Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอน ท่องแดนลากไส้นรกน้อย | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอน ท่องแดนลากไส้นรกน้อย

184 Views

วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2521

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า:  

พู่กันทรง        ฝึกฝนเป็น        ยาวิเศษ
วิธีเสก           ให้คืนชีพ          ดังปรารถนา
สารสวรรค์     นับหมื่นเล่ม     ให้ปัญญา
พระเมตตา    เหลือคณา        มิอาจลืม

         อรหันต์จี้กง: มนุษย์ไปท่องในแดนนรก ไม่ใช่เป็น “เทพนิยาย” หรือ “คำโกหก” มีผู้ที่ฟื้นคืนชีพมาจากความตาย แล้วนับแต่โบราณกาลมาก็ไม่น้อย ล้วนสามารถให้อรรถธิบายถึงเหตุการณ์ในยมโลกอย่างเป็นชิ้นเป็นอันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เป็นการยืนยันได้ว่าตามตำราหนังสือที่เขียนเล่าไว้ มิใช่เรื่องเหลวไหล หากแต่ว่าผู้คนมิได้ไปเห็นมากับตาตนเอง แล้วก็ไม่ค่อยจะเชื่อถือนัก พูดไปแล้วก็เป็น “ดวงปัญญา” และก็เป็น “ความหลงใหล” ด้วย คำๆ นี้พูดได้อย่างไรนะ? อวัยวะภายในร่างกายของคนเรานั้น ก็เป็นสิ่งที่มองดูไม่เห็นเช่นเดียวกันใช่ไหม? เมื่อไม่เห็นแล้ว จะพูดว่าไม่มีได้ไหม? เมื่อมันมีมันก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เวลาที่มันจะให้ “ปรากฏ” หรือ “รู้สึก” ขึ้นมาทั้งที่มันก็จะเป็นความทุกข์ขึ้นมาเสียแล้ว โดยมิใช่เจ็บตรงนี้ก็ต้องไปปวดตรงนั้น ต้องไปทำการฉายแสงเอ็กซ์เรย์ ต้องทำการผ่าตัด อวัยวะข้างในที่มนุษย์มองดูไม่เห็นเหล่านี้ มันมิได้มีอยู่หรือไฉน? นรกนั้นปรกติจะไม่สามารถมองเห็น แต่มันก็ต้องมีอยู่ดีเช่นเดียวกันนั่นแหละ นอกเสียจากคนส่วนน้อยที่สามารถมองเห็นในตอนที่ตนยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้แล้ว เมื่อไปนรกเมื่อไหร่ก็เห็นเมื่อนั้น คือความตายกล้ำกรายเข้ามาเสียแล้ว ดังนั้นอาตมาจึงขอเตือนชาวโลกให้รู้สำนึกตัวถือเป็นที่มั่นคงว่า “สิ่งที่มองไม่เห็น” นั้นยัง “มีค่าแห่งการสถิตอยู่ เช่นความนึกคิด การหายใจ อารมณ์…” ล้วนเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เพียงแต่จะสัมผัสมันด้วยความรู้สึกเท่านั้น และก็สิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้ คือธาตุพลังที่ประทังค้ำชูชีวิตของท่านเป็นธาตุพลังที่บังคับบัญชาจิตใจร่างกายของท่านแล

         หยางเซิง: พูดอย่างสมเหตุสมผลมาก สิ่งที่มองไม่เห็นในโลกนี้ยังมีอีกมากนัก อุปมาคนตาบอดมองไม่เห็นตัวของตัวเองก็เลยปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก แต่เขาก็อาศัยไม้เท้าเพียงอันเดียวเท่านั้น สามารถเดินทางไปไกลถึงพันลี้ นั่นก็เป็นการบอกกับพวกเราว่า “ตาทางกาย” แม้จะมีสิ่งขัดขวางมากหลายแต่ “ตาทางใจ” จะทะลุปรุโปร่ง ไม่มีอะไรจะปิดกั้นได้ หากแต่พวกเราปิด “ตาทางใจ” ของตนเองลง เลยถูกความหลงใหลแห่งความใคร่ชักนำเข้าไปในทาง 3 แพ่ง 6 ช่องทางเกิด

         อรหันต์จี้กง: พูดได้ดีมาก ชาวโลกทั้งๆ ที่รู้ว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มันผิดต่อกฎหมาย หลุมพรางที่ดักล่ออยู่ตรงหน้า แต่ก็ยังไม่ยอมคำนึงถึงทุกสิ่งทุกอย่าง และก็ไม่หัดคนที่ถือไม้เท้าคนนั้นใช้ไม้เท้าทาบทามไปเบื้องหน้า ก็ด้วยแบบนี้แหละจึงต้องตกลงไปในเหวลึกแห่งนรก กว่าจะกลับตัวออกมาได้ไม่รู้ว่าจะต้องผ่านฆาตเคราะห์ไปถึงกี่ขั้นกี่ชั้น เวลาดึกแล้วหยางเซิงเจ้าจงขึ้นบนดอกบัวเตรียมท่องนรก
         หยางเซิง: กระผมเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วครับ

         อรหันต์จี้กง: เห็นฝุ่นละอองจับเต็มอกเสื้อประกอบพิธีกรรมเจ้าก็ไม่จัดการชะล้างให้สะอาด อย่างนี้เมื่อไปถึงยมโลกจะเสียมารยาทมาก
         หยางเซิง: เสื้อประกอบพิธีกรรมโดนทรายในถาดทรายปลิวจับไม่ทันสังเกต ขอท่านอาจารย์อภัยด้วย

         อรหันต์จี้กง: ชาวโลกที่เข้าไปยังยมโลก ไม่เพียงแต่ต้องถือศีลกินเจ เสื้อผ้ารองเท้ายิ่งควรสะอาดสะอ้าน ทีหลังควรระมัดระวังเป็นพิเศษรีบขึ้นดอกบัว
         หยางเซิง: กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้วเชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้….

         อรหันต์จี้กง: ถึงแล้ว เจ้าหยางเซิงรีบลงจากดอกบัวไปแสดงความคารวะต่อพัศดีเสีย
         หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา ขอแสดงความคารวะต่อท่านพัศดีและนายทหาร

         พัศดี: มิต้อง ยินดีต้อนรับท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง จะมาเยือนแต่งหนังสือเตือนชาวโลก บุญกุศลนั้นใหญ่หลวงนัก คุกนี้คือ “แดนลาก(ชัก)ไส้นรกน้อย” เชิญท่านทั้งสองเข้าไปเยี่ยมชมภายในเถิด
         หยางเซิง: ขอบคุณท่านพัศดีให้การต้อนรับอย่างดียิ่งที่แท้ที่นี่คือ “แดนลาก(ชัก)ไส้นรกน้อย” พวกยมทูตต่างเดินกันขวักไขว่ควบคุมตัววิญญาณโทษเข้าๆ ออกๆ และได้ยินเสียงแผดร้องร่ำไห้

         อรหันต์จี้กง: เรารีบตามหลังพวกเขาเข้าไปข้างใน
         หยางเซิง: พอจะเห็นการทำโทษภายในคุก มีเหตุการณ์เช่นไรอยู่แล้ว พวกวิญญาณโทษเปลือยกายเป็นแถว ถูกมัดติดกับไม้หลัก ยมทูตใช้มีดปักลงบนหน้าท้องของวิญญาณโทษ แล้วก็กรีดลงไปถึงหน้าท้องแล้วก็แบะออก ลำไส้ทะลักออกมาทันทีสีแดงสดคละคลุ้งกับกลิ่นคาวเต็มพื้นดิน ลำไส้ที่ไหลลงบนพื้นนั้น สุนัขดำที่รออยู่ข้างๆ จำนวนมากต่างแย่งกันกัดกิน ลำไส้นั้นแม้จะทะลักออกมา แต่ก็ยังติดอยู่กับหัวใจ ซึ่งยังไม่หลุดออกจากร่างไป โดนพวกสุนัขแย่งกันกัดกิน ยื้อยุดกันไม่หยุดยั้ง วิญญาณโทษก็แผดร้องอย่างเจ็บปวด เลยสลบเหมือดลง เป็นเรื่องที่ไม่กล้าทนดูต่อไปอีกแล้ว ขอถามท่านพัศดีว่า พวกนั้นมีความผิดอะไรบ้าง จึงถูกตัดสินให้ตกมาคุกนี้

         พัศดี: วิญญาณโทษเหล่านี้ ล้วนเป็นข้าราชการที่คอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงในแดนมนุษย์ หรือผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต เมื่อตายลงแล้วจึงต้องมารับโทษในคุกนี้ ถ้าจะรู้ถึงรายละเอียดข้าพเจ้าจะพาตัวออกมาสัก 2-3 ตนให้สอบถาม
         หยางเซิง: ได้อย่างนั้นก็ดีมากซิครับ ได้มีพยานหลักฐาน ชาวโลกจึงจะเชื่อถือ

         พัศดี: ข้าพเจ้าพาตัววิญญาณโทษออกมาแล้ว เชิญท่านหยางเซิงสอบถามได้
         หยางเซิง: ขอถามสุภาพบุรุษผู้นี้ว่า เหตุไฉนจึงตกมาอยู่คุกแห่งนี้?

         วิญญาณโทษ: ตอนผมมีชีวิตอยู่นั้น รับราชการโดยอาศัยอำนาจหน้าที่รับสินบนอันมิชอบเสมอๆ หรือสมคบกันซื้อขายที่ดินโดยปลุกปั่นให้ราคาสูงขึ้น เพื่อหวังผลประโยชน์อันมหาศาล ไม่ว่าสิ่งใดแห่งใดที่จะให้ผลประโยชน์แล้ว ผมต้องหาวิธีทุกอย่าง ที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์นั้นมาเข้ากระเป๋าตนทั้งนั้น เมื่อตายลงเคราะห์ร้าย โดนส่งตัวไปขึ้นหอกระจก (กรรม) วิเศษฉายร่างปรากฏตัว สภาพการณ์การกระทำที่ตนกระทำโดยมิชอบ และการละโมบในทรัพย์สินเงินทองนั้นๆ ล้วนปรากฏชัดแจ้งออกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้ผมตกใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อผ่านการพิจารณาจากทุกขุมแล้ว ในที่สุดจึงส่งมอบมายังขุมที่ 7 ท่านไท้ซัวอ๊วงตัดสินให้ผมตกเข้ามายัง “แดนลากไส้นรกน้อย” ทุกวี่วันท้องไส้จะไหลออก สุนัขก็แย่งกันกัดกิน ทุกข์ทรมานนั้นไม่สามารถที่จะบรรยายได้

         พัศดี: ตัวแกเป็นข้าราชการ ไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพของประชาชนและหยาดเหงื่อเลือดเนื้อของประชาชน ขอให้ได้มาอย่างเดียวก็จะกลืนกินจนหมดสิ้น ท้องไส้มันสกปรกเสียจริงๆ ขอเตือนข้าราชการในแดนมนุษย์ ควรถือคติเพื่อช่วยเหลือฝูงชน เป็นภาระหน้าที่ให้ความสะดวกแก่ประชาชนทุกแห่งหนทุกกรณีซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ ก็จะมีบุญกุศลมหาศาล ถ้ามุ่งแต่ผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เมื่อตายลงแล้วแดนนรกก็ไม่สามารถอภัยโทษนั้นให้ได้
         หยางเซิง: ขอถามแม่เฒ่านี้ ท่านแก่จนขนาดนี้แล้วยังโดนทำโทษแบบนี้อีก อันความจริงนั้นตอนเป็นมนุษย์อยู่ได้ทำอะไรผิดบ้าง?

         วิญญาณโทษ: เมื่อหวนนึกถึงปางก่อน จะสำนึกผิดมันก็สายเสียแล้ว ตอนที่ฉันมีอายุ 48 ปีนั้นเนื่องจากการค้าที่ทำอยู่ล้มละลานลง ก็เลยเรียกเล่นแชร์เพื่อแก้ขัด ขณะนั้นสติปัญญาสูญสิ้นไปหมด จึงตัดสินใจล้มวงแชร์โกงเงินมา เสร็จแล้วขนย้ายบ้านไปอยู่เสียที่อื่น ตอนอายุได้ 54 ปี เกิดป่วยไข้ตาย ถูกส่งตัวมายังขุมที่ 7 ท่านยมบาลตัดสินให้ตกเข้ามารับโทษที่นี่
         พัศดี: ล้มแชร์โกงเงินผู้อื่น กลืนเข้าไปได้แต่รากออกไม่ได้ เวลานี้จึงต้องเอาท้องไส้ทะลักออก กลืนของเขาเข้าไปเท่าไหร่ก็คืนของเขาออกมาเท่านั้น กฎยมโลกเที่ยงธรรม แกทำเองสนองรับเอง วันหลังรับโทษหมดกำหนดแล้วต้องไปเกิดชดใช้หนี้เขาอีกที

         หยางเซิง: ขอถามท่านสุภาพบุรุษผู้เฒ่านี้ว่า ท่านมารับความทรมานในคุกนี้นานเท่าไหร่แล้ว?
         วิญญาณโทษ: ได้ 3 ปีแล้วครับ ตอนอยู่แดนมนุษย์เป็นเกษตรกรปลูกผักขายเป็นอาชีพ มิทราบว่าเนื่องจากเหตุใด หลังจากเลยวัยกลางคนไปแล้ว ผักที่ปลูกไว้มักจะมีพวกแมลงกิน จึงต้องใช้ยาฆ่าแมลงพ่นฉีดเพื่อกำจัดมัน บางครั้งเห็นผักมีราคางาม (ราคาสูง) ก็เลยเอาผักที่พ่นยาไปแล้วเพียง 1-2 วันเท่านั้นออกขาย ก็แค่นี้เท่านั้นแหละ เมื่อตายลงท่านยมบาลตัดสินให้ตกเข้ามา “แดนลากไส้นรกน้อย” ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการ ทำเอาย่ำแย่ไปเลย

         พัศดี: แกเอาแต่จะได้เงิน เอาผักที่ยังมีพิษหลงเหลืออยู่นั้นออกขายให้โทษแก่ผู้คนไม่น้อยเลย ผู้ที่กินผักของแกแล้วโดนพิษยาเล่นงานก็เป็นจำนวนไม่น้อย หรือสารพิษสะสมจากน้อยเป็นมากเลยเกิดเป็นโรคตับ โรคมะเร็ง ใจคอแกมันโหดร้ายมากจึงต้องรับโทษแบบนี้
         หยางเซิง: ขอถามคุณยายผู้นี้ ท่านทำไมจึงต้องมาอยู่ยังที่นี้?

         วิญญาณโทษ: โอย! โอย! ท่านเจ้าขา ที่นี่มันช่างสังเวชอนาถใจเสียจริงๆ ขอท่านอาจารย์ช่วยด้วย
         อรหันต์จี้กง: อาตมาก็สงสารเธอจับใจจริงๆ แล้วทำไมตอนนั้นเธอถึงไม่สงสารผู้อื่นบ้างเล่า รีบเล่าประวัติชั่วร้ายของเธอเถอะน่า

         วิญญาณโทษ: เอาล่ะค่ะ ฉันรับเลี้ยงเด็กหญิงคนหนึ่งไม่เคยปรานีรักใคร่มัน ตั้งแต่เด็กเล็กมา เอะอะก็ลงมือลงไม้เฆี่ยนตีไม่ดูแลรักใคร่ดังลูกของตนเอง เมื่อมันโตขึ้นมีหน้าตาสวยงามน่ารักจึงบังคับให้เข้าซ่องไปหาเงิน พอตายลง ท่านยมบาลจึงไม่ลดละที่จะเล่นงานฉัน
         พัศดี: ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต เห็นลูกเลี้ยงเป็นสินค้าหาเงินทำลายทำนองคลองธรรมแห่งครัวเรือน สูญสิ้นซึ่งวิญญาณแห่งความชอบธรรม ใจไม้ไส้ระกำสมควรแก่โทษแล้ว

         อรหันต์จี้กง: ได้เวลาแล้ว เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก
         หยางเซิง: กระผมยังมีปัญหาหนึ่งจะเรียนถามท่านอาจารย์ คือว่าพวกวิญญาณโทษเหล่านี้ในขณะที่ถูกลงโทษนั้น เมื่อรับการลงโทษครั้งหนึ่ง ก็จะสลบตายโดยไม่ได้สติไปแล้ว ไหนเลยจะฟื้นขึ้นมารับโทษทัณฑ์ใหม่ได้อีกเล่า?

         อรหันต์จี้กง: เจ้าเคยฝันว่าโดนเขายิงตายบ้างไหม? แม้ตัวจะบาดเจ็บรู้สึกปวดทรมานมาก แต่เมื่อตื่นขึ้น เพียงพบแต่ว่าเหงื่อเย็นๆ โทรมไปทั้งตัว มันไม่ได้ตายเลยนี่ คืนต่อมาก็ฝันเรื่องอื่นอีกเมื่อตื่นขึ้นก็พบว่าปรกติดีเหมือนเดิมอีก และก็ไม่มีบาดแผล ดังนั้นเมื่อคนตายลงแล้วดวงวิญญาณนั้นล่องลอยไปเหมือนอยู่ในความฝัน แม้ร่างกายจะเจ็บปวดด้วยการถูกทำโทษ เมื่อยมทูตเอาน้ำคืนชีพสาดให้ ฟื้นตื่นขึ้นมาก็ปราศจากบาดแผล ยังความเจ็บปวดทรมานและความตระหนกพลั่นกลัวในความทรงจำที่หวนระลึกคิดถึง การลงโทษอย่างทรมานโหดเหี้ยมนัก เพื่อที่จะทำให้วิญญาณเดิมนั้นตื่นตัวขึ้นเท่านั้น ดังนี้คนตายจึงเรียกว่า “ฝันยาว” คนตายซึ่งไปรับความทรมานในฝันยาวนั่นแหละ และมีสิ่งเปรียบเทียบอีกอย่างคือ เช่นในความฝันว่าเก็บทองคำได้ ดีใจเป็นบ้า เมื่อตื่นขึ้นมา ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย จะเห็นได้ว่าความฝันไม่ใช่ความจริง ผู้หลงใหลโดนหลอกเข้าแล้ว ชาวโลกที่บำเพ็ญธรรมถ้าไม่เข้าใจรู้สึกตัวในเรื่องนี้ดื้อรั้นยึดถือแต่รูปนาม ก็จะเป็นความฝันครึ่งหนึ่งเช่นกัน

         หยางเซิง: ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ท่านอาจารย์ครับกระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ขอลาท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย
         พัศดี: ให้นายทหารทั้งหลายตั้งแถวนมัสการส่ง

         อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
         หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม