จอหงวนหลอ

291 Views

         ในสมัยราชวงศ์หมิง จอหงวนหลอเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริต เขามักคิดอยู่เสมอว่า จะทำอย่างไรให้ราษฏรอยู่ดีกินดีมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่การเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวงไม่อาจทราบความเป็นอยู่อันแท้จริงของประชาชนได้ วันหนึ่งท่านได้ไปตรวจราชการในชนบท จึงได้ทราบว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนรวยและคนจนต่างกันราวฟ้ากับดิน ท่านตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของราษฏรให้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ใช่ว่าจะทำได้เพียงลำพังคนเดียว ถ้าราษฏรไม่มีความสุขสบายจะทนดูอยู่ได้อย่างไร หากทำไม่ได้ก็จะไม่ขอเป็นขุนนางอีกต่อไป ซึ่งในที่สุดก็ทำไม่สำเร็จสมดังคามตั้งใจ จึงลาออกจากขุนนางเป็นราษฏรธรรมดากลับบ้านไปอบรมสั่งสอนบุตร วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

         บัดนี้บุตรชายมีอายุสิบขวบแล้ว บิดาพยายามอบรมบุตรอยู่เสมอ ต่อมาบิดาก็ทดสอบความรู้ของลูกชายโดยตั้งคำถามว่า “ฟ้าคู่กับอะไร?” เจ้าลูกชายเงยหน้าเห็นแม่แอบชี้ที่พื้นอันหมายถึงดิน เจ้าลูกชายเห็นบนพื้นมีขี้ไก่อยู่กองหนึ่งก็ตอบว่า “ฟ้าคู่กับขี้ไก่” บิดาตั้งคำถามอีกว่า “พ่อคู่กับใคร” มารดาชี้ที่หน้าอกอันหมายถึงแม่ เจ้าลูกชายตอบว่า “พ่อคู่กับนม” บิดาได้ฟังดังนั้นสุดที่จะอดทนได้อีกต่อไป “โง่เง่าเต่าตุ่น พ่ออุตส่าห์ลาออกจากขุนนางมาพร่ำอบรมเจ้า เพื่ออนาคตจะได้เจริญก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่คิดว่าเจ้าจะโง่เขลาปานนี้ พ่อผิดหวังมาก แบบนี้พ่อจะอยู่บ้านไปทำไมอีก อย่ากระนั้นเลย ไปออกบวชหาความสงบ ไม่ยุ่งกับทางโลกจะดีกว่า”

         ครั้นวันรุ่งขึ้นจอหงวนหลอก็เขียนจดหมายลาทิ้งไว้บนโต๊ะ แล้วเดินทางมุ่งหน้าไปยังวัดที่ห่างไกลแห่งหนึ่งเพื่อบำเพ็ญเพียร วัดนี้เป็นวัดใหญ่มีพระนับร้อย งานในวัดแบ่งหน้าที่กันทำ งานที่ทุกคนรังเกียจที่สุดคือ การทำความสะอาดห้องส้วม จอหงวนหลอถูกกำหนดให้รับหน้าที่นี้ เขาก็อดทนทำในสิ่งที่ไม่มีใครอยากทำ โดยไม่ถือว่าเป็นงานต่ำ เมื่อตั้งใจเข้าวัดบำเพ็ญเพียรแล้ว งานอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น โดยไม่มีการปริปากบ่น ยามว่างก็สวดมนต์ไหว้พระศึกษาพระธรรมคัมภีร์ ปฏิบัติตามกิจของสงฆ์อย่างเคร่งครัดโบราณว่า “คนดีถูกคนรังแก” แต่จอหงวนหลอใช่ว่าจะเป็นคนโง่เขาคิดว่า “เมื่อจะออกบวชบำเพ็ญเพียร ก็ต้องเริ่มต้นจากขันติอดทน ภายหน้าถึงจะมีวันประสบความสำเร็จ เพียงแต่มุมมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

         การฉันอาหารแต่ละมื้อ คนที่ทำถ้วยชามตกแตกกลัวเจ้าอาวาสลงโทษ จึงไม่มีผู้ใดยอมรับผิด บางคนกลับโยนความผิดไปที่จอหงวนหลอ วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถ้วยชามที่ถูกคนทำตกแตกมีจำนวนไม่น้อย เจ้าอาวาสหวนคิดว่า ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ถ้วยชามตกแตกมีจำนวนหลายร้อยใบ แล้วคนที่ทำตกแตกก็ล้วนแต่เป็นจอหงวนหลอคนเดียว เจ้าอาวาสสงสัยมากจึงเรียกจอหงวนหลอมาสอบถามว่า “ที่ผ่านมาถ้วยชามที่ตกแตกทั้งหมดล้วนแต่เจ้าทำคนเดียวหรือ” จอหงวนหลอเปี่ยมด้วยความเมตตา เกรงว่าคนอื่นจะถูกเจ้าอาวาสลงโทษจึงยอมรับว่า “ที่ผ่านมาถ้วยชามที่ตกแตกทั้งหมดผมทำแตกเองครับ” เจ้าอาวาสกล่าวว่า “ครั้งนี้ยกโทษให้ต่อไปถ้าทำตกแตกอีกจะต้องถูกลงโทษตามกฏของวัด โดยการให้คุกเข่าต่อหน้าพระประธาน”

         วันหนึ่งเจ้าอาวาสต้องการจะพิสูจน์ข้อเท็จจริง จึงทำถ้วยชามให้แตกแล้วทิ้งไว้ในครัว รอจนถึงเวลาที่ทุกคนกำลังฉันเพลอยู่ ท่านจึงเข้าไปในครัวแล้วร้องถามว่า “วันนี้ใครเป็นคนทำถ้วยชามตกแตกทิ้งอยู่ในครัว” ทุกคนต่างตอบว่าตนไม่ได้ทำ แปลกจริงสายตาทุกคนมองไปที่จอหงวนหลอ แล้วบอกว่าไม่มีใครทำ คงจะเป็นจอหงวนหลอเป็นคนทำ ถ้าไม่ใช่เขาจะมีใคร เจ้าอาวาสนิ่งขรึม เพิ่งจะรู้ว่าเรื่องนี้ทุกคนรังแกจอหงวนหลอปรักปรำคนดี จอหงวนหลอถอนใจกล่าวว่า “ขออาจารย์โปรดอภัยทีหลังผมไม่กล้าทำผิดอีกแล้ว” เจ้าอาวาสลองใจอีก โดยบอกกับจอหงวนหลอว่า ที่ผ่านมาถ้วยชามที่เจ้าทำตกแตกหลายร้อยใบ วันนี้จะให้เจ้าซื้อมาชดใช้วัด 1,000 ใบ เจ้าจะยอมไหม? จอหงวนหลอตอบตกลงทันที แล้วก็เขียนจดหมายไปถึงศิษย์เก่าของเขาบอกเล่าถึงเรื่องนี้ เมื่อลูกศิษย์ได้รับจดหมายก็ดีใจที่ครั้งนี้จะมีโอกาสพบกับอาจารย์อีกแล้วเหล่าลูกศิษย์ก็ร่วมกันออกเงินซื้อจาน –ชาม 1,000 ใบ นำไปที่วัดเพื่อพบกับอาจารย์ที่จากกันมานาน

         ฝ่ายภรรยาของจอหงวนหลอ ไม่ทราบว่าสามีไปบวชอยู่ที่ไหน เมื่อทราบข่าวว่าคณะลูกศิษย์ของสามีจะเดินทางไปที่วัดพบอาจารย์ จึงถือโอกาสนี้พาบุตรชายร่วมคณะไปด้วย เมื่อคณะของลูกศิษย์ไปถึงวัด และได้พบกับจอหงวนหลอ “อาจารย์! ผมได้นำจาน-ชาม 1,000ใบมาแล้วครับ” จอหงวนหลอเห็นเหล่าลูกศิษย์มาหาตนก็ตื้นตันใจนัก ขณะที่ศิษย์กับอาจารย์สนทนากันอยู่ ก็เห็นเบื้องหลังมีหญิงวัยกลางคน และชายหนุ่มในชุดข้าราชการคนหนึ่งกำลังเดินมา แม่ลูกได้มายืนอยู่ต่อหน้าจอหงวนหลอ “สวัสดีครับท่านพ่อ” ภรรยาของจอหงวนหลอกล่าวว่า “คนนี้คือลูกของท่าน สอบได้เป็นจอหงวนแล้วท่านดีใจไหม?” จอหงวนหลอดีใจยิ่งนัก หวนรำลึกถึงสมัยที่ตนยังไม่ได้ออกบวช ลูกชายผู้โง่เขลาคนนี้ บัดนี้ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต เมื่อภรรยามีที่พึ่งพิงแล้ว ตนเองก็จะได้ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญเพียรอย่างไร้กังวล

         ครั้นพอสมควรแก่เวลา บุตรและภรรยาของจอหงวนหลอพร้อมกับเหล่าลูกศิษย์ ก็กราบลาจอหงวนหลอกลับบ้านไป มวลหมู่พระในวัดเมื่อมาประสบกับเหตุการณ์ คนที่มาบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แต่เป็นจอหงวนหลอซึ่งไม่เคยคาดคิดเลย ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกผิดและละอายใจแก่ตน ทั้งรู้สึกเลื่อมใสว่า จอหงวนหลอเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ตอนค่ำทุกคนพากันไปหาจอหงวนหลอ เพื่อขอขมาลาโทษ อย่าได้ถือสาเรื่องที่ผ่านมา แต่ทุกคนก็ต้องผิดหวังเพราะจอหงวนหลอได้ออกจากวัดไปอย่างเงียบ ๆ ไปบำเพ็ญเพียรที่อื่นแล้ว โดยไม่ทราบว่าไปอยู่แห่งหนตำบลใด

 

คำกลอนสอนใจของจอหงวนหลอ

คนเราเกิดมาต่างหวังได้ดี

ได้ดีนานไปมักลืมตน

มิใช่เรื่องของตนอย่าสาระแน

ความชั่วอย่าได้กระทำ

ได้ชัยแล้วจงให้อภัย

เป็นคนดีควรทำตัวเป็นคนโง่บ้าง

คนฉลาดไม่ควรอวดฉลาด

วันหน้าดีหรือร้ายไม่อาจทราบได้

จงทำจิตให้ผ่องใสสบาย

เสงี่ยมเจียมตัวอย่าแข็งกระด้าง

เรื่องไร้สาระอย่าพูด

มิใช่เรื่องของตนอย่าออกหน้า

ความมั่งมีศรีสุขไม่เที่ยงดุจน้ำค้างบนดอกไม้

เกียรติยศชื่อเสียงดุจฟองของน้ำ

จงปล่อยวางแล้วแต่ฟ้าลิขิต

ไยต้องดิ้นรนให้ลำบาก

ทางการประกาศหมึกไม่ทันแห้ง

ฝ่าลมฝ่าฝนไปเมืองหลวง

เดินเท้าเปล่าเข้าทำเนียบ

ทั้งหวาดทั้งประหม่าขึ้นท้องพระโรง

ศีลมีมากแต่คนรักษาศีลมีน้อย

รับบุญคุณง่าย แต่ทดแทนบุญคุณยาก

กลับตัวกลับใจได้ไฉน

ต้นสนสามารถสดเขียวทนความหนาวเหน็บ

ยุ่งกับงานทั้งวันไร้สิ้นสุด

สู้หลบไปจำศีลหาความสงบดีกว่า

ใบไม้ใบหญ้าก็ปกปิดร่างกายได้เช่นกเดียวกับแพรพรรณ

ผักป่าแก้หิวดีกว่ากินอิ่มหมีพีมัน

หมุนเวียนเปลี่ยนไปเร็วดังเมฆบิน

วันนี้ไม่ทราบเรื่องของพรุ่งนี้

ไหนเลยจะมีเวลาไปยุ่งเรื่องของคนอื่น

สมหวังหรือผิดหวังทุกอย่างขึ้นอยู่กับฟ้า

วางโครงการจนสิ้นสมองแล้วก็เท่านั้น

ในที่สุดสัตว์ใหญ่ก็กินสัตว์เล็ก

ไม่มียาใดสามารถยืดอายุคนใหญ่คนโต

เงินไม่สามารถซื้อบุตรหลานที่ดีได้

แล้วก็ได้ผ่านไปหนึ่งวัน

หนึ่งวันปล่อยวางเหมือนเป็นเทวดาหนึ่งวัน

แสวงหาอย่างบำบากยากเย็น

ผ่านร้อนผ่านหนาวปีแล้วปีเล่า

ทุกเช้าค่ำต้องหาเลี้ยงชีพ

เลอะ ๆ เลือน ๆ จนแก่ชรา

วุ่น ๆ วาย ๆ เมื่อไหร่จะจบ

ตราก ๆตรำ ๆ เมื่อไร่จะหยุด

เส้นทางเดินเข้าใจแล้ว

แต่ไม่ยอมบำเพ็ญสักที

เกิดเป็นคนต้องรู้จักกลับตัวกลับใจ

ชื่อเสียงเกียรติยศมีวันเสื่อม

พันไม่ตรี พันความแค้น

ได้ลาภ เสื่อมลาภ และกังวล

วางโครงการทางโลกพันปีหน้า

สุดท้ายเหลือแต่กระดูกใต้เนินดิน

พูดจามีเหตุมีผล

ไหนเลยจะไม่นิยมเลื่อมใส

มีกินมีใช้ให้รู้จักหยุด

ชีวิตคนเราดุจแมลง

สือฉงไม่หวังรวยสามพันปี

หันซิ่นบรรลุยอดขุนพล

ยามดอกไม้ร่วง วิหคนกกาลำบาก

ดอกไม้บานเดือนเก้าต่างปรีดา

ป่าดงเงียบสงบแสนสุขอุรา

ทำไมต้องเป็นเจ้าพระยา

จำจากเหย้าเรือนท่องไปในโลกกว้าง

ลาภยศชื่อเสียงไร้ความหมาย

ความรู้ท่วมหัวสุดท้ายคืนสู่ดิน

แม้นเยี่ยมยุทธ์ก็ต้องแก่ชรา

สู้นั่งสมาธิภาวนาดีกว่า

อย่าไปยุ่งทางโลกให้ปวดหัว

วันหนึ่งสามมื้อมีกินก็พอ

เมื่อถึงเวลาหยุดก็ควรหยุด

ชีวิตขึ้นลงเห็นมามาก

สู้อยู่อย่างสงบเรียบง่ายดีกว่า

ยากจนคิดน้อยอยู่สันโดษ

ดีกว่าเด่นดังเพิ่มเวรกรรม

อาหารแม้จืดก็อิ่มได้

มั่งมีศรีสุขไปได้กี่พันปี

สำคัญที่สุดคือความเกิดความตาย

เพชรนิลจินดาไร้ประโยชน์

น้ำจิตน้ำใจปีแล้วปีเล่า

ความเกิดความตายอยู่เบื้องหน้า

สูงส่งหรือต่ำต้อยตามบุญกรรม

จะเด่นจะด้อยอย่าโทษใคร

ตะรวยจะจนอย่าน้อยใจ

ยากดีมีจรฟ้ากำหนด

ชีวิตดำรงตามบุญกรรม

หากปล่อยวางได้ก็คือเทวดา

น้ำใจคนไม่เหมือนก่อน

คนดีมากหลายต้องตกระกำ

ช่วยคนฐานะดีมีให้เห็น

ช่วยคนเดือดร้อนโลกไม่มี

ยามโชคมาเงินทองหาง่าย

ยามดวงตกสุราหนึ่งจอกเซ็นไม่ได้

ถอนใจกับมวลญาติมิตร

มีใครยอมช่วยามเดือดร้อน

มีหรือขาดแคลนอดทนไปก่อน

ลำบากตรากตรำเมื่อไหร่เลิก

จิตใจคนลดเลี้ยงเคี้ยวคดดังสายน้ำ

เรื่องทางโลกประดังมาดุจภูเขา

อดีตปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก

ไป ๆ มา ๆดังจักรผัน

สำเร็๗หรือล้มเหลวตามวาสนา

ขมหรือหวานคือรสชาติชีวิต

รับราชการต้องละเอียดรอบคอบ

อย่าได้เกียจคร้านเปลืองเบี้ยหวัด

คดีทางโลกตามแต่ตนจะสร้าง

ยมบาลยมโลกใครหนีพ้น

ยินดีแลกงานราชการเป็นงานเซียน

สลัดทิ้งจิตปุถุชนก็คือจิตพุทธะ

ฝากคำถึงเมียรักอย่าได้ถาม

ต่อนี้ไปไม่ต้องถามข่าวคราว

จดหมายถึงเปิดออกอ่าน

อ่านแล้วลูกน้อยคงสะอื้น

วีรสตรีไม่แต่งหนสอง

ภัสดาไม่มีหาใหม่อีก

บัดนี้พี่รู้แจ้งเป็นฤาษีไปแล้ว

น้องก็ควรบำเพ็ญตามโดยลดละทางโลก

เพื่อปูทางไปสู่แดนสุขาวดี

คารวะพระแม่กวนอิมด้วยกัน

ความมั่งมีศรีสุขใช่ว่าแสวงหาแล้วจะได้

มีกี่คนที่ประสบความสำเร็จ

เก้าในสิบผิดหวังดังความฝัน

สู้ตามมีตามเกิดดีกว่า

มีแค่ไหนพอแค่นั้น

ก็จักสุขเกษมไร้ทุกข์กังวล

บัดนี้รู้แจ้งในหลักวัฏสงสาร

นั่งตากลมเบิกบานใจ

ข้าวสารเงินทองเราไม่รับ

สิบสามปีกลับไปเที่ยวบ้านเกิด

บุตรหลานย่อมมีวาสนาของเขาเอง

อย่าเอาลูกหลานเป็นม้าเป็นโค

เกิดเป็นคนอย่าเป็นคนเจ้าทุกข์

ฟังพระเทศน์บ้างก็ดี

รู้เรื่องราวน้อยก็ปวดหัวน้อย

รู้จักคนมากเรื่องก็มาก

อยู่ดีกินดีดุจเทียนท่ามกลางลม

หรือเสมือนปลาทองบนกระแสคลื่น

ความร่ำรวยใช่จะสวงหาได้

แม้จะหาได้มีประโบชน์อะไร

ผู้แสวงหาลาภยศมีอยู่ทั่ว

สู้เป็นชีปะขาวดีกว่าเป็นไหน ๆ

ไก่ในกรงมีกินใกล้หม้อแกง

ไก่ป่าไร้เสบียงเที่ยวเสรี

ความมั่งมียากที่จะรักษาไว้ได้ร้อยปี

ทุกชีวิตล้วนแต่ต้องวนเวียนในหกภูมิ

ขอเตือนท่านรีบเดินเส้นทางบำเพ็ญเต่เนิ่นๆ

ยามสูญเสียกายเนื้อทุกอย่างก็จบสิ้น

ศาตราวุธติดกายอยู่หลายปี

มีเรื่องวุ่นวายไม่รู้จบ

หนึ่งบ้านอยู่ดี พันบ้านเศร้า

หนึ่งชาติมีเกียรติ สร้างกรรมร้อยชาติ

เสมือนปลาทองแค่ดูสวยงามเท่านั้น

มีรองเท้าเปลือกไม้กับไม้เท้าไผ่ก็สุขใจ

มีคนมาถามเรื่องการบำเพ็ญ

เมฆอยู่บนเขา ดวงจันทร์อยู่บนฟ้า

ปล่อยวางทางโลกเป็นอย่างไร

ก็เหมือนนกใหม่ซ่อมรังเก่า

เรื่องลำบากก็ต้องลำลากอยู่แล้ว

ดิ้นรนแสวงหาไปทั้งชาติก็เปล่าประโยชน์

สะสมทองหมื่นตำงึงก้หัวหงอกเปล่า ๆ

ชิงดีชิงเด่นสุดท้ายก็เหลือต่ความว่างเปล่า

ทุกสิ้งทุกอย่างดุจดังความฝัน

สู้สวดอามิตตาพุทธทุกวันแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า

โลกนี้มีแต่ความวุ่นวาย

ป่าเขาลำเนาไพร ท่องไปอย่างเสรี

ปลูกกระท่อมพอกันแดดกันฝน

หน้าประตูมีธารน้ำใสไหลเย็น

ยามว่างก็นอนพักผ่อนสุขจริงหนอ

ยามหิวกินข้าวจืดไร้กังวล

วีรบุรุษคนแล้วคนเล่า

ไฉนไปแล้วไปลับ

ดื่มน้ำจัณฑ์คนเดียวหน้าเขาเขียว

พอตื่นร้องรำทำเพลง พอเมาเพ้อพร่ำ

เงินทองหาใช่กิจพันปี

ตะวันยากจะละลายหิมะบนหนวดเครา

ยามละโลกเหลือแต่ศิลาจารึก

เหมือนตัวละครทุกบทบาททำเพื่อใคร

มีอาชีพเลี้ยงตัวได้ควรพอใจ

วันเวลามีไม่มากเผลอแผล็บเดียวก็ผ่านไป

ทุกอย่างฟ้ากำหนดอย่าดิ้นรนแสวงหา

ไฉนต้องวางโครงการให้ลำบาก

สามมื้อกินอิ่มก้ควรรู้จักพอ

ขึ้นสูงแล้วก็ควรรู้จักหยุด

เกิดเรื่องเกิดราวเมื่อไหร่จะสิ้นสุด

ทำร้ายเขาถูกเขาทำร้ายเมื่อไหร่จะหยุด

เวรควรแก้ไม่ควรก่อ

ควรสำรวจตรวจตราตนเอง

จิตใจมนุษย์ร้ายยิ่งกว่าอสรพิษ

กฏแห่งกรรมวนเวียนดังล้อเกวียน

ปีก่อนเอาของคนบ้านเหนือ

วันนี้ต้องคืนคนบ้านใต้

พรัพย์สินของคนอื่นดังน้ำสาดบนหิมะ

ไร่นาที่โกงมาดังน้ำและกองดิน

หากหากินอย่างฉ้อฉล

ก็เหมือนดอกไม้ที่บานตอนเช้าแล้วร่วงตอนเย็น