ภรรยา 3 คน

518 Views

        สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนาดังนี้

        แต่ก่อนมีมหาเศรษฐีคนหนึ่ง เขามีความเป็นอยู่ที่ฟุ่มเฟือยหรูหรามาก แต่เรื่องการบุญการกุศลกลับตระหนี่ขี้เหนียว เขาไม่เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตว่าเป็นอย่างไร ไม่เคยสนใจเรื่องว่า ตนเกิดมาจากไหน ตายแล้วต้องไปไหน

        มหาเศรษฐีมีภรรยา 3 คน คนที่เขารักที่สุดคือภรรยาคนที่ 3 เพราะเธอชอบแต่งตัวอย่างสวยงาม อยู่ใกล้ชิดกับเศรษฐีตลอดทั้งวันไม่เคยห่าง คนที่เขารักรองลงมาคือภรรยาคนที่ 2 ภรรยาคนนี้เกิดมามีบุญวาสนามาก ตามร่างกายมักจะสวมใส่พวกเพชรนิลจินดาจนแพรวพราวไปทั้งตัว ท่านเศรษฐีก็รักมากเช่นกัน ยามใดได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอ เขาก็รู้สึกมีความสุขมาก ยามใดพรากจากเธอก็รู้สึกเศร้าเสียใจ คนที่ไม่รักที่สุดคือ ภรรยาหลวง ภรรยาหลวงคนนี้ จะถูกเขาเรียกใช้ตลอดวัน ช่วยเขาทำงานตลอดวัน แต่ท่านเศรษฐีกลับไม่เคยสนใจไยดีเธอ หรือห่วยใยสุขภาพของเธอเลย

        วันหนึ่งท่านเศรษฐีเกิดป่วยหนัก อาการอยู่ในขั้นหนักมาก ก่อนจะตายเขาได้กุมมือภรรยาคนที่ 3 ไว้แน่น แล้วกล่าวว่า “เธอเป็นคนที่ฉันรักที่สุด ไม่เคยห่างเธอเลย ปรกติเรารักกันเหมือนคนเดียวกัน แยกไม่ออก บัดนี้อาการเจ็บป่วยของฉัน ทำให้ฉันคงจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว เมื่อมาคิดถึงว่าฉันต้องจากโลกนี้ไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเช่นนี้ ทำให้รู้สึกว้าเหว่มาก ฉันจึงอยากขอร้องให้เธอมาตายพร้อมกับฉันได้ไหม?” ภรรยาคนที่ 3 ได้ฟังเช่นนี้ตกใจจนหน้าถอดสีรีบบอกว่า “ฉันรู้ว่าท่านรักฉันมาก แต่ที่ท่านบอกให้ฉันตายพร้อมกับท่าน เป็นไปได้อย่างไร? ท่านอายุมากแล้วก็ย่อมต้องตายเป็นธรรมดา ส่วนฉันอายุยังน้อย จะตายตามท่านไปได้อย่างไร? ท่านก็ดีกับคุณผู้หญิงคนที่ 2 มากด้วยมิใช่หรือ? ท่านให้เขาตายพร้อมกับท่านก็แล้วกัน”

        "โธ่ เสียแรงที่ฉันดีกับเธอมาก” ท่านเศรษฐีได้แต่ถอนใจและเรียกภรรยาคนที่ 2 มาพบ แล้วบอกกับนางแบบเดียวกับที่บอกกับภรรยาคนที่ 3 ภรรยาคนที่ 2 ได้ฟังตกใจจนตัวสั่น รีบบอกว่า “ปรกติท่านรักฉันมาก ฉันขอขอบคุณ แต่ที่จะให้ฉันตายพร้อมกับท่านคงยังไม่ได้ เพราะว่าฉันยังสาวอยู่ เมื่อท่านตายแล้ว ฉันยังสามารถแต่งงานใหม่ได้” “โธ่ ปรกติฉันรักเธอยังกับอะไรดี ไม่เพียงแต่เธอไม่ยอมตายด้วยกันเธอยังจะไปเป็นของคนอื่นอีก” ท่านเศรษฐีจนปัญญาได้แต่เรียกหาภรรยาหลวงที่ปรกติเขาไม่เคยในใจเลยมาพบ “ต้องขอโทษเธอเป็นอย่างมาก ที่ที่ผ่านมาฉันได้เย็นชากับเธอเกินไป ตอนนี้ฉันก็กำลังจะตายแล้วแต่ว่าฉันคนเดียวไปปรโลก รู้สึกเดียวดายว้าเหว่มากขอให้สงสารฉัน เธอมาตายพร้อมกับฉันได้ไหม?” เขาอ้อนวอน “โบราณว่าแต่งกับไก่ติดตามไก่ แต่งกับหมาติดตามหมา บัดนี้ท่านจะตายแล้ว ฉันก็ไม่ขออยู่ต่อไปคนเดียว ยินดีที่จะตายตามท่านไปด้วย”

        ท่านเศรษฐีคิดไม่ถึงว่าภรรยาหลวงจะยอมตายพร้อมกับเขาเมื่อได้ฟังดังนั้นรู้สึกเหลือเชื่อ ทั้งละอายใจแก่ตน “เธอซื่อสัตย์ภักดีกับฉันเช่นนี้ แต่ฉันกลับละเลยไม่เคยสนใจเธอเลย จนเกือบจะลืมเธอเสียแล้ว ในทางกลับกัน ฉันเห็นภรรยาคนที่ 2 ที่ 3 สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง แต่พวกเขากลับเนรคุณใจจืดใจดำทอดทิ้งฉันไม่ยอมตายเป็นเพื่อนฉัน ฉันรู้สึกเสียใจและละอายใจตน ที่แต่ก่อนทำไมฉันจึงไมีรักถนอมเธอ ไม่สนใจเธอ ไม่ดีกับเธอมากกว่านี้”

        เมื่อพระผู้มีพระภาคเล่านิทานเรื่องนี้จบ ก็ทรงมีพระดำรัสอีกว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในนิทานเรื่องนี้ไหม? ภรรยาคนที่ 3 หมายถึง ร่างกายของคนเรา คนทั่วไปมักจะเอาใจใส่ร่างกายของตนเองมาก เวลาอากาศหนาว ก็รีบใส่เสื้อผ้าอย่างหนา พออากาศร้อนก็รีบเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าอย่างบาง พอเป็นโรคหวัดเล็กน้อย ก็รีบไปหาหมอรักษา นอกจากนี้ ปรกติยังแต่งตัวให้มันจนสวยงามน่าดู แต่ว่ากายเนื้อเป็นเพียงแค่หน้าตาภายนอก แม้จะบำรุงรักษาหรือตบแต่งให้น่าดูแค่ไหน ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อจิตเดิมแท้แม้แต่น้อย พอสิ้นลมปราณก็จะเป็นเพียงแค่ซากศพ ไม่อาจไปพร้อมกับจิตเดิมแท้ได้ แต่ถ้าหากคนเราสามารถใช้กายเนื้อนี้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม สร้างบุญสร้างกุศลก็จะเป็นการเรียกว่า ใช้การปลอมบำเพ็ญความแท้ แบบนี้กายเนื้อถึงจะมีประโยชน์ต่อจิตเดิมแท้

        ภรรยาคนที่ 2 หมายถึงทรัพย์สินเงินทอง เพชรนิลจินดาและลาภยศชื่อเสียง คนทั่วไปวัน ๆ ล้วนแต่แสวงหาสิ่งเหล่านี้ มั่งมีแล้วก็ยังอยากมั่งมียิ่งขึ้น มีตำแหน่งสูงแล้วก็ยังอยากสูงยิ่งขึ้นไม่เคยรู้จักพอ เอาเวลาและสติปัญญาทั้งหมดทุ่มเทให้กับสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะบางคนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ถึงกับทำผิดศีลธรรม ทำผิดกฏหมาย ทว่าลาภยศเป็นของนอกกาย ตอนเกิดไม่ได้พามา ตายแล้วพาไปไม่ได้ การทุ่มเทแสวงหามาตลอดชีวิตต่อให้มั่งคั่งยิ่งกว่านี้ มีตำแหน่งสูงยิ่งกว่านี้ ท้ายสุดก็เหลือแต่ความว่างเปล่า พาไปไม่ได้แม้แต่น้อย แล้วจะมีความหมายอะไรเล่า? ดังนั้น ความมั่งมีและลาภยศ จึงหามีประโยชน์ต่อพุทธจิตอันแท้จริงของตนแม้แต่น้อยไม่ นอกจากท่านจะใช้มันทางบริจาคแสดงออกถึงจิตแห่งความเมตตามีคุณธรรม

        ภรรยาหลวง หมายถึง จิตใจของคนเรา ซึ่งก็คือตัวตนของทุกคน หรือจิตพุทธะอันแท้จริง คนทั่วไปรู้จักแต่กายเนื้อโดยไม่รู้ว่ายังมีจิตพุทธะอันแท้จริงอีกดวงหนึ่ง มันไม่เกิด ไม่ดับ ไม่สกปรก ไม่สะอาด ไม่เพิ่ม ไม่ลด ทั้งเมตตาและว่างเปล่า เสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักมัน ดังนั้นจึงไม่สนใจหรือเอาใจใส่มัน เพื่อทำให้มันสว่างไสวขึ้นมา รู้แต่จะทำให้กายเนื้อสมปรารถนาในกิเลสตัณหา ละโมบในลาภยศ กระทั่งจิตดำมืดขุ่นข้น กายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเต็มไปด้วยบาปกรรม ต่อเมื่อตายแล้วถึงรู้ว่า คนเรายังมีจิตเดิมแท้เหลืออยู่ ซึ่งก็คือตัวตนอันแท้จริง แต่เนื่องจากขณะมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้ขัดเกลาจิตใจสว่างไสว ดังนั้นจึงมีแต่บาปกรรมเต็มตัว