Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอน ท่องไท้ซัวอ๊วง ชมแดนเผาหัวนรกใหญ่ | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอน ท่องไท้ซัวอ๊วง ชมแดนเผาหัวนรกใหญ่

178 Views

ครั้งที่ 42 วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2520

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า:  

ตำนานเง็ก-        เละป้อเชา     เตือนผู้คน
บทนิพนธ์           พิสดารนี้        ตีพิมพ์ใหม่
บุญปางก่อน       สนองแล้ว     อย่างเที่ยงธรรม
บรรยายธรรม     ตามโอกาส     ดีที่สุด

        อรหันต์จี้กง: สมัยก่อนในภาคตะวันออกได้มีหนังสือเล่มหนึ่งให้ชื่อว่า “เง็กเละป้อเชาคึ้งสี่บุ้ง” (คัมภีร์ตักเตือนผู้คน) ออกเผยแผ่ ในเนื้อหาหนังสือนั้นมีข้อความของนักพรตผู้ที่มีนามว่า “ไล่ไจ้เต้ายิ้ง” ได้รับเทวโองการ โดยให้วิญญาณท่องเที่ยวไปแต่ละขุมของนรก ได้เห็นความเป็นจริงในการที่ท่านยมบาลทำการลงโทษอย่างกวดขันด้วยตัวเอง เมื่อกลับคืนสู่แดนมนุษย์แล้วได้ท้าวความจริงเรื่องที่ตนเห็นมา แต่งหนังสือเล่มนั้นขึ้น เผยแผ่ไปทั้งในและนอกประเทศ ผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วได้ละความชั่วทำความดี ก็มีอยู่ไม่น้อย บรรดาที่พิมพ์แจกหนังสือเล่มนี้แล้ว ได้รับซึ่งความสนองตอบอันดีที่สามารถพิสูจน์ได้ มีประจักษ์หลักฐานให้เห็นหากแต่ว่าเหตุการณ์ในโลกมนุษย์แปรเปลี่ยนการทำโทษในแดนนรกก็เกิดเปลี่ยนแปลงใหม่ตามกันไป แล้วแต่ความเหมาะสมของกาละเทศะ ปลอบเตือนผู้หลงใหล ท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่จึงเจาะจงเลือกเอานายหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง มณฑลไต้หวัน แห่งชมพูทวีปให้เข้าไปท่องนรกใหม่ ไปรวบรวมหลักฐานคดีความใหม่ ใช้กรรมวิธีลงประทับทรงให้เห็นความจริงโดยใช้หนังสือบันทึกบนถาดทรายต่อเหตุการณ์และสถานที่ทันควัน  “เที่ยวเมืองนรก”  จึงได้แต่งขึ้นตามเหตุฉะนี้ เพื่อใช้เป็นการทดแทนหนังสือ  “เง็กเละป้อเชาคิ้งสี่บุ้ง”  เพื่อเตือนชาวโลก ขณะนี้ได้สบโอกาสที่สมบูรณ์แล้ว อันนับเป็นพันปีก็ยังหาได้ยาก จึงหวังมวลมนุษย์ในพิภพให้สนองเทิดทูนต่อหนังสือเล่มนี้ เสมือนหนึ่งเป็นแก้วนิลจินดาจัดพิมพ์เผยแผ่ให้มากๆ และกว้างขวางออกไป ก็จะหมดเคราะห์ขจัดภัยไปเอง เดินในทางที่โล่งเตียน หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่เผยถึงกลไกแห่งนรก ยังบรรยายถึงความลับแห่งการบำเพ็ญธรรมด้วย บรรดาผู้ที่ศึกษาท่องอ่านด้วยความมั่นใจจริงจังแล้ว จะเข้าใจธรรมสำเร็จธรรม ผู้ที่พิมพ์แจกปลอบเตือนชาวโลกนั้น เมื่อมีการบนบานไว้ก็สมตามความปรารถนา และยังจะลดหย่อนโทษฐานที่ทำไว้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเสียงสวรรค์ที่ล้างความชั่วในอดีต และบำเพ็ญธรรมในอนาคตเล่มหนึ่งได้ วันนี้เตรียมท่องนรก หยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
        หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้…

        อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วละ…..ลงจากดอกบัวเร็ว
        หยางเซิง: วันนี้จะไปแห่งใดมิทราบ?

        อรหันต์จี้กง: เจ้ามองดูข้างหน้านี้คือขุมที่ 7 ไท้ซัวอ๊วงได้ลุกขึ้นมาแล้ว รีบเข้าไปแสดงความคารวะ
        ไท้ซัวอ๊วง: ขอต้อนรับ ท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เชิญเข้าไปพักยังภายใน

        หยางเซิง: ขอบคุณมากครับ ท่านยมบาล ที่แท้วันนี้มาเยี่ยมชมขุมที่ 7 เห็นมีข้าราชการทหารและพลเรือนตั้งแถวต้อนรับเราอยู่ยิ่งรู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก เบื้องหน้าปราสาทมีวิญญาณโทษอยู่ไม่น้อยล้วนถูกพวกยมทูตควบคุมตัวไว้ ขณะนี้ท่านยมบาลกำลังพักการตัดสินคดีเนื่องจากการมาของเรา
        ไท้ซัวอ๊วง: ท่านทั้งสองไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากได้มาท่องนรกด้วยตัวท่านเอง เพื่อจะแต่งหนังสือคงลำบากมาก เชิญนั่งให้นายทหารรีบเสิร์ฟน้ำชาทิพย์

        นายทหาร: ขอรับคำบัญชา…เชิญท่านเทพเทวดาผู้อาวุโสทั้งสองดื่มน้ำชา
        หยางเซิง: ขอบคุณท่านยมบาลที่ให้เกียรติสูงมาก

        ไท้ซัวอ๊วง: หามิได้ ในขณะที่ศีลธรรมแห่งโลกมนุษย์เสื่อมโทรม ยังเคราะห์ดีที่เกาะไต้หวันได้ฟื้นฟูศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ พุทธเทพท่านได้สำแดงอภินิหารประกาศธรรมปลอบเตือนชาวโลก สกัดกั้นเหนี่ยวรั้งจิตใจผู้คนให้คืนสู่ทางดี กุศลบุญนั้นใหญ่ยิ่งนัก “เที่ยวเมืองนรก” ซึ่งเป็นการทำขึ้นตามเทวโองการที่ตามกำหนดการแห่งสวรรค์ท่าน มูลเหตุแห่งกุศลนั้นมิใช่เล็กน้อยเลย ท่านทั้งสองเพิ่งได้มายังที่นี่ในวันนี้ รู้สึกว่าค่อนข้างจะล่าช้าไปสักหน่อยไหม?
        อรหันต์จี้กง: ขอขอบคุณท่านไท้ซัวอ๊วงให้การชี้แจง การช่วยชาวโลกก็มีใจที่ตรงตามเช่นเดียวกัน ที่มายังขุมของท่านล่าช้าไปในวันนี้ โปรดอภัยให้ด้วย ขอได้ประทานอธิบายแก่นแท้แห่งธรรมนั้นเถิด

        ไท้ซัวอ๊วง: ดีมาก ชาวมนุษย์เมื่อตายลงแล้ว ทางทายาทล้วนจัดทำพิธีกรรม “เจ็ด-เจ็ด” (คือครั้งละเจ็ดวันต่อเจ็ดครั้ง) เพื่อให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทำการสวดวิญญาณให้ไปสู่ที่ชอบที่สุข วิงวอนให้วิญญาณผีได้ขึ้นอยู่สวรรค์ อันนี้ท้าวความมาจากเจ็ดแรกวิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 1 เจ็ดที่ 2 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 2 เจ็ดที่ 3 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 3 เจ็ดที่ 4 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 4 เจ็ดที่ 5 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 5 เจ็ดที่ 6 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 6 เจ็ดที่ 7 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 7 ชาวโลกมักจะนับเจ็ดวันเป็นหนึ่งรอบ เพื่อทำพิธีกรรมในด้านสวดศพแผ่กุศล แต่หารู้ไม่ว่าผู้ตายนั้นส่วนมากได้สะสมบาปเวรในตัวอยู่ก่อนแล้ว โดยมิใช่ว่าภายใน 49 วัน แล้วก็สามารถจะผ่านพ้น 7 ขุมไป ต้องผ่านขุมที่ 8, 9, 10 แล้วจึงไปเกิดใหม่ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมาทำการสวดศพแผ่กุศลหลังจากตายลงแล้ว จึงสู้มาทำบุญสร้างกุศลในขณะที่ยังมีชีวิตไม่ได้ หากว่าตอนมีชีวิตอยู่ได้สร้างบุญกุศลไว้ เมื่อตายลงแล้วทางเจ้าโชคเจ้าชัยก็จะนำทางเอง โดยไม่ต้องอาศัยทำกรรมพิธีสวด ก็จะได้เดินเหินโดยอิสรเสรี มิเช่นนั้นแล้วแม้จะมีอิทธิฤทธิ์อภินิหารเก่งกล้าอย่างไร ก็ไม่สามารถพ้นจากด่านนรกไปได้ อันนี้ชาวโลกควรจะตระหนักเข้าใจเอาไว้ 

        หยางเซิง: ไฉนชาวโลกจึงพูดว่า “เจ็ด-เจ็ด” โดยไม่ว่า “แปด-เจ็ด” “เก้า-เจ็ด” “สิบ-เจ็ด” เล่า?
        ไท้ซัวอ๊วง: ในยมโลกมีขุมที่สำคัญคือจากขุมที่ 1 ถึงขุมที่ 7 โทษที่ได้รับจากขุมที่ 8 ต่อไปนั้นเป็นโทษที่เหลือมาจากขุมก่อนๆ นำเอามาพิจารณาใหม่เป็นส่วนมาก ดังนั้นเมื่อผ่าน “เจ็ด-เจ็ด “ ไปได้แล้วที่เหลือนั้นล้วนเป็นโทษชั้นรอง ชาวโลกที่คำนึงถึงบรรพบุรุษของตนจะผ่านด่านผ่านขุม จึงได้ทำพิธีกรรมดังกล่าวมาแล้ว “ความกตัญญู” นั้นก็น่าสรรเสริญอยู่ แต่ “ใจกุศล” จะเป็นประโยชน์ใช้การได้เที่ยงแท้กว่า

        อรหันต์จี้กง: คนตายลงแล้วรับการพิจารณาตัดสินอีกครั้งระหว่างการลงโทษ หรือก่อนที่จะไปเกิดใหม่ ทางลัทธิเต๋านั้นเรียกว่า “ดวงวิญญาณ” เนื่องจากวันหลังจะต้องเวียนมาเกิดใหม่ ร่างที่ตกอยู่ในยมโลกเพียงชั่วขณะเวลาหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นทางพุทธจึงเรียกว่า “ตงอิมซิม” (ร่างกึ่งมืด) ที่จะช่วยให้วิญญาณของผู้ตายพ้นทุกข์นั้น พวกทายาทต้องทำบุญสร้างกุศล เพื่อดลบันดาลให้ยมบาลอภัยโทษให้ อันนี้เป็นทางที่ดีที่สุด ส่วนที่ให้พระนักบวชทำการบวชทำการสวดเพื่อให้ไปในทางที่ดีที่ชอบนั้น ถ้ามิใช่พระนักบวชที่มีคุณธรรมแล้ว ก็จะเป็นการ “ทำตามเรื่อง” เท่านั้นเองจะหาประโยชน์อันใดมิได้ ขอฝากไปยังชาวโลก อันความกตัญญูกตเวทีต้องอยู่ในเวลาอันสมควร (หมายถึงตอนที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่) ข้าวสุกเม็ดเดียวที่เคารพส่งให้บิดามารดารับประทาน ตอนมีชีวิตอยู่จะมีค่าเหนือกว่าเซ่นไหว้ด้วยสุราหนึ่งขวด หากว่าพ่อแม่ได้ล่วงลับไปแล้วยิ่งควรที่ปฏิบัติในทางมีศีลธรรม พิมพ์แจกหนังสือธรรมะให้มากๆ ในตำราคัมภีร์ธรรม การกระทำบุญกุศลนี้จะดลบันดาลพุทธเทพยมโลกได้ง่ายที่สุด และเป็นการตอบสนองพระคุณของบิดามารดา ให้พ้นจากทะเลทุกข์ไปสู่ที่สุขวิธีหนึ่ง จงปฏิบัติไปเถิด

        หยางเซิง: คำพูดของท่านอาจารย์ ชี้ตรงไปยังจิตใจของมนุษย์เป็นประโยชน์ต่อมวลชน ผู้ที่มีความขัดเคืองดื้อรั้นต่อบิดามารดาตอนท่านมีชีวิตอยู่ เมื่อท่านตายลงแล้ว จึงทำการกตัญญูต่อนั่นจะเหมือนคำที่กล่าวว่า “ต้นไม้แม้จะสงบแต่ลมไม่ยอมหยุดนิ่ง ลูกจะกตัญญูแต่สิ้นพ่อแม่เสียแล้ว” ขอเรียนถามท่านอาจารย์อีกนิดเถิดว่า ลักษณะวิญญาณผีในยมโลกเหมือนกันกับลักษณะของคนในแดนมนุษย์ เมื่อเนื้อหนังมังสาได้เปลื่อยลงแล้ว ตัวคนนั้นมาจากแห่งใดเล่า?
        อรหันต์จี้กง: นี่คือ “ตัวปลอม” “ตัวเงา” ก็คือ “ตงอิมซิง” (ร่างกึ่งมืด) นั่นแหละ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตัวแปลง” เนื่องจากเวลาจำกัด ขอเชิญท่านไท้ซัวอ๊วงชี้แจงถึงภาระหน้าที่ของขุมท่าน

        ไท้ซัวอ๊วง: ขุมนี้ควบคุม “นรกใหญ่เผาหัวสมอง” และนรกน้อยอีก 16 แห่ง บรรดาวิญญาณโทษที่ส่งมาขุมนี้ ข้าพเจ้าจะพิจารณาด้วยความเที่ยงธรรม ไม่ยอมให้มีการลำเอียงเข้าใครออกใคร รายละเอียดต่างๆ ข้าพเจ้าจะพาท่านทั้งสองไปเยี่ยมชมเอง 
        หยางเซิง: ดีมากครับ! ขอบคุณมากที่ท่านไท้ซัวอ๊วงที่ได้ให้การชี้แจง 

        ไท้ซัวอ๊วง: ส่งข้าราชการทหารพลเรือนตุลาการอารักขานำพาหยางเซิงไปเยี่ยมชม “นรกใหญ่เผาหัวสมอง”
        ข้าราชการ: ขอรับคำบัญชา เชิญท่านทั้งสองตามเจ้านายท่านไปเถิด

        หยางเซิง: เดินตามหลังท่านอ๊วง รู้สึกหนทางในแดนนรกวิเวกวังเวงใจ กฎมาตราไม่เข้าใครออกใคร มันเปิดทางให้เดินแต่ผู้ที่มีศีลธรรมเท่านั้นเอง
        อรหันต์จี้กง:  เจ้าหยางเซิงสะเทือนในอารมณ์เมื่อเห็นสภาพการณ์เช่นนี้ แต่ในแดนนรกไม่มีญาติมิตรให้การพึ่งพาอาศัย มีแต่บุญบาปที่สร้างไว้ในปางก่อนติดตามไปเท่านั้น คนชั่วผีร้ายตาม คนดีเทวทูตให้ความสนิทชิดชอบ เตือนชาวโลกจงคบแต่เพื่อนที่มีแต่ใจบุญสุนทาน ทำทานให้มากเพื่อที่จะไม่ต้องเข้าไปรับความกดขี่ข่มเหงอยู่อย่างอดสูจากนรก

        หยางเซิง: รู้สึกความร้อนต้องกายสัมผัสตัว เบื้องหน้านั้นเปลวไฟแดงฉานทะลุฟ้า เห็นแต่แดงเถือกเป็นพืดไปหมด ประตูคุกเขียนไว้ว่า “นรกใหญ่เผาหัวสมอง” กำแพงก่อด้วยอิฐ
        อรหันต์จี้กง: นี่คืออิฐทนไฟอย่างดี ไฟยิ่งเผาอิฐก็ยิ่งผนึกแข็งแกร่งขึ้น

        พัศดี: ขอต้อนรับท่านเจ้านายครับผม
        ไท้ซัวอ๊วง: ฉันพาท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง มาเยี่ยมชมรีบตั้งแถวต้อนรับเร็ว

        พัศดี: ขอรับคำบัญชา
        ไท้ซัวอ๊วง: เบื้องหน้านี้คือ “นรกใหญ่เผาหัวสมอง”

        หยางเซิง: ร้อนเสียจนอึดอัดใจ พื้นทางเดินใช้หินและอิฐปูติดเป็นพืด ด้านใต้มีไฟโหมเผาแดงไปหมดวิญญาณโทษที่เดินผ่านทุกๆ ตนจะล้มกลิ้งอยู่กับพื้นส่งเสียงร้องครวญครางวิญญาณโทษที่อยู่ข้างนอก ซึ่งถูกส่งมาจากขุมอื่น เมื่อมองเห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว ล้วนแผดเสียงร้องไห้อย่างกับบิดามารดาได้ตายลงฉันนั้น และคงตรึงอยู่กับที่ไม่ยอมขึ้นหน้าไป ยมทูตก็ผลักไปข้างหน้าวิญญาณโทษเหยียบลงที่อิฐไฟด้วยเท้าเปล่าเปลือยล้มลงแล้วส่งเสียงอย่างเจ็บปวดทันที ยิ่งดิ้นทั้งร่างยิ่งถูกเผาหนักมากขึ้น มิทราบว่าพวกนั้นทำผิดอะไรบ้าง?

        ไท้ซัวอ๊วง: ขุมนี้มีชื่อว่า “เผาหัวสมอง” บรรดาที่มีจิตใจเห็นแก่ชื่อเสียงทรัพย์สมบัติมากเกินควร ตอนมีชีวิตอยู่ จนทำให้ผู้อื่นเสียหายตัวเองรับผลประโยชน์ไปนั้น หรือผู้ที่เอาอกเอาใจต่อเพศตรงข้ามเกินควร ยกย่องเทิดทูนสุดกำลังแต่กับพวกเพศเดียวกันกับเหี้ยมโหดไร้ความปราณี ชอบฉวยโอกาสในขณะที่ผู้อื่นกำลังตกอยู่ในความพิบัติ ทำการซ้ำเติมร่างให้ฉิบหายเร็วขึ้น หรือพวกที่มีนิสัยเลือดร้อน มักจะโกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟ ด่าว่าฟ้าดิน หรือพวกที่นักหาช่องถือโอกาส ชอบเดินทางลัดหาผลประโยชน์ใส่ตัว หรือพวกที่ชอบไปพึ่งบารมีผู้มีอำนาจราชศักดิ์ ดูหมิ่นถิ่นแคลนผู้ยากจน บรรดาที่ไม่ดำเนินในทาง “สายกลาง” ต่อเหตุการณ์ต่างๆ หัวรุนแรงดื้อรั้นจนผิดศีลผิดธรรมนั้น ล้วนต้องมารับการลงโทษจากขุมนี้ คุกนี้มีการลงโทษที่ง่ายดายมาก เพียงแต่สามารถเดินผ่าน “ทางอิฐไฟ” สามร้อยลี้ (1 ลี้ = 555.5 เมตร) โทษนี้ก็จะหมดไปแต่ว่าอิฐไฟนั้นร้อนจนเป็นสีแดง จะผ่านไปได้บางคนต้องใช้เวลาถึง 3 ปี 5 ปีไม่เท่ากัน ต้องแล้วแต่บาปที่ก่อไว้ในปางก่อนเป็นเกณฑ์แห่งการลงโทษ ที่มีบาปน้อยหน่อยเมื่อเหยียบลงบนอิฐไฟ ความร้อนของใต้พื้นเท้าจะลดลงโดยปริยาย จึงผ่านไปได้ง่ายพวกมีบาปมากก็จะมีผลตรงกันข้าม การที่มีบาปมากบาปน้อยจึงรับความร้อนจาก “แรงไฟแตกต่างกัน” คุกนี้ทั้งร้อนทั้งอึดอัดทำให้คนแสนที่จะระอา พวกที่ต้องไปรับโทษที่ 16 ขุมนรกน้อยนั้นต้องเดินไปในทางเล็กที่อยู่ข้างนั้น ก็มีอิฐแดงไฟร้อนเช่นกัน แต่ว่าความร้อนนั้นมีความจำกัดอยู่ แค่ทำวิญญาณโทษนั้นตกตื่นไม่ถึงกับมีอันตรายให้ลิ้มชิมรส (รสชาติทรมาน) เสียก่อน เมื่อถึง 16 ขุมนรกน้อยแล้วจึงจะลงโทษหนักอีกครั้งหนึ่ง

        อรหันต์จี้กง: เนื่องจากเวลาหมดลงแล้ว คราวหน้าจะมาเยี่ยมคำนับใหม่ เราขอลาก่อนละ
        ไท้ซัวอ๊วง: เมื่อเวลาหมดลง เราก็ไม่ขอหน่วงเหนี่ยวละ ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์

        หยางเซิง: ขอบคุณท่านไท้ซัวอ๊วงที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นมาก เราขอลาก่อน
        อรหันต์จี้กง: เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว

        หยางเซิง: กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์เดินทางกลับได้…..
        อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
        หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม