ตอน ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 2

141 Views

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2520

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า: 

ด้วยปัญญา       มักอิจฉา         ผู้ดีกว่า
ชอบกล่าวหา    ลอบทำร้าย     ด้วยอุบาย
ประพฤติชั่ว      ก่อทุกข์เข็ญ    กรรมติดกาย
ร้องจนตาย       ในนรก             พร่าหัวใจ

          อรหันต์จี้กง: ในโลกมนุษย์มีคนอยู่ชนิดหนึ่ง ตัวเองนั้นไม่มีภูมิปัญญา พอเห็นผู้อื่นที่มีความสามารถแสดงออกมา ก็เกิดความริษยาขึ้น โดยแอบใช้อาวุธลับ เข้ายุแหย่ปลุกปั่น หรือเที่ยวโพนทะนาปมด้อยหรือความผิดของผู้นั้นให้ร่ำไป บ้างก็เห็นผู้อื่นบำเพ็ญธรรมที่ต่างกันกับตนที่เชื่อถืออยู่ ก็กล่าววาจาให้ร้ายทำลายล้าง เหล่านี้ล้วนต้องตกเข้า “นรกพร่าหัวใจ” ที่ตัดเฉือนใจที่ริษยาผู้อื่นที่เก่งกว่า ใจที่ให้ร้ายทำลายล้างผู้อื่นนั้นออก วันนี้เตรียมท่องนรก เจ้าหยางเซิงขึ้นดอกบัวเสีย
          หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์เดินทางได้…

          อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วละ ลงจากดอกบัวเร็ว
          หยางเซิง: “นรกพร่าหัวใจ” ได้ปรากฏต่อหน้าจริงๆ ด้วย

          อรหันต์จี้กง: วันนี้เราจะไม่รบกวนท่านยมบาลอีก เราตรงไปยัง “แดน 16 พร่าหัวใจนรกน้อย” เพื่อประหยัดเวลา พัศดีได้เปิดประตูต้อนรับเราแล้ว
          หยางเซิง:  เราเข้าไปข้างในกันเถิด

          พัศดี: ขอต้อนรับท่านอาจารย์กับท่านหยางเซิงมาเยี่ยมชมอีกครั้งเชิญท่านทั้งสองเข้าชมภายใน
          หยางเซิง: การลงโทษของคุกนรกน่าหวาดเสียวสยองเกล้าเหลือเกิน เริ่มจากขุมที่ 1 แล้ว พอย่างเข้าแดนนรกสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นล้วนมืดมัวขนลุกน่าสยดสยองทั้งสิ้น เฉพาะอย่างยิ่งอนาถเวทนาหัวใจของวิญญาณโทษในนรกพร่าหัวใจ ยิ่งทวีความเศร้าสลดใจแสนที่จะทนทานได้

          พัศดี: หัวใจเป็นเจ้าผู้ครองในตัวมนุษย์ “พร่าหัวใจ” นั้นเป็นการลงโทษที่ทรมานสุดยอดหาที่เปรียบไม่ได้ หัวใจโดนตัดสะเทือนไปทั่วสรรพางค์กาย ความเจ็บปวดทรมานนั้นยากที่ตัวหนังสือจะถ่ายทอดออกมาได้
          อรหันต์จี้กง: เราเข้าไปในคุกอีกครั้ง สัมภาษณ์วิญญาณโทษเพิ่มอีกสัก 2-3 ตน เพื่อรวบรวมข้อมูลไปเตือนผู้คนในแดนมนุษย์

          พัศดี: ท่านรออยู่นอกห้องขังก่อน ข้าพเจ้าจะเข้าไปพาตัววิญญาณโทษออกมาสัก 2-3 ตน ให้นายทหารพักการลงโทษไว้ก่อน ใช้พัดคืนชีพให้ ทำให้หน้าตาเดิมของมันกลับคืนมา 
          นายทหาร: ขอรับคำบัญชา

          พัศดี: ปลดวิญญาณโทษ 3 ตนออก เพื่อให้ออกจากห้องขัง ให้เล่าสารภาพหลักฐานการทำชั่วของตนต่อท่านอาจารย์ และท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมืองไถ่ตงของแดนมนุษย์ที่รอคอยอยู่ข้างนอก เพื่อปลอบเตือนชาวโลก
          นายทหาร: ได้ปลดวิญญาณโทษ 3 ตนออกแล้ว รีบตามท่านพัศดีออกจากห้องขัง

          พัศดี: ท่านนี้คือ อรหันต์จี้กง และท่านหยางเซิง แห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมืองมนุษย์ ท่านศิษย์อาจารย์รับเทวโองการท่องนรกเพื่อแต่งหนังสือ รีบสารภาพความจริงที่ตนสร้างไว้เมื่อตอนมีชีวิตอยู่เพื่อลงในหนังสือเร็ว! เร็ว!
          วิญญาณโทษ: ผมตอนมีชีวิตอยู่นั้น ทำงานเป็นข้าราชการอยู่สถานที่ๆ หนึ่ง เนื่องจากผมเองไม่มีผลงานที่ดีเด่นเห็นเพื่อนร่วมงานเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ภายในใจก็เกิดความแค้น-ริษยา หาว่าเจ้านายไม่ยุติธรรมจึงคิดจะหาทางแก้แค้น และฉวยโอกาสปั้นแต่งเรื่องเท็จต่างๆ ไปฟ้องร้องต่อเจ้านายเสมอๆ คอร์รัปชั่นบ้างเพื่อที่จะใส่ร้ายเขา ก็เพราะเรื่องนี้แหละ เมื่อ 4 ปีก่อนนั้นเกิดป่วยเป็นโรคมะเร็งถึงแก่ความตาย ถูกยมทูตขาวดำนำตัวเข้ามาในนรก คุมขึ้นไปบนหอกระจก (กรรม) วิเศษ ฉายออกซึ่งเหตุการณ์ความผิดซึ่งผมเล่นสกปรกและใส่ร้ายเพื่อนร่วมงาน ต่อมาถูกส่งมอบให้ขุมที่ 5 ให้ท่านยมบาลพิจารณาตัดสิน ท่านยมบาลโกรธมาก ด่าว่าผมไม่มีความสามารถ แล้วไม่เจียมตัวไปอิจฉาริษยาผู้ที่มีภูมิปัญญา ทำอุบายให้ร้าย จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต ตัดสินให้ผมมารับโทษที่นี่ โดนยมทูตผ่าอกตัดพร่าหัวใจทุกวี่ทุกวัน เจ็บปวดแสบไส้ ตอนอยู่เมืองมนุษย์ไม่เชื่อว่ามีการสนองตอบเรื่องเหตุและผล เมื่อตายลงแล้วจึงมีทุกข์แต่ไม่สามารถพูดได้

          อรหันต์จี้กง: จิตใจที่อิจฉาผู้มีปัญญานั้นไม่ควรมี แกทำลายความสมัครสมานของกลุ่มคณะ เป็นตัวแกะดำไม่ควรอย่างยิ่ง ชาวโลกควรฝึกเรียนความสามารถหาจุดเด่นจากผู้มีปัญญา ต้องให้ความเคารพเทิดทูน ก็จะได้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถไปเรื่อยๆ มิเช่นนั้นแล้วจิตใจควรแก่การพร่าเฉือน จะต้องลงเอยแบบเดียวกับวิญญาณตนนี้แหละ
          พัศดี: ตนที่ 2 รีบเล่าความชั่วตนเองครั้งอยู่ในแดนมนุษย์ให้ท่านหยางเซิงฟังว่าผิดอะไรบ้าง

          วิญญาณโทษ: ตอนมีชีวิตอยู่ ผมเป็นดาบสจำศีลบำเพ็ญธรรมอยู่กับบ้าน ซึ่งได้อธิษฐานสละตัวเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าท่าน เนื่องจากได้อ่านพระไตรปิฎกมากพอสมควร จึงถือว่านอกจากพระพุทธแล้ว ล้วนเป็นพวกมาร พวกนอกรีดนอกรอยทั้งนั้น เมื่อไปเจอพวกถือศาสนาอื่นจึงมองดูด้วยสายตาเหยียดหยามหมิ่นแคลน เช่นต่อพวกถือศาสนาเต๋า ผมจะพูดว่า “ที่เธอกราบไหว้นั้นเป็นพวกภูตผีชั้นต่ำนอกรีดนอกรอย ต่อไปจะไม่ได้สำเร็จขึ้นสวรรค์” มีคนเขาให้หนังสือธรรมจากสำนักรับทรงให้ผมอ่าน ผมก็ไม่สนในแม้แต่จะมองดูเลย โดยพูดว่า “ภูตผีสิงสู่ร่างพู่กันทรงเป็นของปลอม อย่าไปเชื่อถือ ศาสนาอุบาทว์” ทั้งชีวิตมีแต่พูดทำลายศาสนาอย่างสุดความสามารถ คิดว่าตนเองเข้าใจในพระพุทธธรรมดีแล้วเลิศล้ำยิ่งยอด หารู้ไม่ว่าเมื่อตายลงแล้วฟ้าสวรรค์ทิศตะวันตกตีบตัน (ไม่มีทางไป) แต่ทางนรกกลับเปิดโล่งเดินสะดวก ขณะตายไม่เห็นมีเจ้าผู้ครองธรรมและทูตจากสวรรค์ แต่มียมทูต 2 ตน ควบคุมตัวผมเข้าคุก ถูกส่งมาขุมที่ 5 ยมบาลท่านไม่สบอารมณ์ ตวาดว่า “แกเป็นผู้ทรยศต่อพระพุทธท่าน ไม่มีจิตใจที่เมตตากรุณาแม้แต่น้อย คิดว่าตัวได้รับศีลแล้วแต่ในใจมีความโกรธหลงอยู่ ใส่ร้ายป้ายสีศาสนาอื่นอย่างสาดเสียเทเสีย ไม่เข้าใจความเสมอภาคแห่งพุทธธรรม ทุกๆ ศาสน์ทุกๆ นิกาย ล้วนมีธรรมมีเหตุผลขอให้สร้างแต่กุศลบำเพ็ญ ไม่ทำความชั่วร้ายผิดกฎหมายล้วนเป็นศาสนาที่ถูกต้องเที่ยงตรงทั้งนั้น แกถือว่าเดชฤทธิ์ของพระพุทธกว้างขวางไม่มีที่สิ้นสุด แต่หารู้ไม่ว่าศาสนาอื่นเขาก็มีฤทธิ์เดชอันมหาศาล ไม่น่าไปตบปากผู้อื่น (เหยียดผู้อื่น) แล้วมาคุยอวดว่าตนเองสูงส่งเลิศล้ำกว่า เพียงแต่โทษตัวเองดื้อรั้นถือมิจฉาทิฐิ ตอนมีชีวิตอยู่ยกตัวเองสูงเกินควร ทำให้ตัวเองลุ่มหลงเลยเกิดจิตใจใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น หมิ่นกฎ หมิ่นธรรม หมิ่นศาสนาหมดสิ้นแล้วซึ่งจิตแห่งพุทธธรรม ก็เลยต้องมาลงเอยอย่างนี้แหละฝากเตือนชาวพุทธที่อยู่ในศาสน์เดียวกันทั้งหลาย อย่าพึงเลียนแบบอย่างของผมไปสร้างกรรม ไปทำลายล้างความตั้งใจอุตสาหะตอนที่มีชีวิตอยู่

          อรหันต์จี้กง: แกเทศนาพระธรรมด้วยการปกปิดพุทธจิตที่เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง ไม่เพียงแต่ควรฆ่า (พร่า) เฉือนหัวใจนี้เท่านั้นต่อไปใน “นรกถอนลิ้น” ยังมีความทุกข์ให้อีก
          พัศดี: วิญญาณโทษตนที่ 3 ให้รีบสารภาพความผิดที่ทำไว้ในโลกมนุษย์เร็ว

          วิญญาณโทษ: ผมเป็นนักทรงเอกของสำนักทรงแห่งหนึ่ง ตอนแรกเริ่มก็ตั้งใจจริงรับทรงปลอบเตือนชาวโลก เทวเจ้าท่านมีความศักดิ์สิทธ์มาก ต่อมาเจ้าสำนักไม่สนใจใยดีต่อผม ผมก็เลยคิดว่าแต่ละงวดก็ได้ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ปราศจากความหมายกำลังใจก็เลยถอยเสื่อมลงไปมาก จึงพูดกับพวกนักทรงว่า “การรับเข้าทรงล้วนเป็นการมายาจากมนุษย์ทั้งนั้น พวกเธออย่าไปหลงใหลเลย” พวกศิษย์นักทรงเมื่อได้ยินผมพูดเช่นนี้แล้วต่างก็สูญเสียความเชื่อถือ จากนั้นก็มิได้เข้าสำนักฝึกธรรมบำเพ็ญตัว ผมก็ออกจากสำนักไปไม่รับเข้าทรงอีก 7 ปีผ่านไป ผมป่วยตายวิญญาณถูกยมทูตคุมมาขังยังขุมที่ 5 ยมบาลท่านด่าว่า “ตัวแกเป็นนักทรงเอก แม้ว่าไม่มีใครสนใจแกจากสำนัก ก็ไม่ควรกล่าวคำละเมิดให้ร้ายต่อการทรงที่ศักดิ์สิทธิ์ แกทำความผิดอย่างใหญ่หลวง ตัดสินให้เข้าอยู่ “นรกพร่าหัวใจ” 15 ปี รับการลงโทษฐานแห่ง “ใจกล่าวร้ายต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์” เสร็จแล้วส่งไปให้ขุมอื่นจัดการลงโทษอีก จะสำนึกตัวได้ก็สายเสียแล้ว ขอท่านอาจารย์โปรดช่วยขออภัยโทษให้ด้วยเถิด

          อรหันต์จี้กง: การทรงเจ้าคือตัวแทนแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชาวโลกจะละเมิดให้ร้ายไม่ได้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นแล้วโทษนั้นจะไม่มีทางอภัยให้ได้ รับทรงเตือนชาวโลก คือการตอบสนองรับจากฟ้าสวรรค์ท่าน เพื่อช่วยเหลือกอบกู้มวลมนุษย์ ต้องได้รับอนุญาตจากท่านเง็กเซียนฮ่องเต้ จึงจะตั้งสำนักประกาศธรรมได้ ผู้กล่าวร้ายทำให้เสื่อมเสียก็เท่ากับละเมิดท่านผู้สูงส่งเบื้องบนสวรรค์ โทษนั้นยากยิ่งที่จะให้อภัยได้ เพราะเหตุว่าเวลาดึกแล้วเจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก
          หยางเซิง: ขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารที่ให้การนำพาเยี่ยมชมขอลาก่อนละ

          พัศดี: จะยินดีต้อนรับท่านมาเยี่ยมใหม่อีกครั้ง
          อรหันต์จี้กง: นรกพร่าหัวใจนี้สำคัญมาก คราวหน้าต้องมาเยี่ยมเยือนอีก

          หยางเซิง: กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักเถิด…
          อรหันต์จี้กง: สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งถึงแล้ว
          หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิ