ท่องตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ ครั้งที่ 3

111 Views

           

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2520

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนว่า:  

โอ้สัตว์น้ำ          ต้องเวียนว่าย     ทะเลทุกข์
ลมหนาวบุก       โบกพัดสัตว์       ทั้งปีก-บก
เนื่องปางก่อน    รื่นหรรษา          กามลามก
ตื่นภวังค์            จึงได้พบ           ทุกข์อย่างสูญ

           อรหันต์จี้กง: ถนนหนทางในแดนนรกขมุกขมัวนัก แต่ละวันมีแต่เสียงร่ำไห้โอดครวญ คนตายก็โศกเศร้าร่ำไห้ สัตว์ตายครวญครางไม่หยุดหย่อน สัตว์สี่ชนิดที่ไปเกิดในแดนมนุษย์ส่วนมากถูกชาวโลกเฉือนฆ่า เมื่อชีวิตถูกคมมีดเฉือนเอาขณะนั้นตกใจกลัวจนตะลึงพรึงเพริดขวัญหนีดีฝ่อ อยากจะหาทางเอาชีวิตรอด แต่ด้วยเหตุที่มีกำลังอ่อนแอกว่าจึงไม่สามารถดิ้นหลุด จึงได้แต่แหกเสียงหวีดร้อง ราวกลับว่าถูกนำส่งตะแลงแกงทำการประหาร ดวงวิญญาณจุดนั้นล่องลอยไปยังใต้บาดาล “ตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ” กำลังทำการรับเอาดวงจิตวิญญาณ เพื่อคืนชีพให้อยู่ในร่างมนุษย์ แล้วก็ตามบุญตามกรรมที่ตนก่อไว้สนองรับไปเพื่อที่จะได้ชำระล้างบาปจากเหตุซึ่งสร้างไว้แต่ปางก่อน ศิษย์ทั้งหลายถ้าไม่ตั้งตนอยู่ในทางธรรม จิตใจโหดร้าย ทำสิ่งไร้ศีลธรรม ขัดหลักธรรมแห่งสวรรค์และไม่กลัวความตายนั้น เมื่อตัวตายแล้วถูกหมุนเวียนไปเกิดเป็นสัตว์พวก รก ไข่ น้ำ แยกกายเกิดเป็นสัตว์สี่ชนิดนั้นอย่างแน่นอน เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวท่องนรก
           หยางเซิง: ท่านอาจารย์ครับ ขณะนี้เนื่องจากบิดาของศิษย์นักทรงผู้หนึ่งในสำนักเสียชีวิตไป ในใจเจ็บปวดโศกเศร้าไม่รู้คลาย ไฉนสวรรค์ท่านจึงไม่ละเว้นคนดีใจบุญไว้ให้มากๆ เพื่อช่วยกันอุ้มชูรักษากิจการธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ไฉนจึงรีบเอาคนดีกลับคืนสู่สวรรค์เล่า?

           อรหันต์จี้กง: การเกิดแก่เจ็บตายนั้น แม้จะเป็นถึงรัฐมนตรี นายพลผู้มียศศักดิ์สูงส่ง ความหวังเพื่ออุทิศตัวเพื่อแผ่นดินแม้ว่างานการนั้นยังมิทันลุล่วงสำเร็จ ยังต้องวางมือคืนสู่สวรรค์เช่นเดียวกัน สำมะหาอะไรกับผู้คนธรรมดาเล่า ขอเพียงแต่ว่าตอนมีชีวิตอยู่ รู้จักบำเพ็ญสร้างบุญแม้ตนจะตาย ตัวจะสูญแต่วิญญาณนั้นจะคงอยู่ในแดนมนุษย์ที่เรียกว่าวิญญาณนักปราชญ์ไม่มีวันดับสูญในโลกนี้ ไม่มีผู้ใดไม่ตาย เจ้าอย่าไปเสียใจสะเทือนจนเกินไป
           หยางเซิง: กระผมคิดจะพบหน้าแกเหลือเกิน เพื่อที่จะสอบถามถึงสภาพการณ์ เมื่อขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ได้ยินลูกหลานแกเล่าว่า ก่อนที่แกจะคืนสู่สวรรค์ก่อน 2 วัน แกรู้ตัวว่าความเป็นมนุษยภาพนั้นหมดลงแล้ว จะต้องคืนสู่สวรรค์แล้ว มิทราบการบำเพ็ญธรรมต้องถึงขั้นตอนไหน จึงสามารถบรรลุถึงเขตแดนนี้?

           อรหันต์จี้กง: เนื่องจากโอกาสยังไม่อำนวย ดังนั้นการพบปะนั้นจึงไม่สามารถจัดการให้ได้ ส่วนที่บำเพ็ญธรรมจนสามารถรู้ถึงวันตายของตัวเองนั้น เป็นที่จิตใจแน่วแน่สัตย์ซื่อ จนไปดลจิตใจภูติผีเทวดาฟ้าดิน เลยแสดงปรากฏเป็นลางให้ทราบก่อนและก็จะอาศัยใน (โอกาส) ครั้งนี้พิสูจน์ได้ว่าผีสางเทวดานั้นมิใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ หากได้ตั้งใจจริงปฏิบัติธรรมแล้วการเกิดการตายได้กุมอยู่ในอุ้งมือแล้ว เพียงงอนิ้วเท่านั้นก็รู้ได้ทันทีโดยหาใช่เรื่องแปลกประหลาดไม่ นี่แหละเป็นการดลบันดาลใจกันละ อย่าได้คุยต่อเถอะ เพื่อไม่ให้เสียเวลาท่องนรกรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
           หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา กระผมนั่งเรียบร้อยแล้วครับท่านอาจารย์

           อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วละ รีบลงจากดอกบัวเร็ว
           หยางเซิง: เบื้องหน้าพระพันปีกับเทวทูตใน “ตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ” ได้ออกมาแล้ว

           อรหันต์จี้กง: รีบเข้าไปแสดงความเคารพเร็ว
           หยางเซิง: ขอแสดงความเคารพพระพันปี และเทวทูตทั้งหลายการมารบกวนท่านในวันนี้อีกครั้ง ขอให้ท่านได้โปรดแนะนำด้วย

           พระพันปี: มิต้อง! ท่านศิษย์อาจารย์คงไม่รังเกียจที่มีสัตว์เต็มไปทั่วพื้นที่แห่งนี้ ได้อุตส่าห์มาเยี่ยมเป็นครั้งที่ 3 ข้าพเจ้าปลื้มปิติยิ่งนักด้วย เชิญท่านทั้งสองตามข้าพเจ้าเข้าไปในตำหนักเถิด
           อรหันต์จี้กง: ขอบคุณมาก เพราะเวลาน้อยมาก ขอพระพันปีพาเจ้าหยางเซิงเที่ยวชมตามสำนักงานต่างๆ เล่าสภาพการณ์ของวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพให้ทราบ เพื่อลงพิมพ์ในหนังสือ “เที่ยวเมืองนรก”

           พระพันปี: ถ้าเช่นนั้นแล้ว เชิญตามข้าพเจ้าไปข้างหน้า ตรวจชมสถานที่ต่างๆ เถิด….!!
           หยางเซิง: กลไกตกแต่งของสถานที่นี้ รู้สึกพิสดารแยบยลมากคล้ายกับเครื่องดูดฝุ่นในเมืองมนุษย์ ยุงแต่ละตัว มิทราบว่าถูกดูดมาจากที่ใด เมื่อรวมเป็นกลุ่มแล้วก็ตกลงมา ประหนึ่งว่าดอกหิมะที่รวมตัวเป็นก้อนเดียวกัน แล้วยังกระดุกกระดิกไม่หยุดยั้ง

           พระพันปี: นั่นคือพวกยุงโดนคนตบตาย หรือถูกยาพ่นฆ่า ถูกธาตุธรณี (ดิน) ดูดมายังตำหนักนี้ กลุ่มนี้มีประมาณห้าร้อยตัวดังนั้นจากวิญญาณแยกมารวมเป็นวิญญาณที่สมบูรณ์ จึงตกอยู่ข้างหน้าโดยปริยาย เมื่อรด “น้ำคืนชีพ” ให้อีก ก็จะสามารถคืนสู่ร่างมนุษย์
           หยางเซิง: กลไกชนิดนี้ตกแต่งทั่วไปหมด พื้นที่สร้างด้วยวิธีพิสดารอันไหนหนอ?

           พระพันปี: นั่นคือความพิสดารจากแรงดึงดูดแห่งโลก จากการดูดของธาตุธรณี เพราะเหตุว่า ยุง หนอน เหล่านี้เป็นวิญญาณแยก ธาตุแท้นั้นอับทึบ เมื่อตายลงแล้วต้องถูกดูดมาที่นี่โดยปริยาย วิญญาณแยกนั้นอุปมารวมทรายสร้างเป็นเจดีย์ ความพิสดารแยบยลของการคืนชีพก็คืออย่างนี้แหละ เราไปชมดูที่อื่นๆ กันอีกเถอะ!
           หยางเซิง: สนามกว้างใหญ่นี้เต็มไปด้วยสัตว์ต่างๆ มีสัตว์ที่แปลกประหลาดจำนวนมาก ล้วนไม่เคยพบเห็นในชีวิตมีทั้ง เสือ สิงโต เสมือนหนึ่งสวนสัตว์อย่างนั้น ยิ่งพวกเป็ดไก่หมู แล้วยิ่งนับไม่ถ้วนใหญ่ ได้กลับเข้ามายังในตำหนักแล้วมิทราบว่าพระพันปีมีคำแนะนำประการใด?

           พระพันปี: ขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังจัดการกับคดีเรื่องหนึ่ง ไก่ตัวผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้กำลังมาทำการร้องทุกข์ ข้าพเจ้าจะเปิดข้อมูลดั่งเดิมให้ท่านชม ไก่ตัวนี้ชาติก่อนไปเกิดเป็นบุตรของครอบครัวคนรวยผู้หนึ่ง เกิดที่แถบเหนือในไต้หวัน เนื่องจากอาศัยความมีเงินแล้วมักจะไปผิดกามกับลูกเขาเมียเขา และใช้เงินทองซื้อหญิงสาวที่ร่างกายกำลังตูมๆ เพื่อทำการเสพสมหาความสนุกทางกาม โดยเอาหญิงบริสุทธิ์นั้นเป็นที่เสพสุข สร้างเวรบาปอย่างมหันต์ จึงโดนหมุนเวียนไปเกิดเป็นไก่ห้าชาติ บัดนี้เวรกรรมนั้นได้ชดใช้ไปหมดแล้ว วิญญาณกลับมาสู่ตำหนักนี้ วิงวอนร้องขอคืนชีพ

           หยางเซิง: น่ากลัวเป็นที่สุด ไก่แปลงสภาพมาจากมนุษย์แล้วผู้ที่กินเนื้อไก่น่ะ จะมีบาปเวรบ้างไหม?
           พระพันปี: แต่ละสิ่งล้วนมีวิญญาณสิงอยู่ เว้นเสียแต่ต่างกันในรูปร่างเท่านั้น มีวิญญาณที่ปราดเปรื่องเหมือนมนุษย์ ชาวโลกชอบกินอาหารพวกเนื้อ แน่นอนละ ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่ไม่คิดว่าสัตว์สี่ชนิดล้วนเป็นการแปลงกายมาจากมนุษย์ที่มีบาปเวรชั่วร้าย ร่างของมันมีธาตุแห่งไม่ซื่อสัตย์สุจริตชนิดหนึ่ง และตอนที่มนุษย์ฆ่ามันตายนั้น มันก็ดิ้นรนเพื่อจะหนีเอาชีวิตรอดในใจหวาดกลัว การหมุนเวียนของโลหิตทั่วกายก็ผิดปรกติเครื่องในทุกส่วนเกิดมีสารพิษ เมื่อมนุษย์ฆ่ามันตายแล้ว ดื่มกินเลือดเนื้อของมัน แม้จะมีประโยชน์ แต่ส่วนมีโทษได้หลบสิงอยู่ภายใน หากมนุษย์เกิดมีอาการเกร็งเครียดขณะหวาดหวั่นตกใจกลัว โลหิตก็แปรสภาพ ถ้าประสบเหตุการณ์ชนิดนี้บ่อยๆ เข้า ร่างกายจะต้องเกิดเจ็บป่วยลง นี่คือการเจ็บป่วยที่เกิดจากจิตใจ มนุษย์ที่แข็งแรง หน้าตามีน้ำมีนวล ราศีเปล่งปลั่ง ถ้าหากตายลง ทั่วร่างกายก็ปรากฏสีเขียวดำ เรียกว่าศพ เมื่อมนุษย์กินซากศพของพวกสัตว์ ก็มีสารที่ไม่สะอาดอยู่แล้ว มีทั้งประโยชน์และให้โทษอยู่คู่กัน พวกนักวิทยาศาสตร์ก็เคยแนะนำให้กินแบบมังสวิรัติ (กินเจ) เลี้ยงชีพ บรรดาผู้ที่บำเพ็ญธรรมแม้ว่าจะไม่สามารถตัดขาดการกินของมีชีวิต ก็ควรที่กินน้อยลงจะดีกว่า เพื่อไม่ให้ธาตุสกปรกเต็มตามร่างกาย มิเช่นนั้นแล้วจะชำระสะสางผลธรรมให้หมดจดบริสุทธิ์ ก็ทำได้ยากมาก การกล่าวถึงว่าจะบาปหรือไม่บาปนั้น ยังเป็นประเด็นที่รองลงมาเป็นอันดับสอง

           หยางเซิง: คำพูดพระพันปีสมแก่หลักการของวิทยาศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง จะกินหรือไม่ก็ตามแต่ใจของคน เมื่อรู้ชัดแล้วว่าคุณโทษนั้นต่างกัน จะทำอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตนเอง ขอเรียนถามพระพันปีอีกสักนิดว่า เบื้องหน้ามีลิงและนกแก้ว ลิงนั้นการเดินเหินคล้ายมนุษย์ นกแก้วยังสามารถพูดจาได้ พวกนี้จะเป็นพวกชั้นสูงสักหน่อยหรือไฉน?
           พระพันปี: ลิงนั้นการเดินเหินคล้ายมนุษย์ สมองก็ฉลาดเฉลียวมาก ต้องโทษตัวเองเมื่อชาติก่อนเป็นผู้ที่หลงตัวเองในความฉลาดของตน ดังนั้นชาตินี้จึงตกลงมาเกิดอยู่ในร่างของสัตว์ส่วนนกแก้วแม้จะสามารถเรียนคำพูดจากมนุษย์ แต่ชาติก่อนที่เป็นมนุษย์อยู่นั้นชอบเล่นลิ้นเปล่งวาจากล่าวร้ายทำให้ผู้อื่นล้มตาย บ้านแตก ชาตินี้จึงต้องเข้าไปอยู่ในกรง ฟังคนอื่นเขาพูด เรียนคำพูดจากมนุษย์ มีแต่ปากอันคมคายเสียเปล่า ดังเช่นเสียดายที่วีรบุรุษไม่มีทางที่แสดงฝีไม้ลายมือ บรรดาผู้คนในโลกที่ทำอะไรลงไปทุกอิริยาบถ ถ้าขัดต่อหลักกฎและหลักธรรมแล้วเมื่อตายลงต้องตกเป็นสัตว์บก สัตว์ปีก ไม่มีวันสุดสิ้น สมควรจะตระหนักรู้ตัวให้ดี

           อรหันต์จี้กง: เนื่องจากเวลาจำกัด ฉันว่าการเยี่ยมชม “ตำหนักสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ” จะปิดฉากลงเพียงเท่านี้ ชาวโลกก็พอจะรับรู้เข้าใจเป็นสังเขปบ้างแล้ว ที่นี่เพียงแต่จัดการคืนชีพ นอกนั้นที่โดนขุมที่สิบแห่งยมบาล “จ้วงลุ้งอ๊วง” ตัดสินให้เวียนไปเกิดเป็นสัตว์สี่ชนิด วิญญาณที่ยังเวียนไม่ครบกำหนดไม่อยู่ในการจัดทำของตำหนักนี้ อันนี้ชาวโลกควรจะเข้าใจให้ถ่องแท้ไว้เจ้าหยางเซิงเราเตรียมการกลับสำนักกันเถิด
           หยางเซิง: ขอขอบคุณพระพันปีและเทวทูตทั้งหลายที่ให้การแนะนำชี้แจง เพราะได้เวลาแล้วเราศิษย์อาจารย์จะกลับเมืองมนุษย์ ขอลาทุกท่านแล้วละ!

           พระพันปี: ที่ไหนได้! สิ่งใดบกพร่องแล้ว ขอได้อภัยด้วยนายทหารทั้งหลาย นมัสการส่งท่านอาจารย์กับท่านหยางเซิงกลับ
           อรหันต์จี้กง: รีบออกจากตำหนัก เตรียมขึ้นบนดอกบัว

           หยางเซิง: กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญอาจารย์ท่านเดินทางกลับเถิด……
           อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
           หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิ