Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ดาวดึงส์เทวโลก | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ดาวดึงส์เทวโลก

330 Views

           "ดาวดึงส์"

           คือแดนสวรรค์ชั้นที่สองตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเนรุราขซึ่งบริเวณเชิงเขาโดยรอบเป็นที่สถิตอยู่ของท้าวจตุโลกบาล ได้แก่ เทพยดา4 พระองค์ผู้ดูแลรักษาโลกทั้ง 4 ทิศ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ มีเมืองสวรรค์ 4 เมืองตั้งอยู่รอบทั้ง 4 ทิศ ซึ่งแต่ละทิศก็ยังมีเมืองสวรรค์อีกทิศละ 8 เมือง ดังนั้นเมื่อรวมกันแล้วดาวดึงส์เทวโลกจึงมีเทพยดาชั้นผู้ใหญ่ คอยดูแลรักษาอยู่ทั้งหมด 33 องค์ โดยมีสมเด็จพระอมรินทราธิราชเป็นอธิบดีเทพสูงสุด ณ ใจกลางดาวดึงส์ มีพระตำหนัก "สัตตรัตนพิมาน" อันเป็นทิพยสถานที่ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จะถือเป็นพุทธประเพณีเสด็จมาประทับเข้าพรรษา 

           บริเวณโดยรอบพระตำหนักและบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ด้าน ปูลาดด้วยทองคำมีประตูทาง 5 ประตูใหญ่ แต่ละประตูใหญ่จะแบ่งเป็นประตูทางเข้าอีกช่องละ 500 ประตูเล็ก เสา พื้นและผนังภายในพระตำหนัก ล้วนประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่าอันได้แก่ ทอง เงิน มุกดา แก้วมณี เพชร ไพฑูรย์ และแก้วประพาฬเป็นที่รุ่งเรืองงดงามวิจิตรบรรจงยิ่งนัก
           ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพระตำหนัก มีต้น "ปาริจฉัตตกพฤกษ์" สูงถึงร้อยโยชน์ ยามที่ผลิดอกบานจะส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วชั้นฟ้า ส่วนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของพระตำหนักมีธรรมสถาน สำหรับเป็นที่ให้เหล่าทวยเทพเทวาทั้งหลายมาร่วมชุมนุมและสนทนาชักถามข้อธรรมะ 


           ในกาลนั้น สมเด็จพระศากยมุนีอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาในดาวดึงส์เทวโลกนี้ เพื่อตรัสเทศนาพระอภิธรรมโปรดแก่พระนางสิริมหามายาพระพุทธชนนีตลอดไตรมาส
           เมื่อข่าวอันเป็นมหามิ่งมงคลได้แพร่สะพัดออกไปเหล่าพุทธะ พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์และเทพยดาเจ้าทั้งปวงก็บังเกิดความโสมนัสยินดี ต่างองค์ก็ทรงร้องเรียกซึ่งกันและกันต่อ ๆ ไปจนตลอดถึงหมื่นจักรวาล ให้มาร่วมชุมนุมเพื่อจะได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมอันส้ำเสิศจากพระโอษฐ์แห่งองค์สมเด็จพระบรมครูด้วยตนเอง 

           

           ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทั่วสาระทิศและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์ในสากลจักรวาล ก็ได้เปล่งสำเนียงแซ่ซ้องถวายแด่พระพุทธองค์โดยพร้อมเพรียงกันว่า "ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงชนะโทษคือกองกิเลสทั้งปวง บรรเทาเสียซึ่งความโศกาอาดูรเดือดร้อน ทรงบรรลุแก่พระสัพพัญญูตญาณ ทรงบริบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะแล้วทรงสอนโลกนี้ อีกทั้ง เทวดา พรหม มาร และเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้ได้รู้ตาม เหล่าข้าพระบาททั้งผอง ขอนอบน้อมบูชาโดยยิ่ง ในองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า" 

           กาลบัดนั้น องค์สมเด็จพระบรมครูสมมาสัมพุทธโลกนาถเจ้า ได้ทรงแย้มพระสรวลและทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีโอภาสออกจากพระวรกายดุจดวงอาทิตย์อันมีรัศมีได้ 9 แสน แผ่ไพศาลแวดล้อมไปโดยรอบ เรืองรองด้วยพระศิริลักษณะประภัสสรชัชวาล และกอปร์ด้วยเสียงดนตรีอันเป็นทิพย์ดังแล่นไปในทศทิศ 

 


           ในกาลนั้นมีสมเด็จพระพุทธชนนีเป็นองค์ประธานและบรรดาเหล่าพุทธะ พระโพธิสัตว์ ท้าววชิรปราณีเทวราช ทาวจตุรมหาราช ทวยเทพใหญ่น้อย รวมทั้งอากาศเทวดา ภูมิเทวดา รุกขเทวดา พฤกษเทวดา ตลอดจนถึงท้าวอสุรราชทั้งหลายในจักรวาลอื่นทั้งหมื่นโลกธาตุ ก็ได้มาประชุมน้อมอภิวาทสดับฟัง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาพระอภิธรรมในครั้งนี้ด้วย 

 


           ครั้นแล้วสมเด็จพระโลกนาถเจ้าได้ทรงมีพระพุทธฏีกาแก่พระสัญชุศรีโพธิสัตว์ว่า "ดูก่อนมัญชุศรีโพธิสัตว์ท่านจงประมาณดูว่า เหล่าพุทธะโพธิสัตว์ และบรรดาเทพเทวาทั้งหลาย ที่มาสดับฟังพระธรรมเทศนาของตถาคตในครั้งนี้มีจำนวนสักเท่าไร?" 

           พระโพธิสัตว์มัญชุศรีได้กราบบังคมทูลตอบว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าอาศัยอภิญญาญาณของข้าพระองค์ซึ่งสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคตกาลทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ กระนั้นก็ยังมิอาจจะประมาณจำนวนของผู้ที่มาร่วมชุมนุมกัน ณ ที่นี้ได้เลยพระเจ้าข้า" 

           พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "มัญชุศรีโพธิสัตว์ ผู้ชุมนุมกันที่นี่มาจากทศทิศพิภพอันมีจำนวนมากมายเหลือจะคณานับได้นั้น ล้วนเป็นผู้ที่พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้แผ่กุศลปัตติทานฉุดช่วยเป็นเวลาอสงโขยกัลป์นับไม่ถ้วนโดยลำดับมาจนได้บรรลุมรรคผลกันแล้ว ในสมัยอดีตกัลป์บ้าง ที่กำลังจะบรรลุมรรคผลในสมัยปัจจุบันกาลบ้าง และหวังที่จะบรรลุมรรคผลในอนาคตกาลบ้าง" 

           พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ เมื่อได้สดับเช่นนี้แล้วได้กราบทูลขึ้นว่า "ข้าแต่พระตถาคตเจ้า ตัวข้าพระบาทก็ได้บำเพ็ญบารมีมาจนลุถึงซึ่งญาณทัศนะอันบริสุทธิ์ เมื่อสดับพระวจนะของพระองค์แล้ว ก็น้อมรับได้โดยดุษฎีแต่ทว่าสำหรับผู้ที่ยังอยู่ในปุถุชนวิสัย เพียงได้ยินคำตรัสของพระองค์เช่นนี้ก็จะยังคงมีความสงสัยเคลือบแคลงอยู่ในกมลสันดาน เหตุฉะนี้เพื่อจะมิให้พวกเขาได้กล่าววาจาจาบจ้วง ลบหลู่ ล่วงละเมิด ต่อธรรมอันดีในกาลต่อไปภายหน้า ขอองค์สมเด็จพระบรมทรงโปรดทรงพระกรุณาชี้แสดงถึง การบังเกิดขึ้นของพระกษิติครรภโพธิสัตว์ว่า ท่านได้มีกำเนิด มีชาติมีความประพฤติในพรหมจรรย์แต่ปางก่อน ๆ และมีปณิธานอธิษฐานอย่างใดจึงสามารถสร้างสมมหาบารมีจนถึงขั้นมิอาจประมาณได้ฉะนี้ พระเจ้าข้า" 

 


           พระพุทธองค์ได้ทรงมีพระอรรถาอธิบายแก่ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ว่า "หากถือเอา ต้นไม้ ใบหญ้า กรวด หิน แม้แต่เศษผงละอองธุลี ตลอดจนทุกสรรพสิ่งในมหาอนันตจักรวาลนี้ทั้งหมดโดยเปรียบเอาแต่ละอย่างเป็นแม่น้ำคงคาสายหนึ่งและเม็ดทรายเม็ดหนึ่งในแม่น้ำนั้น คือ โลกนี้และเผสาเสี้ยวของละอองธุลีในโลกนั้น ๆ คือ เพทภัยและเคราะห์กรรมหนึ่งอย่างของสรรพสัตว์ แล้วละก็... 
           กุศลปัตติทานที่พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้โปรดแผ่ให้แก่สัตว์ทั้งหกเหล่าคือ เทวดา มนุษย์ อสูร เปรต เดรัจฉานและสัตว์ในนรกแล้วนั้น ยังจะมีจำนวนมากกว่าเพทภัยและบาปเคราะห์ของสรรพสัตว์ถึงหมื่นแสนเท่าทวีคูณเสียอีก ตลอดอสงไขยกัปป์นับไม่ถ้วนมาแล้วที่พระโพธิสัตว์กษิติครรภผู้ทรงคุณธรรมเมตตา ได้ปฏิบัติช่วยเหลือโปรดสัตว์ทั้งหกเหล่า ทั้งเทศนาสั่งสอนให้รู้สึกสำนึกในบาปกรรมทั้งหลาย อันจักส่งผลให้กลับมาสนองทำลายผู้ที่กระทำอีกทั้งยังแนะนำสรรพสัตว์เหล่านั้นให้ประกอบกุศลกรรมอันเป็นที่พึ่ง เพื่อจะได้พ้นจากนรกไปสู่สุคติ กระทั้งนำทางให้พวกเขาได้บรรลุมรรคผลแล้ว ก็มีจำนวนมากมายอเนกอนันต์ โดยลำดับมา" 

           "ดูด่อน มัญชุศรีโพธิสัตว์ อันมหาเมตตาบารมีและปณิธานของพระกษิติครรภโพธสัตว์นั้นสูงส่งล้ำเลิศ จนสุดที่จะกล่าวพรรณนา มาตรแม้นว่าในอนาคตกาลหากมีสาธุชนชายหญิงผู้ใดตั้งมั่นอยู่ในคุณความดี เพียงแต่ได้เอ่ยนามของพระกษิติครรภโพธิสัตว์ด้วยจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์ ได้กราบไหว้สักการะ บูชาด้วย ธูปประทีป ดอกไม้ เครื่องหอม ต่อรูปวาดหรือรูปสลักของท่าน บุคคลผู้นั้นเมื่อละสังขารจากโลกมนุษย์ก็จะได้ไปจุติในสุคติภพ อยู่เสวยทิพยสุข 100 ชาติ และจะไม่มีวันตกลงสู่นรกอเวจี

           ดูก่อน ......มัญชุศรีโพธิสัตว์ แท้จริงในอดีตกาลที่ล่วงมาแล้วปางก่อนพระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้เคยเกิดเป็นบุตรชายคนโตของคฤหบดี ผู้มั่งคั่ง 

 


           สมัยนั้นแลเป็นสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "ซือจื้อเฟิ่นซิ่นจี้จู่ฟั่นสิงยู้ไล้" เมื่อบุตรชายของเศรษฐีได้เห็นพระพักตร์ของพระพุทธองค์ อันเจริญด้วยอล้งการบารมีจิตก็บังเกิดความปิติยินดีเคารพเลื่อมใสจึงได้กราบทูลถามพระองค์ว่า "ข้าแต่พระมหามุนีผู้ประเสริฐพระองค์ได้ทรงตั้งปณิธานอันใดไว้หรือ จึงมีพระรูปโฉมที่งดงามสมบูรณ์เช่นนี้?" พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบวา "ดูก่อนกุลบุตร...การปรารถนาที่จะได้บุคลิกลักษณะอันเป็นอุดมมงคลเช่นนี้ บุคคลผู้นั้นจะต้องทำการโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์นับตั้งแต่อดีตกาลมาโดยตลอด เมื่อนั้นจึงได้บรรลุความมุ่งมาดปรารถนาทุดประการ" 

           "ดูก่อน..มัญชุศรีโพธิสัตว์ ด้วยเหตุนี้แลกุลบุตรผู้นั้นจึงได้ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่เพื่อที่จะได้โปรดสรรพสัตว์ในไตรภูมิให้หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร โดยคุกเข่าลง ณ เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าในอดีต แล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า "ข้าพเจ้าจะต้องโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากห้วงทะเลทุกข์ให้หมดสิ้น จึงจะขอบรรลุสู่พุทธภูมิ หากแม้นนรกอเวจียังไม่ว่างเว้นจากเวไนยสัตว์ ข้าพเจ้าก็จะไม่ขอสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า" 
ตราบจนกระทั่งบัดนี้เวลาได้ผ่านไปนับหมื่นล้านโกฏิปิแล้ว เพื่อจะฉุดช่วยเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลาย พระกษิติครรภโพธสัตว์ซึ่งก็คือบุตรชายคฤหบดีในกาลนั้นจึงยังคงดำรงอยู่ในโพธิสัตว์ภูมิและปฏิบัติตามปณิธานที่ตั้งไว้เป็นจริยกิจเสมอมา โดยไม่ยอมเข้าสู่แดนนิพพาน" 

           ครั้นกาลเวลาล่วงไปอีกหลายชั่วอสงไขยกัปป์นับประมาณมิได้จนถึงสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "พระพุทธปัทมอิศวรราชาตถาคต" ทรงมีพระชันษาสี่อสงไขยแสนกัปป์ 

           พระองค์เป็นที่เคารพสักการะบูชาของปวงประชาราษฎร์ทั้งหลายผู้มีจิตศรัทธาก็ได้พากันสร้างพระพุทธปฏิมากรของพระองค์ไว้กราบไหว้บูชาตามวัดวาอารามทั่วทุกหนแห่งสมัยนั้นมีพราหมณีผู้หนึ่ง ประพฤติตนตั้งมั่นอยู่ในธรรมโดยบริสุทธิ์ใจไม่ทำความเบียดเบียนแก่มนุษย์ตลอดจนถึงสัตว์เดรัจฉาน นางได้รับการสรรเสริญและเป็นที่เคารพนับถือในหมู่พราหมณ์ด้วยกัน แต่ท่วมารดาของนางกลับมีความประพฤติตรงกันข้ามคือไม่เคารพในพระสัจจธรรม ไม่เชื่อในกฎแห่งกรรมไม่เชื่อบาปบุญคอยอต่ลบหลู่ดูถูกผู้ปฎิบัติธรรม
           ต่อมาไม่นาน นางพราหมณีผู้เป็นมารดาก็ถึงแก่อายุขัยเมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ด้วยผลกรรมที่นางได้กระทำไว้ขณะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ดวงวิญญาณของนางต้องตกล่วงลงสู่นรกภูมิ 

 


           นางพราหมณีผู้เป็นบุตรมีความโศกเศร้าและห่วงใยอาลัยถึงมารดาผู้บังเกิดเกล้ายิ่งนัก ทั้งนี้เพราะนางเชื่อว่าดวงวิญญาณของมารดาคงจะไม่ได้ไปสู่สุคติภพเป็นแน่แท้ 
           ดังนั้นเพื่อจะฉุดช่วยมารดาผู้มีพระคุณนางพราหมณีจึงตัดสินใจขายบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติทั้งหมดแล้วรวบรามเงินที่ได้ไปจัดซื้อ ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องสักการะ บูชา เพื่อนำไปนมัสการต่อพระพุทธปฏิมาที่ประดิษฐานอยู่ตามพระอารามต่าง ๆ พร้อมกับแจกจ่ายบริจาคทานสร้างกุศลช่วยเหลือมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากตลอดจนถึงสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย 
           ทุกวันนางพราหมณีเพียรกราบไหว้สักการะและเฝ้าภาวนาอธิษฐานต่อเบื้องพระพักตร์พระพุทธรูปแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธปัทมอิศวรราชาตถาคตว่า "ขอกุศลใด ๆ อันจะบังเกิดขึ้นจากบุญทานที่ข้าบาทได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ในครั้งนี้ ขออานิสงส์นี้จงช่วยไถ่ถอนโทษของมารดาผู้บังเกิดเกล้าของข้าบาท ให้ท่านได้หลุดพ้นจากสรรพภัยพิบัติในทุคติภูมิด้วยเทอญ" 

           เมื่อจบคำอธิษฐานในใจของนางก็คิดคำนึงไปว่า "ถ้าหากพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ในโลกนี้เราก็คงจะได้รู้ว่าเวลานี้ท่านแม่อยู่ในที่แห่งหนใด" ถึงตอนนี้นางก็รู้สึกสะท้านสะเทือนจิต สุดโหยไห้อาลัยหา ได้แต่หลั่งน้ำตาปริเวทนารำพันว่า "ถ้าพระองค์ยังทรงดำรงอยู่ก็คงจะช่วยข้าบาทได้" 

           ทันใดนั้นก็ปรากฏมีสำเนียงแว่วมาจากบนนภากาศว่า "ดูก่อนพราหมณี เธอจงหักห้ามความโศกเศร้าอาดูรเสียเถิด เราตถาคตจะชี้ทางให้" เมื่อนางได้ยินดังนี้น ก็เกิดความปิติปราโมทย์เป็นล้นพ้น รีบน้อมกายก้มกราบลงด้วยความคารวะอย่างยิ่งแล้วกราบทูลว่า "ขอพระองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญเลิศล้ำ ได้ทรงโปรดประทานพระกรุณาให้ข้าพระบาทผู้อาภัพได้ทราบว่ามารดาของข้าบาทอยู่แห่งหนใดด้วยเด ณ บัดนี้ข้าบาทได้ตั้งปณิธานไว้ว่า จะขอพบปะมารดาเพื่อทราบความทุกข์สุขของท่านแม้ว่าชีวิตของข้าบาทจะถึงแก่บรรลัยลงระหว่างนี้ก็ยอมสิ้น ขอเพียงได้หมายมุ่งเอาความสุขมาให้แก่มารดาเป็นที่ตั้งพระเจ้าข้า" 

 

           แต่ทว่าเวลาผ่านไปชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ยังปราศจากวี่แววของเสียงใด ๆ อีกนางพราหมณีจึงได้แต่คร่ำครวญด้วยความเสียใจจนเป็นลมล้มพับแน่นิ่งไปพักใหญ่ ต่อเมื่อนางฟื้นคืนสติจึงได้ยิน พระสุรเสียงทิพย์ตรัสขึ้นอีกคำรบหนึ่งว่า 

           "ดูก่อนพราหมณี จงอย่าทุกข์โศกจนเกินควร ด้วยอานิสงส์แห่งการปฏิบัติบูชาและกุศลปัตติทานส่วนบุญอันแรงกล้า จะยังผลให้เธอได้สำเร็จประโยชน์ตามคำอธิษฐาน เธอจงกลับไปปฏิบัติภาวนากิจต่อไปเถิดไม่นานผลสัมฤทธิ์จะบังเกิดขึ้นดังความมุ่งมาดปรารถนา" 

           เมื่อนางพราหมณีได้ยินพุทธดำรัสเช่นนั้นแล้ว ก็บังเกิดความปิติอย่างสุดซึ้งประหนึ่งได้รับการประพรมด้วยน้ำอมฤต นางรีบกราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐอย่างเคารพยิ่ง แล้วกลับไปปฏิบัติบำเพ็ญธรรมอันเป็นกิจวัตรพร้อมกับภาวนาอธิษฐานขอให้ได้พบมารดาดังที่ตั้งใจไว้ 

           หลังจากนั้นไม่นาน อยู่มาวันหนึ่งขณะที่นางพราหมณีเจริญวิเวกธรรมเพ่งภาวนาจิตอยู่ด้วยอภินิหารแห่งพระพุทธานุภาพได้บันดาลให้วิญญาณของนางออกจากร่างล่องลอยไปยังฝั่งมหาสมุทรแห่งหนึ่ง น้ำทะเลในมหาสมุทรนั้นเดือดพล่านและมีสัตว์ร้ายรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว เที่ยววิ่งเพ่นพล่านอยู่บนผิวน้ำมิหนำซ้ำมันยังคอยใช้เหล็กแหลมทิ่มแทงเหยื่อในทะเลขึ้นมากิน ส่วนเหยื่อในทะเลเดือดนั้นก็คือ มนุษย์ชายและหญิงจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนกำลังลอยคอผลุบ ๆ โผล่ ๆ พวกเขาต่างพยายามหลบหลีกเหล่าปีศาจร้ายที่จ้องจะตะครุบจับตัวขึ้นมาฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ แล้วกลืนกินทั้งเลือดทั้งเนื้อ 

           ภาพที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า ทำให้นางพราหมณีรู้สึกสลดหดหู่ใจและเวทนาสงสารจนมิอาจจะมองดูต่อไปได้อีก นางเฝ้าแต่พร่ำสวดภาวนาถึงพระนามของพระพุทธองค์ตลอดเวลาจึงมิได้ตื่นพระหนกตกใจ 

           ในขณะนั้นมีจ้าวแห่งอสูรตนหนึ่ง ได้เดินตรงเข้ามาหานางแล้วพนมมือขึ้นกระทำอภิวาทพร้อมกับกล่าวว่า "สาธุ ! สาธุ ! ท่านผู้เจริญซึ่งโพธิสัตวธรรม ท่านมาถึงที่นี้เพื่อประสงค์สิ่งใดหรือ?" นางพราหมณีจึงได้ถามว่า "สถานที่นี้คือที่ใดกันหรือ?" จ้าวอสูรตอบว่า "ที่นี่คือ ด้านตะวันตกของเขาเหล็กล้อม" 

           นางพราหมณีจึงกล่าวต่อไปว่า "ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่าภายในเขาเหล็กล้อมเป็นขุมนรกโลกันต์ใช่หรือไม่?" จ้าวอสูรตอบว่า "ถูกต้องแล้ว" นางพราหมณีได้รำพึงขึ้นว่า " เอ.เรามาถึงที่นี่ได้อย่างไรหนอ?" 

           จ้าวอสูรจึงกล่าวว่า "ถ้าหากมิใช่ด้วยบุญญาภินิหารอันสูงล้ำก็ต้องเป็นเพราะสายใยแห่งกรรมอันใดสักอย่างจึงเป็นเหตุปัจจัยให้ท่านได้มาถึงนรกภูมิแห่งนี้"

           จ้าวอสูรได้อธิบายว่า "ทั้งหมดที่ท่านได้พบเห็นอยู่เบื้องหน้าล้วนเป็นสรรพสัตว์ในโลกียโลกที่เคยก่อกรรมทำเข็ญไว้และเมื่อตายลงมาแล้ว ภายใน 49 วันก็ยังไม่มีผู้ใดสร้างบุญกุศลอุทิศให้แก่พวกเขาเลยวิญญาณเหล่านี้ ขณะยังมีชีวิตอยู่ทำบาปหยาบช้าไม่เคยตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม เพราะฉะนั้นด้วยแรงแห่งกรรมที่เขาได้สร้างขึ้นไว้เองจึงเป็นเหตุให้ต้องมารับผลเช่นนี้ แต่ก่อนที่วิญญาณบาปทั้งหลายจะตกลงไปสู่นรกขุมใดพวกเขาต้องผ่านด่านทุเลเดือดนี้ไปเสียก่อน" 

           "....ถัดไปทางตะวันออกของทะเลเดือดนี้มีทะเลทรมานอีก 2 แห่ง ซึ่งกว้างถึง 1 แสนโยชน์การลงโทษจะยิ่งทุกข์ทรมานกว่าที่ท่านเห็นอยู่นี้เป็นทบทวีคูณ ทั้งนี้ก็ด้วยอกุศลมูลมี่ 3 คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่พวกเขาสั่งสมเอาไว้ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้วิญญาณต้องถูกชักนำลงมาอยู่ที่นี่ ทะเลนี้มีชื่อเรียกว่าทะเลคนบาป" 

           นางพราหมณีได้ถามต่อไปว่า "ถ้าเช่นนั้นขุมนรกที่แท้จริงอยู่ที่ไหนกันเล่า?" จ้าวแห่งอสูรตอบว่า "ภายใต้ท้องทะเลลึกทั้ง 3 ห้วงนี้แหละ คือขุมนรกใหญ่" 

           "ในแดนนรกมี 18 ขุมใหญ่ แต่ละขุมยังแบ่งออกเป็นนรกขุมย่อยอีกนับพันขุม ทุก ๆ ขุมนรกเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส" 

           นางพราหมณีได้ยินเช่นนั้นแล้วจึงเอ่ยถามว่า "มารดาของข้าพเจ้าเมื่อตอนมีชีวิตอยู่ ท่านได้หลงเดินทางผิดเคยลบหลู่พระไตรรัตน์ ดูหมิ่นพระธรรมบัดนี้ไม่รู้ว่าวิญญาณของท่านจะไปตกอยู่ ณ ที่ใด?" จ้าวแห่งอสูรจึงย้อนถามว่า "มารดาของท่านมีนามว่ากระไร?" นางพราหมณีตอบว่า "บิดามารดาของข้าพเจ้าอยู่ในตระกูลพราหมณ์บิดามีนามว่า ชีรชิณณ พราหมณ์ มารดามีนามว่า ยัฏฐีลีพราหมณีขอท่านผู้เป็นใหญ่ในแดนนรกนี้ได้โปรดกรุณาแจ้งที่อยู่ของท่านให้ข้าพเจ้าทราบด้วยเถิด" 

           เมื่อจ้าวแห่งอสูรได้ฟังดังนั้นก็ประสานมืออภิวันท์แล้วตอบว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ...อันนางยัฏฐีลีผู้เป็นมารดาของท่านนั้นได้เคยตกมาอยู่ในแดนนรกนี้แต่เนื่องด้วยนางได้รับสงเคราะห์ส่วนบุญกุศลอันประเสริฐไพศาลที่ท่านได้อุทิศให้ดังนั้นเมื่อ 3 ราตรีล่วงไปนี้เองมารดาของท่านจึงได้พ้นจากนรกภูมิไปสู่อุดมสถานอันเป็นสุขแล้ว" 

           เมื่อท้าวอสุรอนุราชจ้าวแห่งอสูรได้กล่าวคำปราศรัยพอสมควรแล้ว ก็พนมมือน้อมเศียร คำนับลาจากไปในขณะนั้นที่ขุมนรกก็มีวิญญาณหลายดวงถูกปลดปล่อย อันเนื่องด้วยอานิสงส์ผลบุญที่บุตรหลานอุทิศให้แก่พวกเขาครั้นนางพราหมณีทราบเรื่องของมารดาเป็นที่แจ่มแจ้งแล้ว ก็รู้สึกปลาบปลื้มดีใจเป็นล้นพ้น จิตญาณของนางจึงรีบกลับสู่ร่าง 

           แต่ภาพเหล่าวิญญาณที่น่าเวทนาสงสารจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งกำลังทุกข์ทรมารอยู่ในนรกทำให้นางเกิดธรรมสังเวชและมีจิตเมตตาอยากจะช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้นให้พ้นทุกข์ด้วย


           ดังนั้นางพราหมณีจึงตั้งปณิธานต่อเบื้องพระพักตร์องค์พระพุทธปฏิมาว่า "ข้าพระองค์ขอบำเพ็ญกุศลปัตติทานโปรดสัตว์ในนรกอเวจีให้ทั่วถึงกันตลอดเวลาทั่วทุกกัปป์ในอนาคตขออำนาจคุณพระรัตนตรัยคุ้มครองอย่าให้ข้าพระองค์มีความเบื่อหน่ายต่อการสร้างบุญกุศลไปจนตลอดกาล..เทอญ" 

           ในลำดับนั้นองค์สมเด็จพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงผินพระพักตร์มาตรัสแก่พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ว่า "จ้าวแห่งอสูรผู้เป็นนายผู้คุมนรกก็ได้รับส่วนบุญกุศลจากนางพราหมณีด้วย จนบัดนี้ก็ได้ไป จุติเป็น "พระโพธิสัตว์ ไฉ่โซ่ว" แล้ว 

           และนางพราหมณีผู้มีความกตัญญูกตเวทีอย่างแรงกล้ารูปนั้นก็คือ "พระกษิติครรภโพธิสัตว์ องค์นี้นี่เอง"