อกุศลกรรมและโทษทัณฑ์ของสรรพสัตว์

159 Views

           ขณะนั้นพระนางสิริมหามายาพระพุทธชนนีได้ทรงประณมกรขึ้นทูลถามพระกษิติครรภโพธิสัตว์ว่า "ข้าแต่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า สรรพสัตว์ทั้งหลายในสากลโลก ที่ได้ก่อบาปกรรมต่าง ๆ นานา พวกเขาจักต้องได้รับโทษทัณฑ์สถานใดบ้าง ? พระเจ้าข้า" พระโพธิสัตว์กษิติครรภได้ตรัสตอบว่า "ในมหาอนันตจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้บางจักรวาลก็มีเวไนยสัตว์ไปจุติบางจักรวาลก็ไม่มี บางจักรวาลมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้ บางจักรวาลก็ไม่มี บางจักรวาลมีนรกอเวจี บางจักรวาลก็ไม่มี ฉะนั้นโทษทัณฑ์ที่วิญญาณบาปนั้น ๆ จะต้องได้รับจึงแตกต่างกันไป" 

           " แต่สำหรับโทษทัณฑ์ของเหล่าคนบาปที่ก่อกรรมหนัก 5 สถานในโลกียโลกอันได้แก่ ผู้ที่ทำร้ายทุบตีฆ่าบิดามารดา ไม่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ คนเหล่านี้จะต้องตกลงสู่นรกอเวจีผู้ที่ตกนรกนี้จะต้องถูกเหล็กแหลมเสียบแทงร่างกายถูกความร้อนแผดเผาจนเวลาผ่านไปหมื่นแสนกัปป์โดยไม่มีวันจะได้ผุดได้เกิด" 

           "ผู้ใดที่ทำลายรูปเคารพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธปฏิมา ฉีกเผาทำลายพระคัมภีร์ หนังสือธรรมะก็จะต้องตกลงสู่นรกอเวจีเช่นกัน" 

           "ผู้ที่เบียดเบียนทำร้ายนักบวช นักพรต ผู้ทรงศีลหรือทำลายวัดวาอารามโบสถ์วิหาร บุคคลเหล่านี้จักต้องตกลงสู่นรกอเวจีเช่นกัน" 

           "ผู้ที่แอบแฝงเข้ามาอยู่ในคราบนักบวช นักพรต เสแสร้งว่าตนเป็นผู้ปฏิบัติธรรม แต่มีจิตใจต่ำทรามไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพุทธวินัย หลอกลวงคนทั้งหลายให้หลงเชื่อไม่รักษาศาสนสมบัติคนพวกนี้จะต้องตกลงสู่นรกอเวจีอย่างแน่นอน" 

           "ผู้ที่ลักขโมยเบียดบังเงินสร้างกุศลของศรัทสาธุชนตลอดจนหยิบฉวยยักยอกทรัพย์สิ่งของอันเป็นสมบัติของพระศาสนาและของสาธารณะประโยชน์ สร้างความแตกยกให้เกิดขึ้นในหมู่ภิกษุ นักบวช นักพรต ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม บุคคลประเภทนี้ก็จะต้องตกลงสู่นรกอเวจีเช่นกัน"

 

           และแล้วพระกษิติครรภโพธิสัตว์จึงมีพระดำรัสสรุปความว่า "หากบุคคลใดได้กระทำบาปหนักดังกล่าวแล้ววิญญาณของเขาเหล่านั้นจักต้องได้รับโทษทัณฑ์อันสาหัสในนรกอเวจีที่ซึ่งพวกเขาจะคร่ำครวญวิงวอนและหวังให้ความทุกข์ทรมานนั้นหยุดลงแม้เพียงเศษเสี้ยววินาทีก็ไม่อาจเป็นไปได้"

 

           สมเด็จพระพุทธชนนีได้กราบทูลต่อไปว่า "ที่กล่าวว่านรกอเวจี นั้นมีลักษณะเช่นไร? พระเจ้าข้า" พระกษิติครรภโพธิสัตว์จึงตรัสว่า "สาธุ...สาธุ...พระนางผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการสูงส่งอันแดนนรกทั้งหมดล้วนอยู่ภายในอาณาบริเวณเขาเหล็กล้อม" 

           "ในนั้นมีขุมนรกใหญ่อยู่ 18 ขุม แต่ละขุมใหญ่จะถูกแบ่งออกเป็นขุมนรกรองลงไปอีก 500 ขุม และแต่ละขุมนรกรองเหล่านั้นก็ยังแยกออกไปเห็นขุมนรกย่อยอีกนับพันนับหมื่นขุม ซึ่งทั้งหมดมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป" 

           แต่สำหรับนรกอเวจีอันเป็นขุมนรกที่อยู่ตรงใจกลางเขานั้น เป็นนรกขุมสุดท้ายและอยู่ลึกที่สุด บริเวณโดยรอบจะมีกำแพงเหล็กกั้นไว้ และมีเปลวไฟอันร้อนแรงลุกโหมอยู่ตลอดเวลา วิญญาณบาปที่ตกล่วงลงสู่นรกอเวจี จะต้องถูกเหล็กแหลมเสียบแทงร่างกาย ต้องถูกเผาไหม้ให้ได้รับความกระหายอย่างทุกข์ทรมาน อยู่ตั้งแต่พระอาทิตย์และพระจันทร์อุบัติขึ้น ไปจนกระทั่งถึงปรากฏมีเมฆมฤตยู อันแสดงว่าโลกจะบรรลัย ภายในนรกอเวจีจะมีสุนัขเหล็ก งูเหล็ก คอยพ่นไฟและโล่ล่าวิญญาณบาปมิให้หลุดรอดออกไปได้ 

           พื้นล่างของนรกขุมนี้มีหนามเหล็กแหลมคมพุ่งขึ้นมาทิ่มแทงผู้ที่ตกลงไปจนร่างทะลุผู้ที่ก่อกรรมทำชั่วไว้มากร่างของเขาก็จะมีแต่รอยบาดแผลที่เหวอะหวะโทษทัณฑ์ทั้งหมดที่วิญญาณบาปได้รับนั้นก็ล้วนแต่เนื่องด้วยบาปกรรมที่พวกเขาได้สร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น

           มิหนำซ้ำวิญญาณบาปบางพวกก็ถูกเหล่าปีศาจร้ายมากมายซึ่งมีฟันแหลมคมดั่งมีด มีนัยน์ตาแดงเหมือนดวงไฟ มีมือเหมือนคีบเหล็กพวกมันจะคอยไล่จับวิญญาณบาปเหล่านั้นมาฉีกร่างออกเป็นชิ้น ๆ 

           ปีศาจนรกบางตัวจะเอากระบองเหล็กเสียบทะลุร่างของพวกเขาแล้วเหวี่ยงขึ้นไปบนอากาศ เมื่อตกลงมาก็จะเอาปลายกระบองที่แหลมคมนั้นรับไว้

           นกเหล็กที่อยู่ข้างบนจะคอยบินโฉบลงมาจิกลูกตา ส่วนงูเหล็กบนพื้นก็จะคอยรัดคอวิญญาณเหล่านั้น

           วิญญาณบางดวงจะถูกพวกปีศาจเจ้าหนี้นายเวรใช้ตะปูตอกร่างให้ติดแน่นอยู่บนเตียงบ้างก็ถูกดึงลิ้นออกมาเชือด บ้างก็ถูกดึงลิ้นออกมาเชือด บ้างก็ถูกเหวะท้องควักไส้ออกมาตัด 

           บ้างก็ถูกกรอกปากด้วยน้ำทองแดง บ้างก็ถูกมัดด้วยลวดเหล็กไฟ เมื่อเจ็บปวดทรมานจนสลบไปแล้ว ก็ถูกทำให้กลับฟื้นขึ้นมาใหม่ให้ต้องมารับความทุกข์ทรมานกลับไปกลับมาเช่นนี้นับแสนนับล้านครั้ง 

           วิญญาณบาปเหล่านั้นจะต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างแสนสาหัสอยู่เป็นเวลาถึงหมื่นแสนกัปป์โดยไม่มีทางจะหลุดรอดออกมาได้เลย ตราบจนกระทั่งนรกภูมิจะถึงกาลอวสาน วิญญาณบาปทั้งหมดก็จะถูกย้ายไปจองจำอยู่อีก จักรวาลหนึ่งเป็นเช่นนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุที่วิญญาณบาป ต้องไปรับความทุกข์ทรมาน "อย่างไม่มีกำหนดสิ้นสุดแห่งกาลเวลา" ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกว่า "นรกอเวจี" และเหตุปัจจัยที่นำพาให้วิญญาณเหล่านั้นต้องตกลงสู่นรกอเวจีนี้ก็คือ การกระทำบาปหนัก 5 สถานดังกล่าวมาแล้ว 

           ลักษณะของโทษทัณฑ์ในนรกอเวจี ซึ่งไม่มีกำหนดเวลามีอยู่ 5 ประการคือ 
           ประการที่ 1 วิญญาณบาปจะต้องได้รับทุกข์ทุกขเวทนาตลอดทั้งวันและคืนไม่มีการหยุดพักแม้แต่สักเสี้ยววินาที
           ประการที่ 2 ขณะได้รับโทษทัณฑ์ วิญญาณบาปทั้งหมดจะต้องถูกทิ่มแทงจนเลือดไหลโทรมทั่วร่าง 

           ประการที่ 3 วิญญาณบาปจะต้องถูกทรมานด้วยเครื่องมือลงทัณฑ์หลายหลากชนิด ทั้งถูกแทงด้วยหอก ถูกทุบตีด้วยกระบองหนาม ถูกนกเหยี่ยว งู สุนัข ที่เป็นเหล็กไล่ล่าจิกกิน กระทั่งถูกเลื่อยตัดร่างให้ขาดเป็นสองท่อน และถูกโม่ยักษ์บดขยี้จนร่างแหลกเหลวเป็นต้น 

           นอกจากนั้นบางประเภทต้องถูกมัดตรึงไว้กับเสาแล้วควักเอาหัวใจไส้พุงออกมา บ้างก็ถูกถลกหนัง บ้างก็ถูกสับกระโหลกแล้วจับโยนลงสู่กระทะทองแดง บ้างก็ถูกนาบลงบนเตียงเหล็กที่ร้อนแดง 

           บ้างก็ถูกม้าเหล็กพ่นไฟไล่ติดตามกระทืบบ้างก็ถูกน้ำทองแดงเทราดลงบนศีรษะและในเวลาที่หิวโหยก็จะต้องกลืนกินก้อนเหล็กที่ร้อนโชนลุกเป็นไฟแทนอาหารเวลากระหายก็จะต้องถูกน้ำทองแดงกรอกปากให้ดื่ม มันช่างน่าสยดสยองและสุดแสนจะเจ็บปวดทุกข์ทรมานยิ่งนัก 

           ประการที่ 4 ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา ไม่ว่าจะเป็นสรรพสัตว์เหล่าใด หากกระทำบาปหนักดังกล่าวไว้จะต้องได้รับโทษทัณฑ์เสมอเหมือนกันหมด
           ประการที่ 5 ในขุมนรกอเวจีวิญญาณบาปจะได้รับความทรมานอย่างสาหัสจนสลบไปแต่แล้วก็ต้องถูกทำให้ฟื้นขึ้นมาใหม่เป็นเช่นนี้นับแสนนับล้านครั้งโดยไม่มีการหยุดพักแม้เวลาสักเพียงแค่กระพริบตา จนกว่าจะหมดสิ้นบาปเวรที่เขาได้กระทำ 

           "นรกอเวจี ก็เป็นดังเช่นที่กล่าวมานี้แล หากจะให้พรรณาโดยลละเอียดทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่องที่ยืดยาวสุดจะสาธยายได้" ในลำดับนั้น พระนางสิริมหามายา เมื่อได้สดับเรื่องราวในนรกอเวจีจบลง ก็ทรงทอดถอนพระหฤทัย พร้อมกับทรงรำพึงว่า "อันตัวของหม่อมฉันนี้สุดปัญญาและเกินกว่าจะมีกำลังช่วยเหลือพวกเขาได้จริง ๆ" เช่นนี้แล้ว...สมเด็จพระพุทธชนนีจึงประณมหัตถ์ถวายอัญชลี แล้วถอยกลับเข้าสู่ที่ประทับ