Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอน ท่องแดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอน ท่องแดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย

165 Views

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2521

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า:  

เคารพครู      ถือในธรรม        ประเสริฐแท้
ดอกใบแม้    ร่วงหล่นย่อม     คืนสู่ดิน
ระลึกคุณ      แต่ดังเดิม           จิตเกื้อหนุน
เนรคุณ        ไม่ถือว่า             เป็นมนุษย์

         อรหันต์จี้กง: ปีมะเส็งจวนเจียนจะสิ้นสุดลง ทุกๆ คนล้วนคิดจะควบ “ม้า” เข้าสู่ผลแห่งความสำเร็จ (คือหวังจะสำเร็จในปีมะเมีย) แต่ว่าจะสำเร็จได้ก็ต้องควบจนม้าวิ่งอย่างไม่ยั้งฝีเท้า พยายามรุดขึ้นหน้าไป อาตมาหวังว่าชาวโลกควรยึดมั่นในปีมะเมียนี้ให้ดี ลงแซ่ควบม้า จงอย่าทำอย่างงูๆ ปลาๆ อย่างลมโกรกหู การบำเพ็ญธรรมต้องเอาแบบม้าที่ว่า ไม่ว่าจะไปถึงแห่งใดก็ไม่มีใครจะสู้ได้ เป็นแบบนั้น ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งยากลำบากหรืออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น หากทำเป็นเลยตามเลยขอไปที เมื่อแก่ตัวลงแล้ว แม้จะมีถึง “ม้า 4 ตัว ก็ไม่สามารถตามทัน” วันนี้เตรียมท่องนรก เจ้าหยางเซิงขึ้นดอกบัวเร็ว
         หยางเซิง: กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์เดินทางได้ มิทราบว่าเราจะไปท่องคุกใดครับ?

         อรหันต์จี้กง: จะไป “แดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย” ที่ขึ้นต่อขุมที่ 7 เตรียมออกเดินทาง….ถึง “แดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย” เจ้าหยางเซิงรีบลงไปเร็ว
         หยางเซิง: อึดใจเดียวก็ถึงเสียแล้ว ขึ้นนั่งบนดอกบัวที่หน้าสำนัก ปิดตาลงคล้ายกับนั่งในเครื่องบินไอพ่นได้ยินแต่เสียงที่แสบแก้วหู ก็มาถึงแดนนรกแล้ว

         อรหันต์จี้กง: ตัวคนเหมือนกับเครื่องบินที่บินอยู่บนอากาศ ภายในจะต้องไม่ให้มีอะไรขัดข้องแม้แต่นิดเดียว มิเช่นนั้นจะเป็นอันตรายเหลือหลาย จะร่วงลงสู่เหวลึกนับหมื่นๆ วา ก็แค่พริบตาเดียวเท่านั้น หากเกิดพลั้งพลาดลง ร่างกายแหลกเหลวอย่างสุดที่จะแยกออกว่าใครเป็นใครได้ ขับขี่บังคับให้มั่นคง เติมน้ำมันแล้วทะยานขึ้นสู่อากาศ ก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายไม่หนักหนาอะไร ฉะนั้นความตกต่ำหรือเลิศลอยของคน ขึ้นอยู่กับความนึกคิดวูบเดียวเท่านั้น ควรที่จะระมัดระวังให้จงหนัก จะพลั้งเผลอมิได้ว่าจะเป็นขณะใดขณะหนึ่ง เช่น การตกสู่นรก เพียงเป็นเหตุการณ์ภายในนาที-วินาทีเท่านั้น ดังนี้จึงเตือนชาวโลกไว้ ให้ยึดมั่นไว้ “ความนึกคิด” ของตนตรวจดูทิศทางให้กระจ่างแจ้ง แม้จะอยู่ในท่ามกลางเมฆหมอกที่มัวซัวสลัวราง “เข็มทิศแห่งจิตใจ” ยังคลุมไว้มั่นคง ก็จะไม่เกิดการพลาดพลั้งได้อย่างแน่แท้! ดอกบัวช่อนี้ ลอยอยู่บนน้ำโสโครกในพิภพ ต้องมีความสามารถสงบแน่วแน่จึงจะนั่งคิด มิเช่นนั้นแล้วหากพลาดพลั้งลงก็ยังคงต้องจมดิ่งลงไปในเหวลึกอีก เป็นโชคของเจ้าแล้วที่สามารถมีโอกาสได้นั่ง จงยึดถือให้ดีนะ! รีบเข้าไปทำความเคารพต่อท่านพัศดีที่อยู่เบื้องหน้าเถอะ! 

         หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา! ขอแสดงความคารวะต่อท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย ข้าพเจ้านายหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เราศิษย์อาจารย์มาเยี่ยมชมคุกของท่านตามเทวโองการในวันนี้ ขอให้ท่านพัศดีให้ความสะดวกด้วย!
         พัศดี: ยินดีต้อนรับท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงที่มาเยือนการแต่งหนังสือตามเทวโองการสิ่งที่มีเกียรติ ข้าพเจ้ามีความยินดีให้ท่านทั้งสองเข้ามาเยี่ยมชมภายในคุก

         หยางเซิง: ขอบคุณท่านพัศดีมาก….! วิญญาณโทษในคุกกำลังทำงานทำการ แต่ละตนง่วนอยู่กับการขนหิน คุกของท่านจะก่อสร้างบ้านช่องใหม่หรือไฉนมิทราบ?
         พัศดี: ที่นี่จะไม่สร้างบ้านใหม่อีกแล้ว นั่นคือการทำโทษพวกวิญญาณโทษให้ขนหินด้วยการทูนไว้บนหัว

         หยางเซิง: มิน่าเล่าพวกมันจึงขนจนส่งเสียงร่ำร้องโวยวาย หินก้อนโตๆ ทูนไว้บนหัวใช้มือทั้งสองข้างประคองเอาไว้ คู้กายลงครึ่งตัว ประหนึ่งว่าหนักเกินกำลังแต่ละตนขยับเดินได้ทีละนิ้ว บางคนมีกำลังไม่พอก้อนหินพลัดหล่นลง ลำตัวหรือเท้าทั้งสองข้างจะถูกทับจนแหลกเหลว เลยสลบลงกับพื้นยมทูตเอาน้ำราดให้ฟื้นหายทันที ประคองก้อนหินรุดหน้าไปอีก การลงโทษแบบนี้รู้สึกว่าค่อนข้างจะล้าสมัยไปหน่อย แต่เอามาทำโทษกับนักโทษ ก็ใช้ได้ฉมังนัก
         พัศดี: วิญญาณโทษเหล่านี้กำลังฝึก “วิชาหัวเหล็ก” อยู่ที่นี่ พวกเขาล้วนมีหัวแข็งหรือชอบอวดดีอวดศักดา หรือพวกที่เป็นครูบาอาจารย์แต่ไม่รักศักดิ์ศรีของตน หรือพวกที่ไม่เคารพต่อครูบาอาจารย์ และนับถือศีลธรรมในปางก่อน เมื่อตายลงแล้วต้องมารับการฝึกอบรมจากที่นี่

         หยางเซิง: ขอท่านพัศดีสั่งวิญญาณโทษสัก 2-3 ตนมาเล่าความเป็นไปในระหว่างที่มันมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่
         พัศดี: ได้ครับ ข้าพเจ้าจะเรียกสัก 2-3 ตนออกมาเล่าความผิดที่ทำไว้ในปางก่อน เพื่อเป็นข้อมูลตักเตือนชาวโลก…ได้เรียกมาแล้ว เชิญท่านหยางเซิงสอบถามได้

         หยางเซิง: ขอถามสุภาพบุรุษผู้นี้ ไฉนท่านจึงมาขนก้อนหินอยู่ที่นี่เล่า?
         วิญญาณโทษ: พูดไปแล้วน่าอัปยศอดสู ตอนมีชีวิตอยู่นั้น ผมมีอาชีพเป็นครูโรงเรียน เห็นว่าในกลุ่มนักเรียนสาวมีบางคนที่รูปร่างหน้าตาสะสวย จึงอาศัยความสะดวกในการเป็นครู ข่มขืนเอาโดยวิธีกึ่งหลอกลวงกึ่งข่มขู่ แม้ว่าตอนนั้นเรื่องอดสูจะมิได้ถูกเปิดเผยออก แต่ตอนตายลงแล้วท่านยมบาลหน้าตาเฉียบขาดนัก พอย่างเข้านรก ยมบาลและยมทูตแต่ละขุมจึงตวาดสั่งให้เฆี่ยนตี เฉพาะอย่างยิ่งที่ส่งมอบมาอยู่ที่ขุมเจ็ด ท่านไท้ซัวอ๊วงโกรธจนทรงผมลุกชัน ดุด่าว่าผมเป็น “ไอ้สัตว์เดรัจฉาน” ตัวเป็นครูบาอาจารย์ของผู้คนแต่ไม่รู้จักรักศักดิ์ศรีตัวเอง ไปทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงต่อนักเรียนเลยตัดสินให้ตกเข้ามาอยู่ “แดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย” โงหัวไม่ขึ้นเอาเสียเลย!

         พัศดี: ตัวแกเป็นครูบาอาจารย์ ไม่มีความละอาย ข่มขืนนักเรียนโทษฐานนั้นใหญ่ยิ่งนัก บัดนี้ให้แกทูนเอาก้อนหินไว้บนหัวคอพับคอตกไม่ให้คนเห็นหน้าเห็นตา จึงไม่ต้องอับอายขายหน้าเขา ขอเตือนพวกมนุษย์ที่เป็นอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ในทางธรรม อาจารย์ในโรงเรียน อาจารย์ในวิชาชีพการศึกษาการเกษตร การอุตสาหกรรม การพาณิชย์ หากขาดการฝึกสอนจากครูบาอาจารย์แล้ว กิจการงานนั้นจะไม่ช่ำชองดีเด่น อาจารย์กับลูกศิษย์ก็เปรียบเสมือนพ่อกับลูก ควรมีมารยาทที่ดีต่อกันและกัน อย่าล่วงล้ำขอบเขตเพื่อจะหลีกเลี่ยงจากการลงโทษจากสวรรค์ท่าน ท่านหยางเซิงจงสอบถามต่อไปเถิด

         หยางเซิง: ขอถามคนผู้นี้ มองดูท่าทางหน้าตาของท่านรู้สึกว่าเป็นผู้ที่มีการศึกษาอบรมดี และศีรษะล้านด้วยเหตุไฉนจึงมา “ฝึกวิชา” ยังที่นี้เล่า

         วิญญาณโทษ: ท่านอย่าได้ล้อเล่น ก็เพราะหัวมันล้าน เวลาทูนหินจึงเจ็บปวดเหลือที่จะทนไหว ปางก่อนผมเป็นผู้บำเพ็ญธรรมคนหนึ่ง หลังจากไปอยู่ในธรณีสงฆ์แล้ว ได้อ่านหนังสือธรรมไปก็หลายเล่ม เลยคิดว่าตัวเองบรรลุสำเร็จถึงแก่นสารที่ยอดเยี่ยมแล้ว โดยเห็นว่า ที่เล่าเรียนจากอาจารย์ยังสู้ตนไม่ได้ตั้งแต่นั้นมาก็เลยยกตนเองเป็นอาจารย์ และมักชอบพูดจาต่อหน้าพวกนักธรรมด้วยกัน ถึงความบกพร่องของท่านอาจารย์ เมื่อตายลงแล้ว โดนข้อหา “ล้างครู” ถูกยมทูตคุมมายังนรก ผ่านการพิจารณาของยมบาล ท่านว่าผมรับธรรมมาจากครูอาจารย์ แต่ทำลายศีลธรรมของอาจารย์ แม้จะอ่านตำราคัมภีร์มากมายกว้างขวาง ก็ควรช่วยกอบกู้ผู้คนด้วยหลักธรรมความจริง จะยกตัวเป็นอาจารย์เองส่งเดชไม่ได้ จึงถูกตัดสินให้ตกเข้า “แดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย” ต้องทูนหินทุกวัน เดินก็ต้องคู้ตัวเพื่อล้างบาปกรรม

         อรหันต์จี้กง: ลูกศิษย์ที่มีปัญญาความสามารถ ศิษย์ที่มีความสามารถกว่าครูอาจารย์ จากโบราณกาลมาก็เคยปรากฏอยู่ แต่ว่าถึงตัวเองมีความสามารถมีปัญญาดี ก็ยังต้องเคารพต่ออาจารย์นับถือธรรมอยู่ดี อย่าได้อวดดีทำลายครู ทุกๆ แขนงอาชีพในพิภพล้วนต้องรับการถ่ายทอดฝึกฝนจากครูอาจารย์ จึงสามารถสำเร็จได้ แต่คนในปัจจุบัน บ้างก็เห็นแก่ได้จนเกินควร งานที่ฝึกนั้นยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ก็ตีจากเสียแล้ว ถือการหาเงินเป็นใหญ่ เนรคุณต่อครูผู้ให้การสั่งสอนที่เคยอบรมมา ผู้บำเพ็ญก็มักชอบตั้งอะไรใหม่ๆ แปลกๆ ขึ้น เพื่อมาเป็นครูอาจารย์ของผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง ควรรีบสำนึกผิดล้างบาปเสีย เพื่อที่มิต้องมารับความทรมานจาก “ทูนหินคู้ตัว”

         หยางเซิง: ขอถามคุณคนนี้ว่า ท่านมารับการลงโทษยังที่นี่ด้วยเหตุใด?
         วิญญาณโทษ: ตอนอยู่ในโลกมนุษย์ ผมเป็นคนรวยคนหนึ่ง และมีอารมณ์คมคายดี มักจะดูหมิ่นถิ่นแคลนในหมู่ชนคนจน และอาศัยความมีอำนาจกดขี่ผู้อื่น ใช้วาจาเหยียดหยามข่มคน พูดคุยอวดอ้างไม่ยั้งปาก ก็ผิดในเรื่องนี้แหละจึงถูกตัดสินให้มารับโทษที่นี่ ในใจไม่สู้จะพอใจนัก ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยแก้ต่างให้ผมเป็นคนกลางให้ความเป็นธรรมด้วย

         อรหันต์จี้กง: ได้! ได้! เอาเงินมาก่อนแล้วค่อยพูดกัน เงินไม่มีคำพูดนั้นก็ไม่มีใครยอมรับฟัง หากมีเงินแล้ว ฉันจะขอกับพัศดีให้ลดโทษของแกให้น้อยลงได้
         วิญญาณโทษ: ขอบคุณมากที่ท่านช่วย แต่ขณะนี้ในตัวผมไม่มีเงินเลย เงินทองล้วนทิ้งไว้ในแดนมนุษย์ให้ลูกหลานเอาไปใช้จ่ายหมดจะทำประการใดดีล่ะ?

         อรหันต์จี้กง: ถ้างั้นก็จงอย่าเพ้อฝันไปเลย “มีเงินมีอำนาจผู้คนสยบหัวให้ หมดเงินหมดอำนาจหดหัวตัวเอง” ใครใช้ให้แกวางท่าเย่อหยิ่งจองหองในตอนมีชีวิตอยู่เล่า เวลานี้เงินทองอำนาจอยู่ที่ไหน จงไปเทินหินให้ดีเพื่อลบล้างบาปกรรมเถิดน่า
         พัศดี: แกนี้ร้ายมาก ถึงตอนนี้แล้วยังคิดจะอาศัยอำนาจข่มขู่คนอื่นอีก ท่านยมบาล “หน้าเหล็ก” (เข้มงวดซื่อตรง) จะซื้อท่านด้วยเงินนั้นไม่มีทางหรอก เมื่อครู่ท่านอาจารย์พูดเสียดสีแกรู้หรือเปล่า ทีหน้าทีหลังห้ามพูดส่งเดช มิเช่นนั้นจะเพิ่มโทษให้หนักขึ้นอีก

         อรหันต์จี้กง: บนพื้นถนนแห่งพิภพควรเปิดช่องทางให้ผู้อื่นเดินผ่านได้บ้าง อย่าแสดงอำนาจครอบครองผูกขาดแต่ผู้เดียว ทุกผู้ทุกคนไม่สามารถจะขี่อยู่บนหัวคนได้ตลอดไป หากเกิดพลาดท่านเสียทีหมดอำนาจลงละก็ ผู้คนทั้งหลายจะซ้ำส่งสมน้ำหน้าไป หากมีการกดขี่ข่มเหงคน จนเกินควรถือทิฐิไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ถ้าเช่นนั่นแล้วเมื่อเวลาตายลงก็จะให้มันก้มหัว ยังไม่สายเกินไปนัก ได้เวลากลับแล้ว ขอลาพัศดีท่าน เราเตรียมการกลับสำนักล่ะ
         หยางเซิง: ขอขอบคุณท่านพัศดี และรบกวนนายทหารทุกท่านขอลาก่อน

         พัศดี: ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่าน
         อรหันต์จี้กง: เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว

         หยางเซิง: กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางกลับได้…
         อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
         หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม