้นมาชักจูงมอมเมาสรรพสัตว์ในโลกียโลกให้หลงเข้าสู่ทางผิด จนก่อกรรมทำเข็ญต่อไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น" 
              เมื่อท้าวจตุโลกทั้ง 4 ได้สดับพระพุทธบรรหารดังนี้แล้ว ต่างก็ทรงทอดถอนพระทัย และบังเกิดจิตเวทนาสงสารเวไนยสัตว์ในโลกียโลกจนถึงกับหลั่งน้ำพระเนตร กาลนั้นจอมเทพผู้อภิบาลรักษาโลกทั้ง 4 พระองค์ ก็ได้ประณมหัตถ์กราบถวายอภิวาท แล้วจึงถอยกลับเข้าที่ประทับ