Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ติดหนี้ต้องชดใช้ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ติดหนี้ต้องชดใช้

528 Views

          แต่ก่อนมีชายคนหนึ่ง ยังชีพด้วยการขายเต้าหู้ วันหนึ่งเขาได้หาบไปขายที่วัด ปรกติพระในวัดฉันเต้าหู้เป็นหลัก ดังนั้นพระอาจารย์จึงซื้อเต้าหู้ทุกวัน คนขายเต้าหู้เป็นคนใจดี โดยขายให้วัดในราคาต้นทุน แต่เวลาซื้อเต้าหู้พระอาจารย์ไม่มีเงินสดจ่าย ต้องใช้วิธีเซ็น รอจนกว่ามีเงินจึงจะจ่าย อาจารย์ซื้อเต้าหู้ทุกวันค่าเต้าหู้สะสมนานเข้ารวมเป็นเงินถึง 100 ตำลึง แต่คนขายก็ยังคงหาบเต้าหู้มาขายให้พระอาจารย์เช่นเคย “ท่านอาจารย์ วันนี้จะซื้อเต้าหู้ไหมครับ?” “วันนี้อาตมาจะซื้อเต้าหู้โดยจ่ายเงินสด” คนขายเต้าหู้ได้ฟังก็พูดด้วยความแปลกใจว่า “ท่านอาจารย์ วันนี้จะซื้อโดยจ่ายเงินสด แล้วของเก่าที่ติดค้างอยู่จะจ่ายเมื่อไหร่ครับ?” อาจารย์ตอบว่า “ค่าเต้าหู้ของเก่าเป็นเงิน 100 ตำลึง หักกับที่ชาติก่อนโยมเป็นหนี้อาตมา 100 ตำลึง หายกันพอดี” คนขายเต้าหู้รู้สึกโมโหอยู่ในใจว่าอาจารย์นี่เบี้ยวเราซะแล้ว ใช้วิธีการโกงซึ่ง ๆ หน้า ไม่มีเงินจ่ายก็หาว่าเราชาติก่อนเป็นหนี้ 100 ตำลึง

          ชายหนุ่มพยายามอดกลั้นอดทนกลับถึงบ้านก็โยนหาบทิ้ง แล้วนอนฮึดฮัดอยู่บนเตียง ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ เสียแรงที่นับถือเป็นอาจารย์ ว่าแล้วก็ถอนใจใหญ่ ภรรยาของเขาเห็นลักษณะท่าทางของสามี รู้สึกแปลกใจจึงเข้าไปสอบถาม “วันนี้เต้าหู้ขายไม่ดี หรือเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ท่านพี่ไม่สบายใจ” สามีไม่ตอบ ภรรยาถามแล้วถามอีก สามีถึงได้ยอมบอกตั้งแต่ต้นจนจบ ภรรยาพลันก็คิดขึ้นได้ว่า พระอาจารย์เป็นพระผู้ใหญ่ ตามหลักต้องมีความเมตตาคงไม่คิดโกงใครง่าย ๆ ไฉนวันนี้ถึงได้พูดแบบนี้ คงต้องมีสาเหตุเป็นแน่ “พรุ่งนี้ท่านพี่หาบเต้าหู้ไปขายท่านอาจารย์ตามปรกติ แล้วกราบเรียนถามท่านว่า ที่เมื่อวานนี้อาจารย์บอกว่าชาติก่อนผมเป็นหนี้ท่าน 100 ตำลึง เรื่องนี้ผมก็เชื่ออยู่ เมื่ออาจารย์มีญาณรู้กรรมในอดีตและอนาคตเช่นนี้ ไม่ทราบว่าชาติก่อนมีใครเป็นหนี้ผมบ้างไหม?”

          วันรุ่งขึ้นคนขายเต้าหู้จึงไปนมัสการถามพระอาจารย์ตามคำแนะนำของภรรยา พระอาจารย์ก็ตอบว่า “มี.....ชาติก่อนก็มีคนเป็นหนี้โยม 150 ตำลึง” “คนที่ชาติก่อนเป็นหนี้ผมเป็นใคร อยู่ที่ไหน แล้วเมื่อไหร่ผมถึงจะได้เงินคืน อาจารย์โปรดบอกให้ละเอียดด้วยครับ” พระอาจารย์ถูกชายหนุ่มตื๊อถามจึงได้บอกว่า “โยมต้องรออีกหนึ่งเดือน เมื่อถึงวันนั้น ให้พาห่อข้าวไปด้วยห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก ตรงนั้นเป็นทางสามแพร่ง จะมีต้นไทรย้อยขึ้นใบหนาทึบอยู่ต้นหนึ่ง ให้โยมปีนขึ้นไปบนต้นไม้นั้นคอยสังเกตดูแล้วคนที่เป็นหนี้โยมก็จะนำเงินไปคืนให้โยมเอง”

          เมื่อชายหนุ่มกราบลาพระอาจารย์แล้วก็กลับบ้านไปบอกกับภรรยา ภรรยาบอกว่าเมื่อถึงเวลานั้นให้ไปพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ก็แล้วกัน ครั้นถึงวันนั้น ชายหนุ่มก็พาห่อข้าวเดินทางไปในที่พระอาจารญ์บอก ก็พบต้นไทรย้อยขึ้นใบหนาทึบต้นหนึ่งจริง จึงปีนขึ้นไปคอยสังเกตดู รออยู่เป็นเวลานานก็เห็นพ่อค้าคนหนึ่งเดินมานั่งบนก้อนหินใต้ต้นไทรย้อย แล้วก็ลงมือนับจำนวนเงินที่นำติดตัวมา ซึ่งอยู่บนต้นไม้ก็เห็นอย่างถนัดชัดเจน คนผู้นี้คงไปเก็บบัญชีมา ก่อนกลับบ้านจึงนับจำนวนเงินดูว่าครบตามบัญชีหรือไม่ ขณะที่พ่อค้านับเงินอยู่นั้นได้เกิดเผลอทำเงินหล่นลงพื้นดินหนึ่งก้อน เมื่อพ่อค้านับเงินเสร็จแล้วก็หิ้วกระเป๋าเดินทางไป ชายหนุ่มที่อยู่บนต้นไม้เห็นพ่อค้าไปแล้วจึงลงมาเก็บเงินก้อนนั้นแล้วเดินทางกลับบ้านทันที ชายหนุ่มหวนคิดถึงคำพูดของพระอาจารย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นความจริง ก็เชื่อยิ่งขึ้นว่า กฏแห่งกรรมนั้นมีจริง เหมือนในคัมภีร์ที่ระบุไว้ว่า “ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต คิดหนี้ต้องชดใช้ด้วยเงิน” แต่นั้นมาคนขายเต้าหู้เมื่อไปที่วัดก็จะถวายเต้าหู้แก่พระอาจารย์เสมอ

          วันหนึ่งพระอาจารย์ได้กล่าวกับคนขายเต้าหู้ว่า “โยมยังอยากจะดูเรื่องกฏแห่งกรรมอย่างอื่นอีกไหม?” “ยังมีเรื่องการติดหนี้ใช้หนี้อีกหรือ ก็ดีซิครับผมไปแน่” “เวลาโยมดูอย่าเปิดเผยตัวนะ แล้วถ้าคนเขาทำเงินตกหล่นก็อย่าเก็บด้วยนะ” ครั้นถึงเวลาเขาก็พาห่อข้าวขึ้นไปแอบดูอยู่บนต้นไม้ต้นเดิม รออยู่ไม่นานก็มีพ่อค้าคนหนึ่งเดินมานั่งที่ใต้ต้นไม้ คล้ายกับกำลังคิดอะไรอยู่ ครู่หนึ่งก็เอาสมุดบัญชีและลูกคิดออกมาดีด ครู่ต่อมาก็เอาเงินที่อยู่ในห่อผ้าออกมานับ นับเสร็จก็หยุดแล้วก็เอาสมุดบัญชีและงินออกมานับใหม่อีก ท่าทางคล้ายกับว่าจำนวนเงินกับบัญชีไม่ตรงกัน ขณะนั้นเขาไม่ทันระวังได้ทำเงินก้อนหนึ่งหล่นลงพื้นโดยไม่รู้ตัว แล้วเขาก็หิ้วห่อผ้าใส่เงินเดินจากไป

          ขณะนั้นมีชายคนหนึ่งจูงโคมาแต่ไกลแมื่อโคเดินผ่านมาที่ใต้ต้นไทรย้อยก็หยุดกะทันหัน แล้วมันก็ใช้จมูกดมไปดมมาที่เงินก้อนนั้นไม่ยอมไปไหน คนเลี้ยงโครู้สึกแปลกใจจึงเดินมาดู โอ! เงินนี่ เขาหยิบเงินก้อนนั้นขึ้นมา แล้วก็จูงโคจากไป ต่อมามีชายคนหนึ่งหาบอาหารหมูอย่างเหงื่อไหลไคลย้อย เมื่อผ่านมาที่ไต้ต้นไม้นี้ก็หยุดพักเหนื่อย ในเวลาเดียวกันพ่อค้าคนที่ทำเงินหล่นเมื่อครู่นี้ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาที่ใต้ต้นไทรย้อย พอมาถึงก็เที่ยวมองหาเงินบริเวณก้อนหินที่เขาเคยนั่งนับเงิน ครั้นหาไม่พบก็หันมาถามคนหาบข้าวหมู “คุณเห็นเงินที่ผมทำตกหรือเปล่าครับ?” คนหาบข้าวหมูถูกพ่อค้าถามถึงกับงุนงง “ไม่เห็น ไม่เห็นเลย” พ่อค้ากล่าวว่า “แปลกแท้ ๆ เมื่อครู่นี้อยู่ที่นี่นับก็ยังครบ พอกลับถึงบ้านเงินขาดหายไปหนึ่งก้อน คงต้องตกหล่นอยู่ที่นี่แน่นอน ถ้าคุณเก็บได้ก็คืนผมเถอะ” คนหาบข้ามหมูบอกว่า “เก็บได้ที่ไหนกัน แม้แต่เห็นก็ยังไม่เห็น” พ่อค้าคนนั้นบอกว่า “ถ้าเก็บเงินของผมได้ ก็ควรคืนผมถึงจะถูก” คนหาบข้าวหมูพูดด้วยเสียงอันดังว่า “บอกว่าไม่ได้เก็บก็ไม่ได้เก็บ” พ่อค้าพูดอีกว่า “มีแต่คุณเท่านั้นที่อยู่ที่นี่ ถ้าคุณไม่ได้เก็บจะมีใครเก็บ?” คนหาบข้าวหมูได้ฟังสุดที่จะทนได้อีกต่อไป “อยู่ที่นี่คนเดียวแล้วจะทำไม แกนี่วอนซะแล้ว” ขาดคำก็คว้าไม้คานที่หาบข้าวหมูหวดอย่างแรงไปที่พ่อค้า 2-3 ที แล้วก็หายข้ามหมูหนีไป พ่อค้าล้มหงายลงกับพื้นกระอักออกมาเป็นโลหิต สักครู่ก็พยายามลุกขึ้นเซไปเซมา ดูท่าทางอาการสาหัสมาก แล้วพ่อค้าคนนั้นก็ประคองตัวเองค่อย ๆเดินจากไป ต่อมาพ่อค้าคนนั้นต้องรักษาตัวเป็นเวลานานกว่าจะหายเป็นปรกติ

          คนขายเต้าหู้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตลอด วันรุ่งขึ้นเขายังคงไปขายเต้าหู้ตามปรกติ เมื่อผ่านไปที่วัดได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พระอาจารย์ฟัง พร้อมกับขอคำชี้แจง พระอาจารย์กล่าวว่า “เรื่องเป็นอย่างนี้ พ่อค้าคนนั้นชาติก่อนติดหนี้คนเลี้ยงโค ดังนั้นชาตินี้จึงต้องคืนเขาไป ส่วนคนหาบข้าวหมูชาติก่อนเคยช่วยเป็นนายประกันให้กับพ่อค้าคนนี้ที่ไปกู้เงินเขา เนื่องจากพ่อค้าคนนี้ชาติก่อนติดหนี้เขาแล้วไม่จ่าย ทำให้คนที่เป็นนายประกันต้องถูกเจ้าหนี้ทวงเงิน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ด้วยนายประกันเองก็ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้แทน ดังนั้นนายประกันจึงมักจะถูกเจ้าหนี้บีบคั้นต่าง ๆ นานา พลอยเป็นภาระเดือดร้อนไม่น้อยแล้วยังเสียชื่อด้วย จึงเกิดความเจ็บแค้นชิงชังคนกู้เงินที่เสียสัจจะ นายประกันจึงมาเกิดเป็นคนหาบข้าวหมูมาแก้แค้น โดยระบายความแค้นด้วยการตีพ่อค้าจนบาดเจ็บ เมื่อคนขายเต้าหู้ได้ฟังพระอาจารย์ชี้แจงแล้ว ก็เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมอย่างไม่มีข้อสงสัยอีก