ตอน ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 3

136 Views

วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2520

พอดีเป็นเดือนเจ็ดประตูผีเมืองนรกปิด

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า:  

เทศกาล              ทิ้งกระจาด        ในเดือนเจ็ด
วิญญาณผี           ทั้งใหญ่เล็ก      สุขหรรษา
ขุมนรก                ปลดปล่อยผี     สามสิบเพลา
เหมือนมนุษย์     สุขสมหวัง         ไม่มากนัก

        อรหันต์จี้กง: เดือนเจ็ดประตูผีปิด พวกวิญญาณผีทั้งหลายมีโอกาสขึ้นมาพักผ่อนหย่อนใจ และรับส่วนบุญในเมืองมนุษย์ ดังนั้นเดือนเจ็ดจึงเรียกตามประเพณีว่าเป็น “เดือนผี” กิจการงานหลายเรื่องต้องถูกห้ามทำ เพราะว่าเกรงจะไปปะทะเข้ากับวิญญาณผี ถ้าหากว่าชาวโลกมีความเกรงกลัวเจ้า-ผี อยู่ทุกๆ ขณะจิต ก็จะไม่มีการทำผิดโดยปริยาย เมื่อประตูผีเปิดออก การท่องนรกแต่งหนังสือย่อมมีอุปสรรค ไม่มากก็น้อย แต่มีตัวข้าฯ อยู่ที่นี้ด้วย พวกผีสางจะหลบหลีกไปเอง เจ้าหยางเซิงอย่าได้เกรงกลัวเลย
        หยางเซิง: ผีสางนั้นแปรเปลี่ยนมาจากมนุษย์ เห็นสิ่งประหลาดแต่ไม่ประหลาดด้วย สิ่งประหลาดนั้นก็จะดับสูญไปเอง (เมื่อเห็นผีแล้วไม่กลัวผีก็จะดับไปเอง) กระผมหาได้กลัวมันไม่

        อรหันต์จี้กง: พูดอย่างนี้ถูกต้องแล้ว ขึ้นบนดอกบัวเร็วเตรียมท่องนรก
        หยางเซิง: กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้แล้ว….

        อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วละ ลงดอกบัวเร็ว
        หยางเซิง: เบื้องหน้าคือ “ประตูเมืองผี” ประตูด้านข้างของ “ประตูเมืองผี” ได้เปิดออกแล้ว วิญญาณคนตายแก่งแย่งเบียดเสียดแย่งกันออกมา แต่ละตนยิ้มแย้มแจ่มใสคล้ายกับว่าได้รับอากาศบริสุทธิ์ฉันนั้น

        อรหันต์จี้กง: เดือน 7 ประตูเมืองผีอนุญาตให้เปิดประตูด้านข้างออก ประดาวิญญาณผีพวก “สามัญชน” ล้วนได้เวรผลัดเปลี่ยนออกเที่ยว แต่ละคนราวกับว่านกที่หลุดพ้นออกจากกรง ต่างดีอกดีใจจนลืมตัว มุ่งไปยังแดนมนุษย์
        หยางเซิง: พวกวิญญาณผีที่มาเผชิญหน้าเราไฉนจึงทำการหลบหลีกเลี่ยงไป?

        อรหันต์จี้กง: มิใช่อย่างนั้น แม้ว่าจะเปิดประตูผีในเดือนเจ็ด แต่ปลดปล่อยเอาพวกวิญญาณผีพวกสามัญชนเป็นหลัก เนื่องจากวิญญาณผีในพวกสามัญชนนั้น ตอนมีชีวิตอยู่มิได้สร้างบุญกุศลหรือทำบาปเอาไว้ ถูกจัดไว้ที่เขต “สามัญชน” ในแดนนรกดำเนินการเป็นอยู่เหมือนดังชาวโลก ตามปรกติแล้วไม่สามารถจะออกจากเขตแดน เมื่อถึงเดือนเจ็ดมีการอภัยโทษครั้งใหญ่จากเจ้าที่เจ้าทาง อนุญาติให้เปลี่ยนเวรกันออกไปพักผ่อน ส่วนช่องทางของผีในยมโลกต้องเป็นวันที่ 15 จึงปล่อยให้บางส่วนออกไปรับส่วนบุญ ทางพระพุทธศาสนาว่า “อูลั้งเส่งหวย” ทางศาสนาเต๋ากล่าวว่า “ตงง้วนโพวโต่ว”  (คือพิธีโปรดวิญญาณในนรก) ข้าราชการของยมโลกตามปรกติมีวันพักผ่อนที่กำหนดอยู่ก่อนแล้วไม่เกี่ยวกับการนี้ นี่แหละเป็นสภาพความเป็นอยู่ของยมโลกโดยสังเขป เจ้าจงรีบขึ้นดอกบัวเสีย เราจะตรงไปเยี่ยมชม “16 แดนพร่าหัวใจนรกน้อย”
        หยางเซิง: กระผมนั่งเรียบร้อยแล้ว เชิญอาจารย์ท่านออกเดินทางเถิด

        อรหันต์จี้กง: ถึงแล้ว ลงจากดอกบัวได้
        หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา พัศดีได้มาต้อนรับเราแล้วขอแสดงความเคารพต่อท่านพัศดีและเทวทูตทั้งหลาย วันนี้เราศิษย์อาจารย์ได้มารบกวนอีก

        พัศดี: มิต้องเกรงใจ เพราะเหตุที่ตรงกับเดือนเจ็ดการจราจรบนถนนในยมโลก จึงค่อนข้างจะวุ่นวายสับสน ท่านทั้งสองคงลำบากมาก
        อรหันต์จี้กง: หาเป็นไรมิได้ เราเยี่ยมชมจากนอกประตูเมืองแล้วเห็นความชื่นบานหฤหรรษ์ของวิญญาณผี จึงตระหนักดีถึงคุณค่าแห่งอิสรเสรี

        พัศดี: เชิญท่านทั้งสองเข้าไปเยี่ยมชมในคุก ข้าพเจ้าจะจัดคดีเรื่องพิจารณาให้เห็น เพื่อเป็นการปลอบเตือนชาวโลก
        หยางเซิง: ขอบคุณยิ่ง ข้าพเจ้ามองวิญญาณโทษในที่คุมขังมีอาการทุกข์โศกเวทนายิ่งกว่าวันก่อนเสียอีก มิทราบว่าเพราะเหตุใด

        พัศดี: เนื่องจากเป็นเดือนเจ็ดบรรดาวิญญาณผีที่ไม่มีความผิดสามารถออกจากคุกไปท่องเที่ยว วิญญาณโทษเหล่านี้ก็เคยได้ยินเขาพูดไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า เดือนเจ็ดเป็นโลกแห่งวิญญาณผี ในใจคิดว่าวันนี้จะได้ปลดทุกข์สบายใจอีกครั้ง แต่หารู้ไม่ขื่อคาถูกมัด ร่างกายมิได้เป็นอิสระ เห็นคนอื่นได้พักผ่อนสนุกสนาน ด้วยความกะลิ้มกะเหลี่ย ตนเองถูกคุมขัง ยมทูตไม่มีการปราณี ก็ยังลงโทษพร่าหัวใจตามเคย จึงเกิดการกลุ้มอกกลุ้มใจอเนจอนาถใจยิ่งนัก ชาวโลกควรเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ เป็นคนดี ทำความดี อย่าทำบาป ตายลงแล้วอยู่ในแดนนรกจะไม่เห็นดาวเห็นตะวันเลย ซ้ำยังไม่มีความอิสรเสรีอีกด้วย เนื่องจากเวลาน้อยมาก ข้าพเจ้าจะจัดให้วิญญาณโทษ 2 ตนออกจากที่คุมขังให้เล่าความชั่วของตัวมันเองในปางก่อนเป็นการปลอบเตือนชาวโลก

        วิญญาณโทษ: พูดไปแล้วน่าขายหน้ามาก เนื่องจากผมได้สูญสิ้นภรรยาตอนวัยกลางคน แต่ยังมีกามราคะติดใจติดกายอยู่ อยู่มาวันหนึ่งขณะที่อยู่ในที่เปลี่ยวของชนบท ระหว่างทางได้พบหญิงสาวนางหนึ่ง จึงเกิดความใคร่ขึ้นอย่างรุนแรงเห็นว่าปลอดคนทั้งสี่ทิศ จึงตรงเข้าไปสวมกอดเธอแล้วฉุดคร่าเข้าไปในสวนอ้อยที่ใกล้ๆ นั้นเตรียมการข่มขืนเธอ หญิงสาวนั้นก็ร้องดิ้นขัดขืนร่ำไห้ครวญครางขอร้องให้ปล่อยเธอไป เนื่องจากผมได้สูญสิ้นสติสัมปชัญญะหิริโอตตัปปะแล้ว จึงสำทับข่มขู่ว่า หากไม่ยอมจะฆ่าให้ตาย ในที่สุดเธอก็ต้องจำยอม ให้ผมทำการปู้ยี่ปู้ยำ หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้วผมมีความรู้สึกสำนึกตัว รู้สึกเสียใจมาก แม้ว่าเธอผู้นั้นมิได้ไปแจ้งความให้ตำรวจสืบสวนคดี แต่ผมมีความละอายใจต่อตัวเอง ได้แต่ติเตียนตัวเองอยู่เสมอๆ ต่อมาไม่นานผมตายลงด้วยโรคไข้ วิญญาณตกลงไปถึงแดนนรก ท่านยมบาลมีความโกรธยิ่งเพราะเหตุว่าผมได้รับสารภาพความผิดโดยดี จึงมิได้ผ่านหอกระจก (กรรม) วิเศษโดยถูกส่งมายังขุมที่ 5 ตัดสินให้ตกเข้า “นรกพร่าหัวใจ” มีกำหนด 10 ปี เพื่อพร่าเฉือน “ใจมักมากในกาม ใจข่มขืน” ของผมได้รับความทรมานมา 4 ปีเศษแล้ว แต่ละวันเจ็บใจสำนึกผิด แต่เมื่อพลั้งพลาดครั้งเดียวจึงต้องระทมเป็นพันปีจะสำนึกได้ก็สายเสียแล้ว

        พัศดี: ข่มขืนหญิงพรหมจารี ทำลายคนตลอดชาติ บาปกรรมนั้นชั่วร้ายใหญ่ยิ่งสุดซึ้ง แม้แกจะโทษตัวเองจนถึงกับตายลง รู้จักสำนึกผิดแต่โทษอันนี้ไม่มีทางที่จะชดเชยได้ ความชั่วร้ายทั้งหลาย นับได้ว่ากามราคะเป็นความชั่วที่สุดยอด ทำเองรับเองอย่าไปโทษใครเขาเลย ขอเตือนชาวโลก อย่าได้ทำผิดในเรื่องกามลามกนี้เป็นอันขาด หากว่าผู้ใดผิดไปแล้วควรรีบไปสารภาพบาปต่อหน้าพุทธเทพ บนบานตั้งอธิษฐานแน่วแน่หรือพิมพ์แจกหนังสือ “เที่ยวเมืองนรก” พันเล่มเพื่อปลอบเตือนชาวโลกจะได้ลดโทษให้บ้าง มิเช่นนั้นแล้วแดนนรกต้องมีส่วนด้วยแน่นอน สั่งให้วิญญาณโทษตนที่ 2 รีบสารภาพปางก่อนได้ทำเวรก่อกรรมอะไรไว้ ไม่งั้นจะลงโทษอย่างหนักไม่ผ่อนคลาย

        วิญญาณโทษ: กระผมแสนจะเจ็บปวดทรมาน จะพูดก็พูดไม่ออกเพราะว่าความผิดเพียงวูบเดียว ในตอนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้นเลยก่อกรรมชั่วอันใหญ่หลวงมหาศาลขึ้น ต้องทนทุกข์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น น้อมขอท่านอรหันต์จี้กงช่วยกอบกู้ด้วยเถิด
        อรหันต์จี้กง: ตอนมีชีวิตอยู่รับความสุขทางกามมากเกินควร สุขสดชื่นล้นเหลือ จึงนำความชั่วร้ายมาสนองตน ฉันจะอภัยโทษให้แกจากทางใดได้เล่า คงก้มหน้ารับกรรมไปเถิด

        วิญญาณโทษ: กระผมชอกช้ำระกำใจยิ่งนัก เมื่อท่านอาจารย์ไม่ช่วยแล้ว กระผมก็หมดปัญญาได้แต่สารภาพบาปในปางก่อนตอนมีชีวิตอยู่นั้น กระผมเป็นคนขับรถแท็กซี่ ด้วยเหตุว่ามิได้รับการศึกษาสูง จึงมักจะทำอะไรในทางผิดๆ สารพัดอย่าง “เที่ยวผู้หญิง เล่นการพนัน เมาสุรา” เอาหมดทุกอย่าง เฉพาะอย่างเรื่องผู้หญิงภายในรถมีเทปสนทนาพูดแต่เรื่องลามก เป็นการเกี้ยวพาราสี บางคนเจอเข้าก็ด่าผมว่า “ไอ้ผี ไม่มีศีลธรรมปิศาจลามก” เป็นการใหญ่ แต่กระผมก็สนุกสนานชอบใจ ไม่มีความอายเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งในเวลากลางคืน ได้รับผู้โดยสารสาวคนหนึ่ง มีหน้าตาที่สวยสดบาดใจมาก กระผมเกิดความใคร่ขึ้นอย่างรุนแรงรีบเปิดเทปลามก และเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นและพาไปที่ชานเมืองที่เปลี่ยว แล้วใช้มีดข่มขู่บังคับข่มขืนสำเร็จความใคร่รวดเดียว 3 ครั้งติดกัน เมื่อ 5 ปีก่อนเกิดโชคร้าย รถเกิดเสียหลักพลิกคว่ำถึงกับชีวิตดับลง ทันใดนั้นเห็นยมบาลหัวควายหน้าม้าใช้โซ่เหล็กล่ามตัวแล้วคุมไปยังยมโลก ผ่านการพิจารณาจากทุกขุมแล้วส่งมอบมาให้ขุมที่ 5 ให้ตกเข้า “นรกพร่าหัวใจ” มีกำหนด 30 ปีได้รับการทรมานทุกวี่ทุกวัน จะสำนึกผิดมันก็สายเกินการเสียแล้ว หวังว่าท่านหยางเซิงหลังจากกลับไปยังโลกมนุษย์แล้วบอกต่อๆ ชาวโลกว่า การกระทำต่างๆ ในตอนอยู่ในโลกมนุษย์เมื่อตายแล้วต้องไปคิดบัญชี กันทุกๆ เรื่องที่ยมโลกให้เคลียร์ (เรียบร้อย) จะรอดจากการลงโทษยากนัก โทษแต่ตัวเองโง่เง่าไม่มีความคิด ก่อสร้างโทษมหาศาล

        พัศดี: วิญญาณโทษตนนี้บาปเวรหนักหนายิ่งถูกหักอายุขัย 10 ปีโดนเก็บกลับแดนนรกก่อนกำหนด เป็นการตัดตอนปราบปรามพวกคนชั่ว รอจนการลงโทษของคุกนี้หมดลง จะส่งเข้านรกโลกันตร์ไม่ให้ไปผุดเกิดได้ตลอดกาล ชาวโลกควรจดจำจากตัวอย่างนี้ เรื่องกามลามกเป็นสิ่งชั่วร้ายสุดยอดแห่งความชั่วทั้งหลาย บรรดาการสมสู่ที่ไม่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมหรือข่มขืนผู้หญิงหรือเปิดเทปเสียงลามกในรถต่างๆ โดยความคิดชั่วร้ายนั้นๆ ยมกฎไม่มีการให้อภัยหากไม่ระมัดระวังในการกระทำ วันข้างหน้าจะไม่สามารถช่วยเหลือชดเชยได้เลย

        อรหันต์จี้กง: การทำโทษแบบ “พร่าหัวใจ” มีความทรมานเจ็บปวดมากกว่าทำโทษอื่นๆ เป็นหมื่นเท่า ชาวโลกจงอย่ากระทำสิ่งใดๆ ด้วยใจอธรรมเป็นอันขาด มิเช่นนั้นแล้วต้องได้รับสนองตอบแค่มือเอื้อมเท่านั้น จะสำนึกผิดก็สายเสียแล้วเพราะเวลาหมดลง เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก
        หยางเซิง: ขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารมาก

        อรหันต์จี้กง: รีบขึ้นดอกบัวเถอะ
        หยางเซิง: กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักได้….

        อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
        หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิ