ตอน ชมการเวียนว่ายตายเกิดใน 6 ช่องทาง

189 Views

วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2521

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า: 

เมื่อสูญสิ้น      กายมนุษย์     ทุกข์แสนเข็ญ
ผู้บำเพ็ญ        มีอาภรณ์        เหมาะสมล้ำ
ทุจริต             ขนคุมตัว        เขางอกซ้ำ
เป็นสัตว์น้ำ    แลสัตว์บก       อนาถใจ

        อรหันต์จี้กง: วันนี้เตรียมท่องนรก เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
        หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา ไฉนอาจารย์ท่านจึงไม่กล่าวคำคมสัก 2-3 ประโยคล่ะครับ?

        อรหันต์จี้กง: พูดมากก็ต้องผิดมาก พร่ำพูดไปจะกลายเป็นสิ่งประหลาด สู้พูดน้อยไม่ได้ ที่เรียกว่าพูดไป 2 ไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทองนั่นแหละ 
        หยางเซิง: ขอรับกระผม! กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว

        อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วละ วันนี้มายังขุมที่ 10 อีกครั้งเพื่อเยี่ยมชมสภาพจริงของการเวียนว่ายตายเกิดแห่ง 6 ช่องทาง เจ้าควรปลุกประสาทให้ตื่นขึ้นอย่างพรั้งพร้อม…ยมบาลแห่งขุมที่ 10 ได้ออกมาแล้ว
        หยางเซิง: ขอแสดงความคารวะต่อท่านยมบาลครับผม

        ยมบาล: ยินดีต้อนรับท่านทั้งสอง ที่ได้มาเยี่ยมชมอีกครั้งในวันนี้ครั้งก่อนนั้นเพียงแต่ชมศาลาคุณยายเม้ง วันนี้จะให้ชมสภาพการณ์ของ “หอหมุนเวียน” ขอเชิญท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงตามข้าพเจ้าไปเถิด
        หยางเซิง: ขอขอบคุณท่านยมบาล ที่ได้ให้การชี้แจงแนะนำอย่างเหน็ดเหนื่อยครั้งแล้วครั้งเล่า

        ยมบาล: ไม่เป็นไรมิได้ อันนี้เป็นภาระหน้าที่ของข้าพเจ้าอยู่แล้ว หากชาวมนุษย์ยังไม่ละทิ้งความชั่วประกอบความดีละก็ “หอหมุนเวียน” จะไม่มีโอกาสหยุดหมุน นั่นก็หมายถึงความอับโชคของมวลมนุษย์ด้วย
        หยางเซิง: สายน้ำสีแดงในแม่น้ำเบื้องหน้าที่ไหลผ่านไปนั้น เป็นอะไรมิทราบ?

        ยมบาล: นั่นคือ “แม่น้ำแดง” เป็นแม่น้ำที่รวมพลกำลังและโลหิตทั้งหลายของชาวมนุษย์ ท่านจะเห็น “แม่น้ำแดง” ไหลพลั่กไปไม่มีการหยุดยั้ง อันเปรียบเสมือนความใคร่ของชาวโลกที่ผลุบโผล่ขึ้นอย่างไม่ยอมสงบนิ่ง
        หยางเซิง: ข้างแม่น้ำ มีของสิ่งหนึ่งคล้ายวงล้อรถเคลื่อนไหวหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาเป็นอะไรมิทราบ?

        ยมบาล: นั่นคือ “หอหมุนเวียน” หรือที่เรียกว่า “จี้ฮ้อเชีย” (คือรถนรกนั่นเอง) ขณะนี้ได้ลอยผลุบโผล่อยู่ในแม่น้ำสีแดงหมุนเวียนไปเรื่อยๆ 
        หยางเซิง: แล้วด้านนั้นไฉนจึงมีสะพานอีกเล่าครับ?

        ยมบาล: ขุมนี้เป็นที่ตั้งของการหมุนเวียน ยมโลกได้มาสิ้นสุดหมดลง ณ ที่นี้ สะพานเป็นช่องทางที่จะให้ผ่านไปยังที่ต่างๆ ข้างหน้านั้นมี “สะพานทอง, เงิน, หยก, หิน, ไม้, และไม้ไผ่” 6 ชนิดที่ประกอบเป็นตัวสะพานนั้นขึ้น

        1.สะพานทอง: บรรดาที่ได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์ เมื่อได้ท่องชมแต่ละขุมแล้วยมโลกได้จำหน่ายคดีให้ เสร็จแล้วได้ผ่านสะพานนี้ขึ้นสวรรค์ไปเลย ส่วนผู้ที่บำเพ็ญธรรมที่บรรลุขั้นสมบูรณ์แห่งธรรมนั้นแล้ว ตอนที่ตัวตายลงแล้วบางท่านจะผ่านแดนระหว่างโลกมนุษย์กับยมโลกเสด็จตรงไปยังเบื้องบนสวรรค์ โดยมิต้องผ่านสะพานนี้ไป

        2. สะพานเงิน:  บรรดาที่สร้างความดีขนานปานกลางในโลกมนุษย์ เมื่อตายลงแล้วไปทำการอบรมบำเพ็ญธรรมจาก “สำนักรวมคดี” และได้สอบผ่านได้ ต่อไปก็ไปชำระล้างวิญญาณให้ผ่องแผ้วจาก “น้ำตกบาดาล” แล้ว จะต้องผ่านสะพานนี้เพื่อไปรับตำแหน่งเจ้าในแดนมนุษย์ รับการบูชากราบไหว้จากมวลชน โดยการมีเซ่นสรวงอยู่ตลอดเวลา 

        3. สะพานหยก:  บรรดาที่ได้ประกอบบุญกุศลไว้ในโลกมนุษย์ เมื่อผ่านการพิจารณาของแต่ละขุมแล้ว จะไปเกิดในบ้านผู้ดีมีเงิน ต้องผ่านสะพานนี้เข้า “หอหมุนเวียน” ไปเกิด

        4. สะพานหิน: บรรดาที่ทำความดีความชั่วก้ำกึ่งกันในโลกมนุษย์ ที่จะไปเกิดเป็นคนธรรมดาสามัญ ต้องผ่านสะพานนี้ไปเข้า “หอหมุนเวียน” 

        5. สะพานไม้: บรรดาที่ทำความชั่วมากกว่าความดีในโลกมนุษย์ จะไปเกิดเป็นคนชั้นต่ำยากไร้อนาถา ต้องผ่านสะพานนี้ไปเข้า “หอหมุนเวียน”

        6. สะพานไม้ไผ่: บรรดาผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญสารพัดเลวต่างๆ นานา ผิดศีลธรรมปล้นฆ่า มั่วกามข่มขืนสุดยอดทุกกรณีจะไปเกิดในรก ไข่ น้ำ ใน 4 ทางเกิด ต้องผ่านสะพานนี้ไปเข้า “หอหมุนเวียน”

        หยางเซิง: ขอขอบคุณท่านยมบาลที่ให้การอธิบาย แต่บนสะพานเงินสะพานทองนั้นมีผู้คนโหรงเหรง นอกจากนั้นบนสะพานต่างๆ แออัดยัดเยียดเหลือหลาย คล้ายกับว่าต่างจะแข่งกับเวลาอย่างไรอย่างนั้น
        อรหันต์จี้กง: “ฉันเดินทางของฉัน เธอเดินตามทางของเธอ” ซึ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกัน บรรดาวิญญาณผีที่จะเข้าไปหมุนเวียนนี้ได้ผ่านการดื่มน้ำลืมชาติ สะลึมสะลือ ต่างมุ่งไปในทางที่ตนเองเลือกหมายเอาไว้ บ้างก็แต่งเครื่องแบบของข้าราชการ บ้างก็หอบหิ้วเครื่องไม้เครื่องมือ บ้างก็ถือหนังสือพู่กัน บ้างก็ปกคลุมด้วยหนังสัตว์ บ้างก็สวมเขาไว้บนหัวต่างก็แสดงความสามารถด้วยอาการบ้าบิ่น ที่จะไปแสดงความสามารถในแดนมนุษย์

        ยมบาล: พวกนั้นล้วนได้เสียสติสัมปชัญญะไปหมดสิ้น ดังเช่นผู้ที่ถือมีดในมือนั้นไม่รู้ว่าการไปครั้งนี้มิใช่ผู้อื่นตาย ตัวของตัวเองก็ต้องเป็นฝ่ายตาย ยังจะกระหยิ่มยิ้มย่องลำพองใจ เหตุการณ์ในแดนมนุษย์มันก็เหมือนกับที่นี่แหละ รู้ก็ทั้งที่รู้ว่าหลุมลึกนั้นสามารถกลืนชีวิตคนได้ เห็นไฟกองใหญ่โชติช่วงยังจะโถมเข้าหา ที่เกิดมีสภาพในการหมุนเวียนก็เกิดขึ้นด้วยประการฉะนั้นแล
        หยางเซิง: พวกมันเดินสะลึมสะลือบนสะพานหยก หิน ไม้ และไม้ไผ่มุ่งเข้าไปทาง “หอหมุนเวียน” พอร่วงลงไปเบื้องล่างแล้วก็เงียบหายสาบสูญไปเลย มิทราบว่าพวกเขาจะไปเกิดใหม่ด้วยวิธีการใดบ้างครับ?

        ยมบาล: ชาวโลกใคร่จะทราบเหตุผลอันนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ทราบโดยละเอียดดังนี้:  สรรพสิ่ง (ชีวิต) ที่ได้หมุนเวียนเกิดขึ้นนั้น ล้วนต้องเกิดจากผลแห่งการผสมจากธาตุร่มและธาตุแจ้ง “หอหมุนเวียน” นี้จึงคล้ายกับอวัยวะสืบพันธุ์ของหญิงชายในโลกมนุษย์ เมื่อหญิงชายเกิดมีความใคร่จิตใจจึงเกิดความสะลึมสะลือ หยาดเลือดก็กระเพื่อมล้นออกนอกกายคือเหมือนดังแม่น้ำแดง ที่มีสายกระเพื่อมไหล ไปที่อยู่ภายใต้ของ “หอหมุนเวียน” นี้แหละ เมื่อกระแสน้ำไหลผ่าน “หอหมุนเวียน” จะหมุนไปเหมือนระหัดน้ำ และเกิดความดึงดูดขึ้น พวกวิญญาณผีก็เลอะๆ เลือนๆ ตามบุญตามกรรม โดนดูดเข้าไปใน “หอหมุนเวียน” คือเปรียบเสมือนในตัวแม่ของมนุษย์ที่ได้รับการผสมพันธุ์ จนตั้งครรภ์ขึ้น วิญญาณแห่งชีวิตได้ตกอยู่ในนรกแล้ว เช่นชาวมนุษย์เมื่อตั้งท้องได้ 9 เดือน พอได้กำหนดเวลาวิญญาณแห่งชีวิตนี้ก็พุ่งออกจาก “หอหมุนเวียน” ร้องได้เสียงเดียวตามติดออกมาพร้อมกับรก น้ำเลือดพุ่งจิ๊ดเมื่อตกใจตื่นขึ้นจากเสียงร้องอีกครั้งแหกตามองดู ตัวเองก็ได้มาอยู่ในโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่งเสียแล้ว นอกจากนี้ที่เกิดจาก รก, ไข่, น้ำ ต่างก็ตามระยะเวลาของแต่ละประเภท ต่างก็ปฏิสนธิอยู่ใน “หอหมุนเวียน” ถ้าชาวมนุษย์ที่ตั้งท้องอยู่ เนื่องจากในครรภ์เกิดความเคลื่อนไหว มันจะปรากฏอาการอาเจียนอันนี้คือ การแพ้ท้อง คล้ายกับเมารถอย่างนั้นแหละ
        หยางเซิง: ความจริงมันเป็นอย่างนี้เอง หากท่านยมบาลมิได้แยกแยะชี้แจงให้ทราบ ชาวโลกก็ไม่มีทางที่จะทราบได้จริงๆ 

        ยมบาล: บน “หอหมุนเวียน” มีรูปลักษณะเป็น 8 แฉก ภายในมีวงๆ หนึ่ง คือวงจักรวาล ครั้นเมื่อวงจักรวาลเกิดความเคลื่อนไหว จึงเกิดมีการแบ่งแยกออกเป็นกลางวันและกลางคืน ดังนี้แล้วเมื่อ “หอหมุนเวียน” เกิดความหมุนเวียนขึ้น จึงมีการเกิดไม่หยุดยั้งโดยตลอดไป ภายในนั้นมีช่องทางออกได้ 6 ช่อง จึงเรียกว่า “6 ช่องทางแห่งเวียนว่ายตายเกิด” ช่องที่ 1 หมุนเวียนไปเกิดเป็นข้าราชการชั้นสูงเป็นรัฐมนตรี หรือนายพล ช่องที่ 2 หมุนเวียนไปเกิดเป็นบัณฑิต เกษตรกร กรรมกร พ่อค้า (รวมทั้งพวกหม้ายร้างต่างๆ ด้วย) ช่องที่ 3 หมุนเวียนไปเกิดเป็นพวกรก ช่องที่ 4 หมุนเวียนไปเกิดเป็นพวกไข่ ช่องที่ 5 เวียนไปเกิดเป็นพวกน้ำ ช่องที่ 6 เวียนไปเกิดเป็นหนอน, มด, ยุง, ต่างผลิตออกเป็นรูปร่างสัณฐานตามกรรมดีกรรมชั่วที่ตนได้สร้างไว้ในปางก่อน

        อรหันต์จี้กง: เหมือนดังโรงงาน ในแดนมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพต่างกัน ก็เนื่องจากวัสดุที่ป้อนนั้นมีสมรรถภาพไม่เหมือนกัน เช่นไม้ที่มีราคาสูงย่อมสามารถก่อสร้างบ้านเรือน ไม้ผุๆ จึงใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อหุงต้มอาหาร การหมุนเวียนของมนุษย์ก็เหมือนกัน ชาติก่อนได้สร้างกุศลกรรมไว้ เมื่อเวียนไปเกิดจึงได้ไปในทางที่ประเสริฐ ดังนั้นอุปนิสัยใจคอของมนุษย์ จึงจำเป็นปรับปรุงได้ดีขึ้นจึงมิต้องผลิตเอาคนชั่วออกสู่โลก

        หยางเซิง: การเวียนว่ายตายเกิดของ 6 ช่องทาง มีความหมายอีกหนึ่งอย่างใช่ไหมครับ?

        อรหันต์จี้กง: 6 ช่องทางมีความหมายอีกหนึ่งอย่างก็คือ “ทางแห่งสวรรค์ทางแห่งมนุษย์ทางแห่งอสูร ทางแห่งนรก ทางแห่งผีโซ ทางแห่งสัตว์เดียรัจฉาน อันนี้เป็นการบ่งบอกตามชั้น ทางแห่งสวรรค์รวมพวกเทวดา พระอรหันต์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในทางเดียวกัน ล้วนอยู่ในระบบทางแห่งสวรรค์ เมื่อพวกท่านสำเร็จบรรลุธรรมแล้วมิต้องดื่มน้ำลืมชาติ หรือต้องผ่าน “หอหมุนเวียน” จึงขึ้นสวรรค์ได้ เรื่องนี้หวังว่ามวลมนุษย์จงตระหนักให้ซึ้ง แต่เมื่อพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดของ 6 ช่องทางแล้วผู้ที่มีพลกำลังจากการบนบานหรือผู้ที่มีบุญจากปางก่อนนั้น มีความเมตตตากรุณาเสมอ ไม่ยอมละทิ้งมวลชน จึงมักจะเวียนไปเกิดเป็นมนุษย์มาปฏิบัติธรรมบำเพ็ญธรรม สร้างแบบแผนอันดีงาม เพื่อที่จะปลุกกระตุ้นมวลมนุษย์ให้ล่วงรู้ถึงทางธรรม เช่นพระศาสดาของแต่ละศาสนา ปรมาจารย์นิกายต่างๆ ล้วนประกอบด้วยพื้นฐาน ที่เรียกว่า “เทวดาพระอรหันต์จี้กงไม่ทอดทิ้งมวลชน” ผ่านฆาตเคราะห์มาแล้ว ตั้งอธิษฐานที่จะช่วยเหลือกอบกู้มวลมนุษย์ก็มีอยู่มากต่อมากแล้ว ดังนั้นในสภาวะของ “ไม่เกิดไม่ดับ” นี้ เทวดา พระอรหันต์มักจะเสด็จลงโลกมนุษย์ และยมโลกเพราะเหตุนี้แหละ การเวียนว่ายควรจะมองในทางของ “ไปกลับ” อันที่จริงแล้วโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลลูกนี้ ทางจะ “ไปกลับ” มีได้เพียง 6 ชนิด ควรพูดว่า “เวียนว่ายตายเกิดหมื่นช่องทาง” การเชื่อมโยงทะลุถึงกันของวิญญาณอันผ่องแผ้วนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เสมือนหนึ่งหนังสือเล่มหนึ่งแจกแจงออกเป็นหมื่นสิ่งพันอย่าง แล้วหมื่นสิ่งพันอย่างก็รวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียวกัน มวลมนุษย์สมควรจะรับรู้ไว้ด้วยที่ได้ชมในวันนี้ของเจ้าหยางเซิงน่ะจึงนับได้ว่าเป็นเรื่องถ่องแท้ของ “เวียนว่ายตายเกิด 6 ช่องทาง” 

        ยมบาล: สภาพการณ์ของการหมุนเวียนของทั้ง 10 ขุมก็มีประการเช่นนี้ ได้เผยไว้ในหนังสือ “เที่ยวเมืองนรก” ชาวโลกทั้งหลายจงทำความเข้าใจให้ดี แม้ว่าการหมุนเวียนไปเกิดซึ่งเป็นการพิจารณาตัดสินจากยมโลก แต่ว่ามันเป็นผลแห่งการ กระทำจากชาวโลกเอง ถ้าไม่ทำการอบรมจิตใจบำเพ็ญธรรมแต่เนิ่นๆ เมื่อตอนวายปรานสิ้นชีพลงแล้ว ก็จะต้องพบพานกับฆาตเคราะห์นานัปการที่จะกู้คืนได้ ข้าพเจ้านมัสการส่งท่านอาจารย์และท่านหยางเซิง และขออวยพรให้การแต่งหนังสือได้สำเร็จลุล่วงไปโดยราบรื่นปราศจากอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อกอบกู้มวลมนุษย์แต่เนิ่นๆ เทอญ

        หยางเซิง: ขอขอบคุณต่อวาจาอันมีค่าสูงยิ่งของท่านยมบาล ที่ได้ไขปัญหาอันอ่อนไหว ซึ่งสืบเนื่องมาจากโบราณกาลมา ชาวโลกจึงจัดว่าได้ประสบโชคแล้ว ขอลาละครับ กระผมได้นั่งบนดอกบัวแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักได้….

        อรหันต์จี้กง: ขณะนี้ได้ท่องครบทั้ง 10 ขุมแห่งยมโลก งานที่หนักอึ้งได้ผ่อนลงไปครั้งหนึ่งแล้ว หยางเซิง เจ้าก็ลำบากมามากพอดูวันที่ 15 เดือน 8 หนังสือ “เที่ยวเมืองนรก” จะจัดพิมพ์เรียบร้อยเพื่อส่งงาน คือความปิติยินดีของเจ้า คนผีทั้ง 3 แดน คงจะไม่สามารถบรรยายด้วยตัวหนังสือได้แน่ หวังว่ามวลมนุษย์ในโลกจะพิมพ์แจกหนังสือเล่มนี้ให้มาก เพื่อเผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริงประกาศขยายธรรมที่ถ่องแท้ ทั้งนี้และทั้งนั้นอันเป็นความปรารถนาของอาตมาด้วย เมื่อได้ผ่านพ้นจาก 10 ขุมของนรกแล้ว ก็จะพบกับแสงเงินแสงทองแห่งอรุณ ขอให้มวลมนุษย์ทั้งหลายจงเข้าใจในหลักธรรมอันเยี่ยมแท้ของหนังสือเล่มนี้ สลัดทิ้งซึ่งใจคอที่คับแคบ เปิดใจให้กว้างขึ้น ความหฤหรรษ์รื่นเริงเปี่ยมล้นบนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ และหนทางสู่สวรรค์ได้ปรากฏต่อหน้าท่านแล้ว….ถึงแล้วสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
        หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม