ตอน ท่องแดนแทงปากนรกน้อย

142 Views

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2520

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า: 

ไม่ยับยั้ง            วจีกรรม           ก่อคลื่นลม
เสียดอารมณ์     คนสิ้นคิด         ควรงดเสีย
คำมุสา              เที่ยวพ่นทั่ว     ต้องจนจิต
ชั่วชีวิต              คุยโอ้อวด       ไร้สรรเสริญ 

       อรหันต์จี้กง: ชีวิตคนเต็มไปด้วยความดีใจ ขุ่นข้องใจ เศร้าใจ สุขใจ และความระทม หรรษา พลัดพราก อยู่ร่วมกัน พูดไปแล้ว การบำเพ็ญธรรมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนักหรอก ต้องรักษาจิตให้มั่นคง ควรทุ่มเทปฏิบัติสักระยะหนึ่ง โดยไม่ใช่ว่าพูดๆ แล้วก็สำเร็จต้องมีการปฏิบัติทางศีลธรรมที่แท้จริงเป็นพื้นฐานแห่งหลักธรรม มิเช่นนั้นแล้วจะพูดอย่างน้ำไหลไฟดับก็เท่ากับดอกไม้ร่วงสู่ธารน้ำ (ที่ไหลไปตามเรื่อง) ปลุกจิตให้ศรัทธาและพลังใจมิขึ้นเลย วันนี้เตรียมท่องนรก เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นบนดอกบัวเร็ว
       หยางเซิง: ไฉนท่านอาจารย์จึงถอนหายใจอยู่ร่ำไป

       อรหันต์จี้กง: จิตใจที่แตกต่างกันของมนุษย์ จึงเปล่งวาจาที่แตกต่างกันออกมา บ้างว่าลูกบ๊วยแห่งนั้นมีรสเค็ม บ้างก็ว่ามีรสหวาน บ้างก็ว่ามีรสขม พูดเอาจนหนทางใหญ่ที่กลมกลืนกันนั้น หมุนเคว้งคว้างไปหมดทำให้คนหูตาฝ้าฟางยุ่งเหยิง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี!
       หยางเซิง: อะฮ้า! ผู้อยู่ในบรรพชิตควรปลงเสียบ้างเถิด ขอให้กุมแก่นกลางนั้นให้มั่นคงก็แล้วกัน มันจะโยเยยอบแยบอย่างไรก็ช่างมันเถิด แล้วก็จะสบายอกสบายใจเอง

       อรหันต์จี้กง: นับว่าเจ้ายังปราดเปรื่องฉลาดมาก ฉันนะเกือบจะหลงตกลงในห้วงเหวแห่งวิญญาณหลงเสียแล้ว ณ บัดนี้พอจะนับได้ว่ามีหนทางใหญ่ที่โชติช่วงแล้ว อย่าได้คุยอะไรมากเลยรีบขึ้นบนดอกบัวเร็ว
       หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา……

       อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วละ ลงจากดอกบัวไปเยี่ยมชมเถอะ
       หยางเซิง: พัศดีและนายทหารทั้งหลายมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ข้าพเจ้าคือศิษย์แห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งมาเยี่ยมชมคุกของท่านในวันนี้ขอได้ให้การชี้แจงด้วย

       พัศดี: ท่านทั้งสองมิต้องแสดงความคารวะ คุกนี้คือ “แดนทางปากนรกน้อย” อยู่ในความปกครองของขุมที่ 4 เนื่องจากได้รับคำสั่งจากท่านยมบาล ทราบว่าท่านอาจารย์กับท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งจะมาเยี่ยมชมคุกนี้ ในวันนี้หากการต้อนรับที่มีบกพร่องแล้ว ขอได้ให้อภัยด้วย
       อรหันต์จี้กง: ท่านพัศดีมิต้องถ่อมตัว เราศิษย์อาจารย์ท่องนรกตามโองการแต่งหนังสือ วันนี้มาเที่ยวชมคุกของท่าน ขอท่านพัศดีและนายทหารให้ความสะดวกด้วย เพื่อให้หยางเซิงได้เยี่ยมชม

       พัศดี: ขอรับคำบัญชา เชิญท่านทั้งสองตามข้าพเจ้าเยี่ยมชมสภาพการณ์ของการลงโทษวิญญาณโทษได้
       หยางเซิง: บนประตูคุกเขียนไว้ว่า “แดนแทงปากนรกน้อย” กระผมว่าคงจะทรมานมากเหลือที่จะกล่าวนะ

       พัศดี: ตามข้าพเจ้าเข้าไปข้างใน อย่าเสียเวลาเลย
       หยางเซิง: ไม่ผิดตามที่คิดจริงๆ แหละ เสียงคร่ำครวญร่ำไห้ในคุกปานแก้วหูจะแตก ยมทูตกำลังใช้เหล็กปลายแหลมคมอันหนึ่ง แทงปากของผู้ถูกมัดติดกับเสาอย่างทารุณโหดร้ายราวกับว่าจะทำให้ตายคามือเลยทีเดียว วิญญาณโทษที่โดนแทงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน การทำโทษชนิดนี้คล้ายกับการฆ่าหมูโดยใช้แรงคนฆ่า มิทราบว่าพวกนั้นต้องโทษประการใดบ้าง จึงถูกทำโทษอย่างรุนแรงเช่นนี้?

       พัศดี: ข้าพเจ้าจะปลดออกมาสัก 2-3 ตน ท่านจะทราบโดยละเอียดจากการซักถามของท่านเอง
       หยางเซิง: ขอบคุณท่านพัศดีมาก

       พัศดี: สั่งวิญญาณโทษตนนี้ให้สาธยายความผิดของตัวเองตอนที่อยู่ในแดนมนุษย์ ให้ท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมืองไถ่ตงฟัง
       วิญญาณโทษ: ปากฉันเจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว ก่อนหน้านี้ได้สารภาพต่อหน้ายมบาลมาแล้ว ไฉนจึงให้ฉันพูดอีกครั้งเล่า?

       อรหันต์จี้กง: อาตมาอยู่ที่นี่ จะบิณฑบาตจากเธอ หรือว่าเธอจะไม่ยอมให้ทานงั้นฤา?
       พัศดี: ท่านผู้นี้คืออรหันต์จี้กง ได้มาท่องนรกตามโองการ หากเจ้าไม่สารภาพโดยเร็วมีโทษขัดขืนพระราชโองการ โทษนั้นเจ้าจะรับไม่ไหว นรก “อาปี” (โลกันตร์) เจ้าอยากไปไหม? 

       วิญญาณโทษ:  พระรูปนี้ที่แท้คือท่านอรหันต์จี้กงเอง เมื่ออยู่แดนนรกก็เคยได้ยินชื่อเสียงท่านมาแล้ว ฉันควรตายเสียจริงๆ ขอท่านอาจารย์โปรดให้อภัยด้วยเถิด ฉันจะสารภาพการทำบาปในแดนมนุษย์อย่างหมดเปลือกดังนี้ เมื่อฉันอยู่ในโลกมนุษย์เพราะเหตุว่ามีสุ้มเสียงดีพอ มีพรสวรรค์ในการร้องเพลง ก็เลยไปร้องเพลงตามภัตตาคาร โรงละครบ่อยๆ ยังเคยรับจ้างจากโรงงานผลิตยาไปแสดงตามที่ต่างๆ มากหลาย ชีวิตในอาณาจักรเสียงเพลงนั้น เพื่อสนองตามรสนิยมของผู้ฟังก็เลยแต่งเพลงลามกเองร้องเอง ก็บ่อยครั้งหรือแสดงบทบาทชั่วช้ามานย์เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมข้างเวทีอย่างกึกก้อง ตบไม้ตบมือชอบอกชอบใจเป็นการใหญ่ เนื่องจากเพลงที่ร้องไปนั้น ไม่สุภาพเมื่อตายลงแล้วถูกยมบาลตัดสินลงโทษว่าชีวิตทั้งชีวิตของฉันนั้นไม่ชอบร้องเพลงรักชาติ หรือเพลงปลุกใจคน หรือเพลงกล่อมเกลาอารมณ์จิตใจชาวมนุษย์ ที่ร้องไปนั้นล้วนเป็นเพลงที่ทำให้เสื่อมเสียประเพณีอันดีงาม ที่หยาบช้าชั้นต่ำๆ ทั้งนั้นให้โทษทางสังคมที่มีประเพณีดีงาม เลยตัดสินให้ตกเข้ามาอยู่ใน “นรกแทงปาก” 10 ปี ทุกวี่ทุกวันโดนเหล็กเจาะแทงปากมีความทุกข์ทรมานอย่างพูดไม่ออก ตอนอยู่เมืองมนุษย์ ความเป็นอยู่เละเทะเหลวแหลกยังต้องรับโทษทางอื่นอีก ทั้งนี้เป็นคำบอกเล่าจากพัศดี จะสำนึกผิดในขณะนี้มันก็สายไปเสียแล้ว ขอให้นักร้องที่อยู่ในโลกมนุษย์ จงอย่าร้องแต่เพลงรักใคร่ที่แสนจะเร้าโลมอารมณ์เท่านั้น ให้ร้องเพลงที่มีความหมายมากขึ้น มิเช่นนั้นเมื่อตายลงแล้วปากที่ร้องออกมานั้นล้วนเป็น “เพลงโหยหวนคร่ำครวญ” หมดแหละ

       พัศดี: ขอฝากไปยังนักร้องในแดนมนุษย์ ให้ร้องเพลงปลุกระดมใจรักชาติ อย่าร้องแต่เพลงรำพึงรำพันระหว่างหญิงชายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสื่อมเสียของสังคม สร้างเวรปากที่กว้างใหญ่ไพศาลจนตกลงนรก….สั่งวิญญาณโทษตนที่ 2 ให้เล่าความจริงในการทำผิดระหว่างที่มีชีวิตอยู่ให้ท่านหยางเซิงฟัง

       วิญญาณโทษ: ปากฉันเจ็บปวดจัง ยังมีน้ำเลือดหยดอยู่เลย นึกถึงตอนที่เป็นมนุษย์อยู่นั้น มีนิสัยชอบอยู่นอกบ้าน เมื่อแต่งงานแล้วมักจะทะเลาะกับสามี พูดออกมาทีไรล้วนแต่เป็นคำแช่งด่า จนกระทั่งถึงฟ้าดินและมักจะทะเลาะกับหญิงบ้านใกล้เรือนเคียง ความชั่วที่ร้ายสุดก็คือมักใช้วาจายุยงผู้อื่น ทำให้ชาวบ้านเกิดความระหองระเหงขึ้นในครอบครัว มีรายหนึ่งที่อยู่บ้านใกล้กัน เนื่องจากเคยทะเลาะกับฉัน เพื่อที่จะแก้แค้นมัน ฉันจึงปล่อยข่าวสร้างความเท็จขึ้นว่า “เมียเขาไปมีชู้กับชายคนนั้นๆ นัดพบกันที่ตรงนั้นตรงนี้ ฉันไปเห็นมากับตา” จากหนึ่งก็แพร่ออกไปเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อยทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในครอบครัว และเคยยุแหย่จนคู่สมรสต้องแยกหย่ากัน นอกนั้นที่ใช้ปากพูดเท็จให้ร้ายผู้อื่นอีกมากราย เมื่อตายลงแล้วถูกยมบาลตัดสินให้ตกมาอยู่ “นรกแทงปาก” 8 ปี แล้วยังมีโทษอื่นอีก ฉันก็ไม่คิดจะพูดมากแล้วหละ

       พัศดี: เอาละ! ไอ้ปากเสียของแกนั้นทำเวรมามากพออยู่แล้ว
       อรหันต์จี้กง: เวลาก็ดึกมากแล้ว ฉันว่าเตรียมกลับสำนักเถอะเจ้าหยางเซิง เจ้ายังมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม?

       หยางเซิง: ลองให้วิญญาณโทษตนนั้นเล่าเรื่องที่ทำความชั่วไว้ในเมืองมนุษย์อีกทีนะครับ
       พัศดี: รีบรับสารภาพต่อท่านหยางเซิงที่แกได้ทำบาปตอนอยู่ในโลกมนุษย์

       วิญญาณโทษ: ผมตอนมีชีวิตอยู่นั้น เนื่องจากบิดาสำเร็จวิชาทางแพทย์ ใช้พวกสมุนไพรรักษาโรคโดยเฉพาะ ผมเห็นบิดาประกอบยารักษาโรค ก็มีความรู้อยู่บ้าง เมื่อบิดาตายลงแล้ว มีคนไข้มาให้รักษา ผมก็พูดว่า “บิดาข้าฯ ก่อนตายได้สอนและมอบ “ตำราลับของตระกูล” ให้กับข้าฯ หมด” ไม่ว่าจะเป็นโรคประหลาดชนิดไหน ล้วนรักษาได้ “ยาถึงโรคหาย” แต่ทว่าตัวยานั้นล้วนเสาะหามาจากภูเขาที่ลึกล้ำมาก หายากยิ่งนักเป็นยาที่พิสดารมีค่าสูงมาก คนไข้ก็คิดว่าเป็นความจริง ผมก็เลยขายยาในราคาสูงมาก บางคนก็ให้ผมรักษาจนหายป่วย บางคนจ่ายค่ายาแล้ว โรคไข้กลับหนักลงไม่มีผลเลย หากว่าคนเขาถามถึงตำราลับของยาสมุนไพรนั้น ผมมักจะไม่เปิดเผย โดยบอกว่าตำราลับจากต้นตระกูลห้ามเผยให้ผู้อื่นรู้ เพื่อที่ให้ผู้อื่นจ่ายเงินเป็นค่าขึ้นครู ในชีวิตทั้งชีวิตได้เงินทองมาไม่น้อย หารู้ไม่ว่าเมื่อตายลงแล้ว ยมบาลท่านไม่ปราณีเลย ตัดสินให้ผมเข้ามาอยู่นรกนี้รับโทษทัณฑ์ จะสำนึกตัวได้ก็สายเสียแล้ว

       พัศดี: อาศัยลิ้นอันสามนิ้วอันกลับกลอกของแกขยับปากแต่ละครั้งล้วนอ้างว่าเป็น “ตำราลับของตระกูล” แกไม่รู้หรือนั่นเพียง “ตำราลับจากพ่อ” เท่านั้น แม้ว่าแกจะมีความดีที่ช่วยเหลือชาวโลกอยู่บ้าง แต่เรียกร้องราคาสูงเกินควรเสียจรรยาแพทย์จึงตัดสินแกมีความผิด บรรดาชาวมนุษย์ที่เก็บตำราลับจากต้นตระกูลควรเปิดเผยออก เพื่อช่วยเหลือผู้คน ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือหาเงิน หรือคุยอ้างยาสมุนไพรเป็นยาสรรพคุณสูงราคาแพงมิเช่นนั้นปาก (ลิ้น) จะสร้างเวร “นรกแทงปาก” ก็จะมีส่วนให้แหละ

       อรหันต์จี้กง: เวลาดึกมากแล้ว เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก ขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย เราขอลาแล้วละ
       หยางเซิง: ขอขอบคุณท่านพัศดีที่ให้การชี้แจงและให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง

       พัศดี: ขอนมัสการส่งท่านทั้งสอง หากไม่รังเกียจ เชิญมาเที่ยวชมใหม่อีกครั้ง
       หยางเซิง: ขอบคุณมากครับ

       อรหันต์จี้กง: ขึ้นนั่งบนดอกบัวเร็ว เตรียมกลับสำนัก
       หยางเซิง: กระผมนั่งเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์เริ่มเดินทางได้….

       อรหันต์จี้กง: บรรดาที่ชอบพูดเท็จและลับหลังชอบหาเรื่องยุแหย่หรือผู้หญิงที่ไม่รู้จักพูดคำอ่อนหวานนุ่มนวลนั้น หรือทำลายล้างทำให้การสมรสพินาศลง หรือลับหลังชอบแช่งด่าผู้ใหญ่นั้น ควรระวังตัวเป็นพิเศษหากไม่สำนึกกลับตัว ต่อไปก็จะเป็นผีใน “นรกแทงปาก” เช่นกัน ชาวโลกถ้าพูดคำว่า “ขอบคุณครับ ขอประทานโทษ” เสมอๆ เคราะห์กรรมจะจากไป โชคลาภจะเข้ามาเยือน สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งถึงแล้ว
       หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิ