Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอน ท่องแดนรถทับนรกน้อย | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอน ท่องแดนรถทับนรกน้อย

210 Views

วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2521

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า:  

ประพฤติตน    บำเพ็ญธรรม      ตามพระสูตร
บริสุทธิ์           ดุจฟันฝ่า           สิ่งหลงผิด
เต่ากระสา      จะหยุดนิ่ง          บำรุงจิต
มนุษย์คิด        ตัดกิเลส            ปัญญาแจ้ง

         อรหันต์จี้กง: ตามเทวโองการให้แต่งหนังสือ “เที่ยวเมืองนรก” จะต้องให้แล้วเสร็จภายในวันเพ็ญเดือนแปดของปีนี้ ทำให้อาตมาแสนจะเคร่งเครียด เมื่อได้รับจัดทำแล้ว หากไม่ไปท่องชมนรกตามหมายกำหนดการ เมื่อเลยเวลาที่กำหนดแดนนรกปิดตามกำหนดของเทวโองการละก้อ เมื่อนั้นแหละเจ้าหยางเซิงเอ๋ย เจ้าจะไม่สามารถจะผ่านเข้าไปอีกแล้ว
         หยางเซิง: แดนนรกมิใช่สถานที่ที่น่าท่องชมอะไรหนักหนา ถ้าหากหนังสือเสร็จลงเรียบร้อยส่งคืนตามเทวโองการแล้วนับว่าเป็นการหมดภาระหน้าที่ ก็จะรู้สึกสบายอกสบายใจล่ะครับ

         อรหันต์จี้กง: ไม่มีหนี้สินก็รู้สึกสบายกาย การเป็นหนี้ของมวลมนุษย์ถ้าได้ชำระจนหมดสิ้นแล้ว ก็จะปลอดโปร่งใจไร้กังวล แต่ว่าผู้คนในมนุษย์ยังไม่เข้าใจ สมมุติว่าได้ช่วยกอบกู้มวลมนุษย์จะพ้นไปจนหมดทุกผู้ทุกนาม ฉายา “อรหันต์” ของฉันนามนี้ก็จะหมดสิ้นไปด้วย
         หยางเซิง: เพราะเหตุใดมิทราบครับ?

         อรหันต์จี้กง: พระอรหันต์แยกจากมวลชนมิได้เมื่อแยกออกจากมวลชนแล้ว ก็จะไม่มีอรหันต์เป็นชื่อสมมุติขึ้น ที่แท้แล้วก็เหมือนชาวโลกทั่วไป ชาวโลกมิควรหลงในรูปนาม เวลาน้อยมากแล้ว เราเตรียมการท่องนรกเถอะรีบขึ้นดอกบัวเสีย
         หยางเซิง: กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้….

         อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วละ รีบลงจากดอกบัวเร็ว
         หยางเซิง: กระผมลงมาแล้ว มิทราบว่าวันนี้จะไปท่องชมขุมไหน?

         อรหันต์จี้กง: เจ้าจงดูเบื้องหน้าเปลวไฟพุ่งสู่ท้องฟ้านั่นคือ “ไฟเผาหัวนรกใหญ่”
         หยางเซิง: ความร้อนพุ่งตรงมาต้องกายจริงๆ ด้วย รู้สึกร้อนอบอ้าวจังเลย กระผมว่าเปลี่ยนไปชมสถานที่แห่งอื่นนะครับ?

         อรหันต์จี้กง: ก็ดีเหมือนกัน ครั้งก่อนได้ท่องชม “ไฟเผาหัวนรกใหญ่” ไปแล้ว มันก็คล้ายคลึงกับคุกนี้แหละ เว้นแต่กำลังของไฟจะแรงกว่าหน่อยเท่านั้นเอง เจ้าจงตามอาจารย์รุดหน้าไปเถอะ
         หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา! ยมทูตต่างคุมวิญญาณโทษเทียวไปเทียวมา ตวาดดุด่าตลอดทาง ประหนึ่งว่าคุมไปประหารชีวิตฉันนั้น ขอถามท่านอาจารย์ว่ายมทูตไฉนบางเวลามีหน้าตาเหมือนคนธรรมดา มันเนื่องจากเหตุใดมิทราบ?

         อรหันต์จี้กง: ตามปรกติเรียกพวกยมทูตว่า “ภูติผีขาวดำ” บ้างก็เรียกว่า “หวมบ้อคิ้ว” (ผิดแล้วหมดทางช่วย) “เซี่ยปิก อัว” (ขอบคุณแล้วจะปลอดภัย) ประดาที่ต้องลงโทษแล้ว พวกยมทูตล้วนจะแสดงหน้าตาดุร้ายเหี้ยมเกรียมเพื่อข่มขวัญ ผู้ที่ใจคอไม่มั่นคงเห็นเข้าจะมีอาการใจสั่นมือไม้อ่อนลงให้จับได้ ถ้าหากเป็นคนบริสุทธิ์ไม่ได้ทำความผิดมาเห็นเข้าจะพูดว่า “โท้ยบ้อห้วง” (เห็นแล้วก็ไม่เป็นไร) ดังนั้นจึงมีคำโบราณว่า “เมื่อไม่ได้ทำอะไรที่ผิดศีลแล้ว จะมีใครมาเคาะประตูบ้านในยามดึกก็มิต้องหวั่นใจ” คือเช่นเดียวกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายในแดนมนุษย์เมื่อพบเห็นตำรวจเข้า ก็เหมือนกับไปเจอะเจอเอาผีเข้า ต้องตกใจกลัวจนอุจจาระ-ปัสสาวะร่วง ตำรวจนั้นมีอาวุธปืนกุญแจมือติดตัวอยู่ ทูตผีขาวดำก็มีโซ่ตรวนเครื่องมือต่างๆ ผู้ที่เจียมตัวเจียมใจมิได้ทำผิดกฎหมายพบเห็นเข้า ใจคอก็ปรกติมิหวั่นไหว เห็นตำรวจเสมือนหนึ่งเป็นพี่เลี้ยง ผู้ให้ความคุ้มครองน่าสนิทชิดเชื้อ ตรงกันข้ามกับพวกอาชญากรผู้ถูกประกาศจับตัว เมื่อเห็นตำรวจจึงคล้ายกับไปเจอเอาผีสิงเข้า ขอเผ่นก่อนดีกว่า ดังนั้นผู้มีใจบุญใจกุศลจึงไม่กลัวยมทูต คนชั่วร้ายเห็นเข้าจึงใจสั่นถึง “แดนรถทับนรกน้อย” แล้ว เราเข้าไปเยี่ยมชมกันเถิด
         นายทหาร: ผู้ศักดิ์สิทธิ์จากแห่งตำบลใดมิทราบ ไฉนจึงได้นำเอามนุษย์บุกรุกเข้าแดนนรก ที่นี่ห้ามผ่านนะ
         อรหันต์จี้กง: อาตมาคือพระจี้กง ได้รับเทวโองการให้พามนุษย์มาเยี่ยมชมนรก เพื่อไปปลอบเตือนชาวโลก จึงรีบเข้าไปแจ้งเหตุอย่าขัดคำสั่ง

         นายทหาร: ที่แท้คือ ท่านอาจารย์จี้กงนั่นเอง เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อน เชิญรอสักครู่นะครับ ข้าพเจ้าจะเข้าไปรายงานเหตุก่อน
         หยางเซิง: พวกเขาไม่รู้ว่าเราจะมาที่นี่ดอกหรือ?

         อรหันต์จี้กง: ตัดสินโดยกะทันหัน นายทหารจึงไม่ทราบล่วงหน้า
         นายทหาร: ขอให้ท่านทั้งสองจงอภัยในการละเมิดล่วงเกินด้วย ท่านพัศดีได้นำแถวมาต้อนรับท่านทั้งสองแล้ว

         พัศดี: ขอต้อนรับท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงขออภัยในสิ่งบกพร่องด้วย เชิญตามข้าพเจ้าเข้าไปยังข้างในเถิด
         หยางเซิง: ขอบคุณท่านพัศดี มองเห็นเหตุการณ์น่าอนาถของพวกวิญญาณโทษในคุก ที่ต่างโดนตัวรถทับเสียบี้แบนแหลกเหลว
         พัศดี: คุกนี้คือ “นรกรถทับ” บรรดาวิญญาณโทษรับการลงโทษจากขุมที่ 1 ถึงขุมที่ 7 แล้ว บ้างก็ส่งมอบมายังคุกนี้เพื่อเพิ่มการลงโทษ เพื่อที่จะรับโทษให้เต็มตามกำหนด

         หยางเซิง: ล้อรถ 2 ล้อของรถเหล่านี้มีแง่แหลมเหมือนคมมีด และมีลา 4 ตัวเทียมลาก วิญญาณโทษถูกคุมให้นอนราบอยู่กับพื้น เมื่อลาโดนเฆี่ยนตีเข้าจึงพุ่งไปข้างหน้า วิญญาณโทษร้องออกมาได้คำเดียว ร่างกายก็โดนทับเสียบี้แบนเป็นเศษเนื้อ น่าเวทนาเสียจริงๆ 
         อรหันต์จี้กง: เจ้าจงดูพวกเศษเนื้อนี้ เมื่อลมแห่งกรรมโชยผ่านก็จะคืนสภาพเป็นรูปร่างเดิม แล้วจะรับการลงโทษใหม่อีกครั้งหนึ่ง

         หยางเซิง: มิทราบว่าพวกนั้นต้องโทษอะไรบ้าง?
         พัศดี: เป็นพวกที่มั่วสุมในกาม อกตัญญู ผู้ร้ายฆ่าคนทำลายชีวิตได้ผ่านการลงโทษจากแต่ละขุมแล้ว ที่ส่งมารับการลงโทษให้รถทับในคุกนี้อีก ความมุ่งหมายของคุกนี้คือให้การ “แต่งรูป” เนื่องจากชาวโลกที่ทำผิดในการมั่วกาม อกตัญญู ฆ่าคนล้างชีวิต ล้วนแต่เป็นผู้ที่สูญสิ้นแล้วซึ่ง “รูปร่างแห่งมนุษย์” จึงต้องมายังคุกนี้ทับให้เป็นเศษเนื้อแล้ว จัดการปรุงแต่งสร้างรูปขึ้นใหม่

         อรหันต์จี้กง: เนื่องจากได้เวลาแล้ว เมื่อทราบถึงความมุ่งหมายแห่ง “นรกรถทับ” แล้ว ชาวมนุษย์ควรไปชำระล้างบาปต่อหน้าเทพเจ้าผู้ที่เคยต้องโทษมาแล้ว ต้องกลับตัวกลับใจ เริ่มเป็นคนดีใหม่จะได้ไม่ต้องโดนทำโทษจากการถูกรถทับ เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก
         หยางเซิง: ขอขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารที่ได้ให้การแนะนำเนื่องจากเวลาจำกัด ขอลาก่อนละ

         พัศดี: ให้นายทหารทั้งหลายตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์…
         หยางเซิง: กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักเถิด
         อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่างดังเดิม