ขุมที่ 9 ตอน พบปะกับเผ่งเต้งอ๊วง

123 Views

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2521

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า:  

ชีวิตคน         ไม่รอดพ้น    ประตูผี
วิญญาณถี่    เป็นระลอก    เวียนวนกัน
อำนาจ          ราชศักดิ์      ดุจความฝัน
หมั่นขยัน      มัธยัสถ        สุขกายใจ

        อรหันต์จี้กง: ผ่านไปแล้ว 8 ขุม การท่องนรกได้มาถึงด่านที่ 9 วันนี้จะไปสืบหาความลับจากขุมที่ 9 เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวขึ้นดอกบัวได้ 
        หยางเซิง: วันนี้จะไปท่องชมขุมที่ 9 หนังสือเที่ยวเมืองนรกใกล้ที่จะสำเร็จลงแล้ว รู้สึกปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก

        อรหันต์จี้กง: ถ้าหากว่าได้ผ่านด่านที่ 9 ไปแล้ว เจ้าก็จะรู้สึกสบายใจมากขึ้น แต่จงอย่าเพิ่งดีใจก่อนกาลเวลามากนักเลย งานการนั้นหนักหน่วง และหนทางนั้นแสนจะยืดยาว สมควรที่พึงระมัดระวังในการปฏิบัติดำเนินงาน หนังสือ “เที่ยวเมืองนรก” เมื่อได้สำเร็จเรียบร้อย เผยแผ่ปลอบเตือนชาวโลกได้แล้ว เมื่อนั้นแหละเจ้าจะได้รับความดีความชอบอันดับ 1 จงตั้งใจทำดีต่อไปเถิด รีบขึ้นบนดอกบัวเสีย
        หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้แล้วครับ

        อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วละ เจ้าลงไปได้แล้ว
        หยางเซิง: กระผมลงมาแล้ว เบื้องหน้าฝูงชนแออัดยัดเยียด คล้ายกับว่ามีพิธีใหญ่โตมโหฬารที่จัดขึ้นมาต้อนรับเราอย่างนั้นแหละ

        อรหันต์จี้กง: ยมบาลเผ่งเต้งอ๊วงแห่งขุมที่ 9 ทราบว่าเราจะมาเยี่ยมชมขุมนี้มานานแล้ว จึงได้จัดการต้อนรับเราแบบพิเศษขึ้น เพื่อที่จะทำการรับขวัญเรา เจ้าเห็นไหมเสียงฆ้องเสียงกลองดังกระหึ่ม เครื่องดนตรีทุกชนิดต่างก็บรรเลงเพลงต้อนรับให้แซดไป
        หยางเซิง: เพลงนี้คล้ายกับดนตรีโบราณพื้นเมืองของภาคใต้และภาคเหนือ

        อรหันต์จี้กง: ก็ใช่น่ะซี
        หยางเซิง: ได้ยินเขาพูดว่า เมื่อมีดนตรีแห่งเทวเจ้า บรรเลงให้ได้ยินแล้ว เป็นนิมิตที่มนุษย์จะได้สำเร็จเป็นเทวดา จะเป็นความจริงหรือไม่

        อรหันต์จี้กง: ใช่แล้ว เมื่อมนุษย์ที่บำเพ็ญตนสำเร็จธรรมโดยสมบูรณ์แล้ว จะต้องมีสาสน์มาบอกให้รู้จากสวรรค์ ผู้ที่จะกำลังจะสำเร็จเป็นเทวดา ขณะนั้นในหูจะต้องได้ยินเสียงดนตรีแห่งเทวเจ้า แต่ว่าหากมิใช่พวกที่มีคุณงามความดีที่ใหญ่ยิ่งแล้วสวรรค์ท่านก็มิได้ให้เกียรติสูงส่งพิเศษถึงขนาดนี้หรอก ในเมืองมนุษย์ตอนที่จัดงานมอบรางวัลนั้น ล้วนมีดนตรีบรรเลงขับกล่อมดังนั้นเมื่อในโลกมนุษย์มีดนตรี บนสวรรค์ก็มีดนตรีสวรรค์เช่นกัน โดยมิใช่คำลวง ถ้าหากว่าตอนเป็นมนุษย์ได้ก่อกรรมทำเข็ญสารพัด ก่อนจะสิ้นใจต้องได้ยินเสียงร่ำไห้ของภูติผีปีศาจหรือเสียงโซ่เสียงตรวน เมื่อเจอสิ่งนี้แล้ว อนาคตนั้นน่าเป็นห่วงมาก คือเป็นลางแสดงที่ยมทูตจะทำการจับกุมตัว เรารีบเดินไปข้างหน้าเถิด ข้าราชการของขุมที่ 9 ได้ตั้งแถวคอยต้อนรับเราอยู่แล้ว

        หยางเซิง: คำนับมายังท่านเผ่งเต้งอ๊วง และเทวทูตทั้งหลาย ข้าพเจ้าศิษย์ของพระเจ้ากวนอูแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง ได้รับเทวโองการให้ท่องแดนนรกพร้อมกับอาจารย์ เพื่อแต่งหนังสือ ได้มายังที่นี่ในวันนี้ และได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นอย่างยิ่งรู้สึกขอบคุณมาก ขอท่านได้โปรดอำนวยความสะดวกให้ด้วย

        ยมบาล: มิต้อง…ท่านหยางเซิง รีบลุกขึ้นเถิด! วันนี้ข้าพเจ้าได้รับการเลี้ยงรับรองเป็นพิเศษแก่ท่านทั้งสอง เชิญตามข้าพเจ้าเข้าไปนั่งพักในห้องรับแขกในปราสาทเถิด
        หยางเซิง: ขอขอบคุณที่ให้เกียรติอย่างยิ่ง

        อรหันต์จี้กง: เราตามท่านยมบาล เข้าไปนั่งพักในปราสาทกันเถิด
        ยมบาล: ท่านทั้งสองเชิญนั่งตามสบาย มิต้องเกรงใจ การท่องนรกเพื่อแต่งหนังสือท่องมาจากขุมที่ 1 มาจนถึงเรานี้นับได้ว่าแสนจะลำบากตรากตรำ ข้าพเจ้าจึงได้จัดเลี้ยงรับขวัญให้แก่ท่านทั้งสองขึ้นในวันนี้

        อรหันต์จี้กง: ขอขอบคุณท่านเผ่งเต้งอ๊วงที่ได้กรุณาให้ความดูแลช่วยเหลือ นับว่าโชคดีมากที่ท่านได้ช่วยขจัดปัดเป่าฝุ่นละอองให้แก่เราศิษย์อาจารย์ มิเช่นนั้นแล้วดอกบัวของอาตมาช่อนี้คงจะเกาะเต็มไปด้วยขี้ฝุ่น
        ยมบาล: ที่ไหนได้ ในดวงจิตของท่านอาจารย์นั้นสะอาดหมดจด เพียงแต่มีฝุ่นละอองจับเกาะตามร่างกายเท่านั้นเอง! ดอกบัวเติบโตขึ้นมาจากเลนตม แต่ก็มิได้แปดเปื้อนจากเลนตมนั้นเลย จิตใจเดิมของท่านนั้นผ่องแผ้วสูงส่ง เพียงแต่เท้าทั้งสองข้างที่เหยียบย่ำไปทั่วทิศ จึงต้องชำระล้างเสียบ้างเท่านั้นเอง! ท่านทั้งสองมิต้องเกรงใจ ผลไม้ทิพย์บนโต๊ะเลือกรับประทานเองตามอัธยาศัยเถิด

        อรหันต์จี้กง: ศิษย์รักอย่าเกรงใจ โอกาสนี้หาได้ยากนักกินเข้าไปเถิด
        หยางเซิง: ขอบพระคุณมาก ผลไม้จานนี้คล้ายกับผลไม้ในเมืองมนุษย์ สีแดงจัด รสชาติเลิศเป็นพิเศษ หอมหวานน่ารับประทานยิ่งนัก

        ยมบาล: ถูกแล้ว อันนี้คือองุ่นดำ เติบโตงอกงามขึ้นจากเทือกเขาคุนหลุน ได้รับการหล่อเลี้ยงจากดินฟ้าอากาศแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก จึงออกสีเป็นสีดำเป็นผลที่ล้ำเลิศวิเศษสุด เชิญรับประทานเต็มตามความสามารถเถิด
        อรหันต์จี้กง: เรารับประทานไปคุยไป เจ้ามีปัญหาอะไรถามยมบาลท่านได้เลย!

        หยางเซิง: ขอรับกระผม ขอเรียนถามว่านามที่ท่านเรียกว่า “เผ่งเต้งอ๊วง”  (เจ้าแห่งภราดรภาพ) นั้นเนื่องมาจากเหตุใดมิทราบ? และจะต่างกับโลกมนุษย์ที่เรียกคำว่า “เผ่งเต้ง” (เสมอภาค) บ้างไหมมิทราบ

        ยมบาล: ที่ข้าพเจ้าขนานนามว่า “เผ่งเต้งอ๊วง” นั่นก็คือว่าวิญญาณโทษที่โดนทำโทษมาจากขุมที่ 1 ถึงขุมที่ 8 นั้นได้รับการลงทัณฑ์มากพอสมควรแก่โทษฐานแล้ว บรรดาที่ส่งมอบมาให้การเสมอภาคแก่ทุกๆ คน บรรดาที่มีโทษฐานเบากว่า ก็จะส่งตรงไปยังจวนหลุนหวังแห่งขุมที่ 10 จัดการให้อย่างเสมอภาคเช่นเดียวกัน เป็นการเติบโตโดยธรรมชาติ การที่ให้การเสมอภาคทั่วไปจึงเรียกว่า “เผ่งเต้งอ๊วง” 

        หยางเซิง: ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ขอเรียนถามอีกว่าท่านยมบาลควบคุมคุกใดที่สำคัญมากที่สุด?
        ยมบาล: ขุมนี้คุมคุกสำคัญคือ “นรกใหญ่อาปี้” (นรกโลกันตร์) และนรกน้อยอีก 16 คุก เพื่อลงโทษพวกวิญญาณโทษหนัก

        หยางเซิง: มีคนถามว่าเมื่อตายลงแล้ว ตกลงในนรก 18 ชั้นนั้น หมายความว่ากระไร?
        ยมบาล: มนุษย์มักชอบพูดหยอกกันว่า “ตายแล้วตกลงนรก 18 ชั้นไปดื่มกาแฟ” นั้น คือหมายถึง “นรกโลกันตร์” ก็เพราะเหตุว่านรกอาปี้นั้นมีถึง 18 ชั้นทะลุถึงใจกลางแห่งธรณี ในนั้นมืดมิดจนมองไม่เห็นนิ้วมือของตัวเอง มีโคลนเลนเต็มไปทุกหนทุกแห่ง ออกสีเป็นสีกาแฟ ท่านคิดจะลองสักแก้วหรือไม่ล่ะ?

        หยางเซิง: ไม่เอาครับ ไม่เอา ข้าพเจ้าดื่มแต่น้ำชาก็พอแล้ว ไม่คิดที่จะดื่ม “ชานอก” คงจะดื่มไม่ไหวแน่!
        ยมบาล: ท่านยังมัวเกรงใจอยู่ได้ เชิญรับประทานผลไม้ทิพย์เถิด

        หยางเซิง: ผักเย็นชนิดนี้คล้ายกับผัก “กิ้วจั้งถะ” (ปรางค์ 9 ชั้น) ของเมืองมนุษย์ มีรสหอมอยู่บ้าง และทั้งหวานทั้งเย็นดีกว่าของเมืองมนุษย์ เป็นพืชพิเศษของขุมที่ 9 นี้แหละ มีสรรพคุณทางบำรุงไตและกระดูก ทั้งบำรุงทุกส่วนของร่างกายอย่างวิเศษยิ่ง เมื่อท่านรับประทานเข้าไปแล้ว จะเกิดประโยชน์ยิ่งนัก

        อรหันต์จี้กง: ฮา! ฮา! ขึ้นพระเจดีย์ 9 ชั้น ให้มาก ลงนรก 18 ชั้นให้น้อยลงจะดีนะ!
        ยมบาล: หากท่านทั้งสองไม่รังเกียจ ในการเลี้ยงรับรองอันย่อยๆ ของข้าพเจ้านี้ เมื่อทานเสียให้อิ่มแล้ว แต่ฝุ่นละอองยังจับเกาะเต็มกายอยู่ ณ บัดนี้ข้าพเจ้าจะพาท่านหยางเซิงไปชำระล้างยังที่น้ำตกบาดาล ท่านจะว่าประการใด?

        หยางเซิง: กระผมมีความหวั่นกลัวอยู่บ้าง เชิญท่านอาจารย์ไปพร้อมกับผมด้วยนะครับ!
        อรหันต์จี้กง: เอาเถิด! ไปก็ไป

        ยมบาล: ท่านทั้งสองจงตามข้าพเจ้ามา!
        หยางเซิง: ขอขอบคุณท่านยมบาลและเทวทูตทั้งหลายที่เป็นไปเพื่อนด้วย หนทางก็สะอาดสดชื่นดี ในแดนนรกจะหาที่สะอาดเรียบเช่นนี้ได้น้อยมาก!

        อรหันต์จี้กง: ถนนสายนี้ให้ใช้เฉพาะผู้บำเพ็ญธรรมเท่านั้นและบรรดาเทพที่จะเดินทางไปแดนมนุษย์ เพื่อรับการสืบต่อตำแหน่งเจ้าประจำศาล ล้วนต้องมารับการชะล้างที่นี่ เสร็จแล้ว จึงสามารถไปรับการกราบไหว้บูชาจากชาวมนุษย์ วันนี้เป็นโชคของเจ้าที่ได้มายังที่นี้ ให้ได้ลิ้มรสจากสิ่งนี้เสียก่อน เจ้าจงมองดูเทพยดา 3 ท่านเบื้องหน้าซิ ที่มุ่งมายังทางนี้ พวกเขาล้วนได้รับการชะล้างแล้วซึ่งฝุ่นละออง เพื่อจะรับเทวโองการไปดำรงตำแหน่งเจ้ายังแดนมนุษย์!
        หยางเซิง: หน้าตาพวกเขายิ้มแย้มแจ่มใส รัศมีเปล่งปลั่งทั่วหน้าทั่วตา!

        ยมบาล: ท่านทั้งสองจงรีบเดินเถิด!
        หยางเซิง: ข้างหน้ามีภูเขาสูงตระหง่านมากอยู่ลูกหนึ่ง บนนั้นมีต้นไม้เขียวชะอุ่ม ลำน้ำที่ราดลงมาจากภูผา มีลักษณะเหมือนน้ำตกค้ำฟ้า อากาศร้อนอบอู้เช่นนี้ได้อาบน้ำเย็นๆ คงจะชื่นอกชื่นใจเป็นแน่แท้

        ยมบาล: ถึงน้ำตกบาดาลแล้วละ
        หยางเซิง: จริงๆ ด้วย ข้างผาสูงมีตัวหนังสือสีทองเขียนไว้ว่า “น้ำตกบาดาล” มีลำน้ำ 9 สายราดดิ่งลงสู่พื้นเบื้องล่าง

        ยมบาล: ท่านหยางเซิงเตรียมตัวชะล้างฝุ่นละอองได้แล้ว สั่งนายทหารผู้รักษาการณ์ทั้งหลายให้หลบเลี่ยงเสีย!
        นายทหาร: ขอรับคำบัญชา

        ยมบาล: ท่านหยางเซิง ท่านจงเดินเข้าไปใต้น้ำตก!

        หยางเซิง: กำลังของน้ำตกดีเหลือเกิน ข้าพเจ้ามิกล้าเข้าไป ขอเชิญท่านอาจารย์ไปกับผมด้วย
        อรหันต์จี้กง: ก็ดีเหมือนกัน 3 ปีแล้ว ข้าฯ มิได้ชำระล้าง (สรง) ร่างกายเลย ถือโอกาสนี้ชำระเสียให้สะอาดสักทีก็ดีเหมือนกันเอาเราไปกันเถิด!

        หยางเซิง: เย็นมากจริงๆ! โอย! เย็นจนลืมตาไม่ได้
        อรหันต์จี้กง: รีบลืมตาเสีย จะได้ล้าง “ทรายในตา” ให้หมดสิ้น

        หยางเซิง: เอาเถิดครับ! มันเย็นสดชื่นเสียจริงๆ แต่ว่าทั่วทั้งกายเปียกปอนไปหมด ทำอย่างไรดีเล่าครับ?
        อรหันต์จี้กง: ไม่เป็นไรน่ะ รอสักครู่ฉันจะใช้พัดนี้โบกให้มันแห้งทันที รีบล้างที่ใต้เท้าด้วย ที่นั้นน้ำท่าไม่สามารถเข้าถึงสิ่งสกปรกที่สุด!

        หยางเซิง: ท่านอาจารย์จงอย่าว่าเสียดสีกระผมเสีย?
        อรหันต์จี้กง: ด้านที่ตาของมนุษย์มองไม่เห็นนั้น เป็นด้านที่สกปรกที่สุด เช่น ใต้ฝ่าเท้า ใต้เตียง ใต้โต๊ะล้วนเป็นที่ลับ ถ้าไม่ทำการชะล้างครั้งใหญ่ จะปล่อยให้มันเป็นหมักเป็นเลนอย่างนั้นหรือแล้วจะเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างไร!

        หยางเซิง: ขอรับ! ขอรับ! ท่านอาจารย์พูดสมเหตุสมผลมาก
        อรหันต์จี้กง: เห็นจะพอแล้วละน้ำ “บาดาล” ชนิดนี้ คือน้ำที่คลายออกจากปากมังกร ฝุ่นละอองจากโลกมนุษย์ เมื่อเจอมันเข้าจะสะอาดหมดจดลงทันที โดยไม่ต้องใช้สบู่ ผงซักฟอกหรือยาชำระล้างแต่อย่างใด มวลมนุษย์ต้องรักษาจิตใจร่างกายให้สะอาด เมื่อตายลงแล้วจึงจะผ่านการตรวจสอบให้ผ่านไปได้ รีบออกมาได้แล้ว การชำระล้างเสร็จสิ้นลงแล้ว!

        หยางเซิง: ท่านอาจารย์รีบโบกให้แห้งด้วยเถิด
        อรหันต์จี้กง: พัดของฉันเล่มนี้ ดีกว่าเครื่องสกัดน้ำเสียอีก!

        หยางเซิง: เสื้อผ้าแห้งแล้วจริงๆ ด้วย ทั้งกายใจรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก ขอขอบคุณท่านอาจารย์และท่านยมบาล
        ยมบาล: หวังว่าท่านหยางเซิงจงตั้งอกตั้งใจทำงานให้แก่เซี้ยเฮี้ยงตึ้งจงมุมานะยิ่งๆ ขึ้น!

        หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา ขอท่านยมบาลจงประทานแสงแห่งความผ่องแผ้วให้แก่ข้าพเจ้าด้วย
        ยมบาล: เมฆสลายลงแสงปรากฏออกมาแล้ว แม้จะไม่ชำระล้างก็จะสะอาดหมดจดลง เข้าใจไว้ด้วย

        อรหันต์จี้กง: เพราะเหตุว่าหมดเวลาลงแล้ว เราขอลาก่อนละ และไม่ขอส่งท่านยมบาลกลับปราสาทด้วย
        ยมบาล: ไม่เป็นไรมิได้ สั่งให้ข้าราชการทั้งหลายตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์

        หยางเซิง: ข้าพเจ้ารับเกียรติที่ท่านได้ให้การเลี้ยงรับรองและให้อาบน้ำ “บาดาลแห่งมังกร” จะไม่ขอลืมตลอดชาติ ลา ก่อนทุกๆ ท่าน
        อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
        หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม