Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอน ท่องแหล่งสามัญชนในแดนนรก | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอน ท่องแหล่งสามัญชนในแดนนรก

220 Views

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2521

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า:  

เมืองมนุษย์     ประชันแข่ง         กิจการ
ในบาดาล        ผีแข่งกัน            ยามอาทิตย์ตก
ช่างยึดมั่น       ในตัวกู                ปลงไม่ตก
ลงนรก            วิญญาณทุกข์     อารมณ์หมอง

         อรหันต์จี้กง: กิจการในเมืองนรกต่างก็แก่งแย่งขันแข่งกันสุดเหวี่ยงแม้จะอยู่ภายใต้แสงดาวอันมัวซัวของยมโลก ในยามราตรีก็ยังมองเห็นกิจการต่างๆ เต็มไปหมดตามทุกหนทุกแห่ง ท่านเหล่าจื่อ ได้กล่าวไว้ว่า “ที่ข้าพเจ้าเป็นห่วงหนักหนานั้นก็เพราะว่าเพื่อตัวตนของข้าพเจ้าเอง ในเมื่อไม่มีตัวตนแล้วข้าพเจ้าจะไปห่วงอะไรอีกเล่า” สังขารจอมปลอมร่างนี้เมื่อยังปลงไม่ตกละไม่หมด จึงทำให้มนุษย์ผู้ที่ตกเข้ามาอยู่ในแดนนรก ยังมีความรักๆ ใคร่ๆ หลงเหลืออยู่จะเกิดเป็นคลื่นขึ้น เจ้าว่ามันตลกไหม? วันนี้ฉันจะพาเจ้าไปเยี่ยมชม “เมืองสามัญชน” แล้วเจ้าจะเข้าใจได้ตลอด เจ้าจงรีบขึ้นบนดอกบัวเสีย
         หยางเซิง: รับคำบัญชา กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้….

         อรหันต์จี้กง: ถึงแล้ว เจ้าจงลงไปเสีย
         หยางเซิง: เมืองๆ นี้คึกคักพลุกพล่านเหลือเกิน คนที่เข้าๆ ออกๆ ก็มากหลาย บนใบหน้าล้วนมีแววแห่งความร่าเริงยิ้มย่อง และไม่มียมทูตคอยควบคุมอยู่ด้วย ในสภาพที่อิสรเสรีมาก บนประตูเมืองมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า “แหล่งสามัญชน” ภายในจะมีสภาพประการใดมิทราบ?

         อรหันต์จี้กง:   “แหล่งสามัญชน” ก็คือ “แหล่งวิญญาณธรรมดา” ล่ะ บรรดาชาวโลกที่ตายแล้ว วิญญาณที่มีส่วนดีส่วนชั่วเท่าๆ กัน ที่มิได้มีคุณ-โทษหนักหนาเกี่ยวพันกับผู้อื่นในแดนมนุษย์ จึงไม่ต้องไปเกิดใหม่ รวมเข้ามาอยู่ใน “แหล่งสามัญชน” ในยมโลกที่เรียกว่า “แหล่งสามัญชน” ก็คือ อาชีพที่อิสระ ผู้ที่เป็นชาวไร่ชาวนาหรือเป็นพ่อค้าวาณิชในแดนมนุษย์ เมื่อมาอยู่ยังที่นี้ ก็สามารถจะยึดอาชีพเก่านั้นได้อีก แต่เขาถือเอาเกษตรกรรมและพาณิชย์เป็นหลัก ก่อร่างสร้างตัวด้วยตนเองจะไม่เหมือนเมืองมนุษย์ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามาก ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต้องเปลืองแรงลำบากกาย แต่ที่ได้มาอยู่ ณ ที่นี่ก็ต้องอาศัยมือทั้งสองข้างทำงานทำการเพื่อยังชีพ เราเข้าไปชมยังข้างในกันเถอะ
         นายทหาร: ที่บุกรุกเข้ามานั้นเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์จากแห่งหนตำบลใดมิทราบ?

         อรหันต์จี้กง: อาตมาคือพระอรหันต์จี้กง ได้รับเทวโองการให้พาชาวมนุษย์มาเยี่ยมชมสถานที่ของท่าน เพื่อแต่งหนังสือปลอบเตือนชาวโลก
         นายทหาร: เหตุการณ์ของสถานที่ที่นี้จะเอาไปเปิดเผยได้ยังไรเล่าครับ?
         อรหันต์จี้กง: อันนี้คือเทวโองการ จงรีบเข้าไปรายงานเถิด

         นายทหาร: ขอท่านอาจารย์จงยกโทษให้เถิดครับที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ข้าพเจ้าจะเข้าไปรายงานให้ก็แล้วกันนะครับ
         เจ้าเมือง: ขอท่านอาจารย์ได้โปรดอภัยให้ด้วย และท่านหยางเซิงด้วยครับ เนื่องจากนายทหารไม่รู้จักท่านขอยกโทษให้ด้วย

         อรหันต์จี้กง: เนื่องจากมิได้บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้า โปรดอย่าได้ติเตียนเลย
         เจ้าเมือง: เชิญท่านทั้งสองเข้าชมภายในเถิดครับ

         หยางเซิง: ขอบคุณท่านผู้ปกครองในเมืองมนุษย์ซินะ?
         อรหันต์จี้กง: เจ้าหยางเซิงจงอย่าพูดมากไปเลย ที่เรียกว่า “ปกครอง” คือคำยกย่องก็คือผู้ดูแลปกครองของแหล่งวิญญาณธรรมดานั่นแหละ

         หยางเซิง: สิ่งปลูกสร้างภายในสถานที่แห่งนี้ ล้วนเป็นเรือนไม้ ไม่มีอาคารตึกรามอย่างเมืองมนุษย์เลย
         เจ้าเมือง: “แหล่งสามัญชน” เป็นที่อยู่ของวิญญาณผีธาตุดิน และธาตุไม้ มันผูกพันอยู่ด้วยกัน ดังนั้น วิญญาณผีจะอยู่ในเรือนไม้ดูจะเหมาะสมมากกว่า

         หยางเซิง: มีทั้งร้านอาหาร และร้านขายของชำด้วย ฝูงชนก็เหมือนคนในแดนมนุษย์ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่บางคนไว้ผมยาว บ้างก็นุ่งห่มเสื้อผ้าแบบโบราณ มิทราบว่าเหตุใด?
         เจ้าเมือง: เนื่องจากในสถานที่นี้วิญญาณจากสมัยต่างๆ กัน ต่างก็ยึดความเป็นอยู่เหมือนดังขณะที่ตนอยู่ในเมืองมนุษย์ ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ทำให้ท่านรู้สึกว่าแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ข้าพเจ้าจะพาท่านไปชมดูการทำนาตามทุ่งนานะครับ

         อรหันต์จี้กง: ทางแจ้งและทางลับแม้ว่าจะแยกออกจากกัน แต่ส่วนจิตใจนั้นตรงกัน ตอนมีชีวิตอยู่ ไม่ยอมบำเพ็ญและเข้าใจในธรรม เมื่อตายลงแล้วก็ยังไม่ลืมอาชีพเก่า ที่เรียกว่า “พาเอาอาชีพไปเกิด” ก็คือมีสภาพเช่นนี้แหละ ไม่ทิ้งงานเก่าเมื่อมาอยู่ยังที่นี้จึงต้องจับอาชีพเก่านี้อีก
         หยางเซิง: ทุ่งนานอกเมือง ทุกแห่งมีคนทำการเพาะปลูกอยู่ แต่ล้วนอาศัยมือทั้งสองข้างทำเอา ไม่มีรถแทร็กเตอร์ หรือแม้วัวควายช่วยทำงานเลย

         เจ้าเมือง: ตายลงแล้วจะเสพสุขเหมือนตอนมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ ที่อาศัยได้ก็คือพลกำลังตามธรรมชาติที่มีอยู่เท่านั้น เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ
         หยางเซิง: คนพวกนี้มีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง

         เจ้าเมือง: แบบเดียวกันกับในมนุษย์นั่นแหละ ต้องกินอาหาร 3 เวลา แต่ว่าต้องเป็นพืชผักล้วนๆ เพราะเหตุว่าดวงวิญญาณนั้นยังมีความโลภโกรธหลงอยู่ ดังนั้นจึงยังมีการแต่งงานไปมาหาสู่กัน แม้ว่าตามปรกติต้องทำงานหนักลำบากมากแต่นานไปก็เคยชินไปเอง
         หยางเซิง: มิทราบว่าพวกเขาจะทำงานนี้ตลอดไปหรือไม่ไฉน?

         เจ้าเมือง: ไม่หรอกครับ มันมีการควบคุมทางอายุขัย เมื่อได้เวลาแล้วก็ปลดเกษียณไป และไปทำการเกิดใหม่อีก
         หยางเซิง: มิทราบว่าที่เอากระดาษเงินกระดาษทองและของเซ่นไหว้ในแดนมนุษย์ พวกเขาจะได้รับมอบหรือเปล่าประการใด?

         เจ้าเมือง: ปัญหานี้เป็นที่ถกเถียงกัน โดยไม่รู้จักจบสิ้นและยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ของชาวมนุษย์ ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ทราบเป็นกรณีพิเศษ เมื่อบรรพบุรุษของชาวมนุษย์ตายลงแล้ว บ้างก็เผากระดาษเงินกระดาษทองต่างๆ เพื่อให้แก่ผู้ตายรับไปใช้จ่าย และผู้ตายล้วนเป็นตัวที่ต้องโทษในยมโลก ดังนั้นจึงไม่สามารถจะได้รับเงินทองจำนวนนั้น ภาษิตกล่าวว่า “เมื่อบุญมาวาสนาส่งดินทรายก็กลายเป็นทองคำ” เรามาพูดถึงเมืองมนุษย์ในขณะนี้ดูบ้าง ที่ดินในเมืองมีราคาเท่าทองคำ ดังนั้นที่ดินกลายเป็นทองคำจึงมีส่วนเป็นจริง ส่วนกระดาษเงินกระดาษทองต่างๆ นั้นผลสุดท้ายก็ตกเข้าในดิน ดังนั้นดินจึงสามารถผลิตทองคำขึ้น ทั้งนี้สืบเนื่องจากความสัมพันธ์คาบเกี่ยวกันระหว่างธาตุทั้ง 5 กระดาษต้องผ่านไฟ (เผา) จึงเป็นขี้เถ้า ธาตุทองที่ติดอยู่ในกระดาษเงินกระดาษทองนั้นยังมิได้สูญหายไปไหน ส่วนขี้เถ้านั้นก็กลายมาเป็นดินแล้วน้ำก็มาทำให้เปียกชุ่ม จึงเป็นธาตุแห่งผลผสมจากธาตุทั้ง 5 วิญญาณผีที่ได้รับกระดาษเงินกระดาษทองจากลูกหลานในโลกมนุษย์นั้น คืออวัยวะภายในเรือนร่างได้รับธาตุแห่งผลผสมจากธาตุทั้ง 5 เหมือนหนึ่งมนุษย์ได้รับส่วนบำรุงอย่างไรอย่างนั้น เพื่อที่จะได้กระตุ้นให้มีการเจริญเติบโตขึ้น

         หยางเซิง: แล้วไฉนจึงเคยได้ยินผู้คนพูดว่าผู้ตายมักจะเข้าฝัน ขอเงินทองไปใช้จ่ายเล่า?
         เจ้าเมือง: ของกินของวิญญาณนั้นน่ะ คือธาตุแห่งผลผสมจากธาตุทั้ง 5 เมื่อเป็นดังนี้แล้วของที่เซ่นไหว้นั้น จึงไม่ได้ถูกวิญญาณผีกลืนกินไปเลย เพียงแต่ดูดเอากลิ่นไอเข้าไปเท่านั้นเอง วิญญาณผีต้องอาศัยการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ หรือผู้ที่ถูกทำโทษไปแล้วพลกำลังไม่เพียงพอ จึงต้องกลับไปขอของกินและเงินทองจากญาติในแดนมนุษย์ เพื่อเป็นการบำรุงพลกำลัง การเผากระดาษเงินกระดาษทองนั้น มิควรเผาให้มากนัก คือรับเอาความกตัญญูเพียงนิดเดียวจากลูกหลานเท่านั้น เพราะเหตุว่าลูกหลานได้มีความสมบูรณ์พูนสุข ในแดนมนุษย์อยู่แล้ว บรรพบุรุษของตนไม่มีโชคที่จะเสพสุขอันนั้นได้ จึงต้องไปเซ่นไหว้บ้าง เพื่อเป็นการปลอบใจวิญญาณผี ซึ่งเหมาะสมแก่เหตุผลอยู่แล้ว ความที่มีโชคดีโชคร้าย ล้วนเป็นจากธาตุชนิดหนึ่ง ดังนั้นการเผากระดาษจึงมีธาตุไฟ เพื่อไปคลายธาตุลับของวิญญาณผี และไปช่วยเสริมพลกำลัง จึงเป็นการใช้ในทางพิสดารแยบยลมาก ชาวมนุษย์จึงอย่าเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็ไม่ควรเผาให้มากนัก เผามากไปก็ไม่สามารถรับได้ จึงเท่ากับสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น การเผากระดาษเงินกระดาษทองวิญญาณผีเพียงดูดเอาแต่ธาตุไปเท่านั้น โดยมิได้เอาไปใช้ในทางซื้อขาย ในยมโลกมีเงินตราอีกชนิด ใช้กันอยู่โดยมิได้อาศัยการส่งเสียจากโลกมนุษย์

         อรหันต์จี้กง: กระดาษเงินกระดาษทองซึ่งได้ยังประโยชน์แก่วิญญาณผีเท่านั้นเอง หากเป็นผู้ที่มีบุญกุศลยิ่งใหญ่ตอนมีชีวิตอยู่ หรือผู้บำเพ็ญธรรมเมื่อตายลงคืนสู่ทางบริสุทธิ์ ดวงวิญญาณนั้นมี “ธาตุแห่งธรรม “ พวยพุ่งสู่สวรรค์ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทองช่วยเหลือเจือจานจาก “เงินปุถุชน ธาตุปุถุชน” สิ่งนี้ชาวโลกจงตระหนักให้ซึ้งด้วย
         หยางเซิง: พูดสมเหตุสมผลมากครับ มิเช่นนั้นแล้วโรงพิมพ์แบงก์กงเต๊กในแดนมนุษย์ ทำการพิมพ์ไปคนละอย่างคุณภาพที่ผลิตออกก็ต่างกันมากหลาย เมื่อตกไปถึงธนาคารในยมโลก จะให้ใช้กันอีกรูปไหน?

         อรหันต์จี้กง: ฮา! ฮา! โรงพิมพ์แบงก์กงเต๊กในแดนมนุษย์มากเหลือเกิน มุ่งแต่หาผลกำไร แต่ละโรงแข่งกันตัดทอนคุณภาพลงทั้งนั้น หากไม่ทำการแบบมาตรฐานแล้ว ฉันว่าเมื่อตกมายังยมโลก เมื่อโดนเด้งคืนละก็ เป็นกรรมของตัวเองละ
         หยางเซิง: วิญญาณผีใน “แหล่งสามัญชน” จะมีความแตกต่างกับวิญญาณโทษกันอย่างไรบ้างครับ?

         เจ้าเมือง: วิญญาณผีใน “แหล่งสามัญชน” จะมีความเป็นอิสรเสรีมากกว่า ไม่มีการบังคับกันมากนัก แต่ที่จะไปยังแดนมนุษย์ ต้องได้รับการอนุญาตเสียก่อน แต่ในเดือน 7 จะให้หมุนเวียนออกไป พวกวิญญาณโทษก็จะแตกต่างกันมาก ตามปรกติต้องรับการลงโทษอยู่ นอกเสียจากเป็นวันที่สิ้นชีพเพื่อไปรับการเซ่นไหว้หรือกรณีพิเศษแล้ว จะออกไปยากหนักหนา แต่สำหรับเดือน 7 ได้รับการยกเว้น ที่โทษเบาหน่อย จะออกไปเที่ยวเล่นได้
         หยางเซิง: อ้อ ความจริงเป็นอย่างนี้เอง

         อรหันต์จี้กง: ขอเตือนชาวโลกจึงบำเพ็ญเข้าให้ถึงในธรรมและเข้าใจหลักธรรมจริง ให้ทะลุปรุโปร่งว่าตัวมันเป็นสิ่งเทียบ (คือสังขารไม่เที่ยง) เพื่อที่จะไม่ต้องทำให้ตอนที่ตัวตายลงแล้วยังมีความคิดเหมือนตอนเป็นมนุษย์อยู่ จะต้องไปทำงานหนักใน “แหล่งสามัญชน” ซึ่งไม่สมกับคุณค่าของมันเลย ถ้ามิได้บรรลุถึงการหยุดเกิด และพ้นจากความตายละก็ ความมีชีวิตอยู่จึงเท่ากับตายแล้ว และที่ตายแล้วก็เท่ากับมีชีวิตอยู่ด้วย เป็นๆ ตายๆ หมุนเวียนอยู่ในห้วงแห่งเวียนว่ายตายเกิดไม่มีวันจะลืมตาอ้าปาก วันนี้เวลาหมดลงแล้ว เตรียมกลับสำนัก
         เจ้าเมือง: ให้ข้าราชการทั้งหลายตั้งแถวนมัสการส่ง

         หยางเซิง: ขอบคุณท่านผู้ปกครองเมืองที่ได้ให้การชี้แจง ขอลาก่อนละ….
         อรหันต์จี้กง: สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งถึงแล้ว
         หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม