Warning: Cannot modify header information - headers already sent by (output started at /home/content/19/7439119/html/book/page.php:1) in /home/content/19/7439119/html/book/page.php on line 12
ตอน ท่องตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ ครั้งที่ 2 | หนังสือธรรมะ ::mindcyber

ตอน ท่องตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ ครั้งที่ 2

179 Views

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2520

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า:  

กฎแห่งกรรม    ปรากฏชัด           ใครใคร่เถียง
มิอาจเลี่ยง       กรรมต่างกัน        ร่างต่างไป
หกช่องเกิด      ย่อมมีแน่             ทางสายใหม่
จงอย่าไพล่      เหมือนแมงมุม    ใต้ชายคา

            อรหันต์จี้กง: ใครหนอว่าหลักธรรมแห่งสากลโลก (หรือที่ทุกวันนี้คนทั้งหลายนิยมเรียกว่า “กฎแห่งกรรม”) ไม่มีการตอบสนองนะก็ดูพวกสัตว์สี่ชนิดนั้นเถิด วัว ม้า ไก่สัตว์ปีก ปลา แมลง ยุง ตัวหนอนนั้น ชาติก่อนต่างก็สร้างเหตุต่างๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน ดังนั้นชาตินี้จึงมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไป คนเป็นสิ่งที่มีค่าสูงยิ่ง ในบรรดาสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในแดนมนุษย์ที่เรียกว่า “บ่วง” (สัตว์ประเสริฐ หรือสิ่งประเสริฐแห่งนานาพันธุ์) ต้องถนอมรักที่เกิดมาเป็นมนุษย์ จงรีบแสวงหาธรรมบำเพ็ญศีลและก็ปลอบเตือนสัตว์สี่ชนิดที่เรียกอยู่ในมวลสรรพชีวิตทั้งหลายต่างเจียมตัวเจียมกาย เพื่อลบล้างบาปเวรเปิดทางเดินที่สว่างไสว จากช่องทางของสัตว์ขึ้น มุ่งหวังที่จะกลับคืนสู่ร่างมนุษย์โดยเร็ว อย่าให้เหมือนแมงมุมที่ใต้ชายคาบ้านทอใยสร้างข่ายพรางตา ขลุกตัวเองอยู่ในนั้นตลอดชาติ ไม่สามารถหลุดพ้นออกจากร่างแหเจ้าหยางเซิงเตรียมตัวท่องนรกได้แล้ว
            หยางเซิง: ขอรับคำบัญชา กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้วครับ

            อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วหละ เบื้องหน้านี้คือ “ตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ” พระพันปีและข้าราชบริพารได้ออกมาต้อนรับเราแล้ว
            หยางเซิง: ขอแสดงความคารวะต่อพระพันปีกับเทวทูตทั้งหลาย วันนี้เราศิษย์อาจารย์ได้มารบกวนท่านอีกครั้ง ขอได้โปรดให้การแนะนำอย่างมากด้วยครับ

            พระพันปี: มิต้อง วันก่อนคุยกันไม่มาก วันนี้ขอต้อนรับท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงที่อุตส่าห์มาเยี่ยมอีก เชิญพักข้างในสักครู่คงจะเหนื่อยอ่อนในการเดินทางนะครับ?
            หยางเซิง: ไม่รู้สึกยากลำบากแต่อย่างไร เพราะว่านั่งบนดอกบัวเพียงแต่ได้ยินเสียงลมเท่านั้น

            อรหันต์จี้กง: เราตามพระพันปีเข้าไปพักในตำหนักเถิด
            หยางเซิง: ขอขอบคุณที่พระพันปีให้เกียรติต้อนรับเป็นอย่างยิ่ง

            พระพันปี: มิต้องเกรงใจ เชิญดื่มน้ำชา 
            หยางเซิง: สำนักของกระผมรับเทวโองการแต่งหนังสือ “เที่ยวเมืองนรก” ให้กระผมรับหน้าที่เที่ยวชมยมโลก รู้สึกเป็นเกียรติเป็นหนักหนา แต่วิชาความรู้ทางธรรมของกระผมผิวเผินตื้นเขินมาก เหตุการณ์หลายสิ่งหลายอย่างของยมโลกกระผมมิอาจเข้าใจกระจ่างแจ้ง ขอให้พระพันปีโปรดอธิบายรายละเอียดสภาพการณ์ใน “ตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ” ให้ทราบอีกครั้งเพื่อที่จะให้ชาวมนุษย์เข้าใจแจ่มแจ้งปฏิบัติตามจะได้ไม่หลงไปในทางผิดอีก

            พระพันปี: ข้าพเจ้าจะพาท่านเข้าไปตรวจชมรายละเอียดถึงที่สถานที่ปัจจุบัน และจะอธิบายเสริมให้ด้วยดังนี้จะค่อยเข้าใจง่ายขึ้น
            หยางเซิง: ขอขอบพระคุณพระพันปีมาก

            พระพันปี: ท่านตามข้าพเจ้าไปยังห้องโถงกลางของตำหนัก
            หยางเซิง: ขอรับกระผม โอ! กวางตัวนี้ไฉนจึงสั่นหัวมายังท่านที่หน้าโต๊ะ คล้ายกับจะพูดอะไรกับท่านด้วยอย่างนั้น?

            พระพันปี: ใช่แล้ว กวางตัวนี้ชาติก่อนเป็นลูกศิษย์ของพระสงฆ์เกิดป่วยไข้อย่างหนัก ในใจจึงโกรธแค้นพระพุทธองค์ว่าไม่ช่วยคุ้มครองรักษาให้ ก็เลยแหกศีลกินของคาว (พระจีนถือนิกายมหายานห้ามฉันของมีชีวิต) สึกออกไปมีลูกมีเมีย และพูดให้ร้ายบริภาษพระพุทธเทพยดาเป็นประจำ เมื่อตายแล้วไปเกิดเป็นกวาง เกิดรอบนี้เวียนว่ายมาเป็นครั้งที่สามแล้ว กวางนั้นเกิดในภูผาเปลี่ยวลึก กินหญ้าสีเขียว ดื่มน้ำในลำธาร ตรากตรำรับทุกข์จากลมฟ้ามาตลอดชีวิต ก็เพื่อสนองรับเหตุที่ก่อไว้ในปางก่อน อยู่ในป่าเขาเปลี่ยวลึก กินแต่หญ้าดื่มแต่น้ำค้างเสมือนหนึ่งผู้บำเพ็ญธรรมคนหนึ่ง นี่แหละที่ว่าการตอบสนองเหตุแห่งกรรม เวลานี้กวางตัวนี้ได้รับกรรมตอบสนองมาหมดแล้วถูกธาตุมืดดูดมายังยมโลก สั่นหัวเหมือนดังแสดงความคารวะนั่นคือขอให้ข้าพเจ้าช่วยกอบกู้แก้ไขเพื่อให้กลับร่างเป็นมนุษย์

            หยางเซิง: น่าสะพรึงกลัวเสียจริงๆ ความคิดผิดๆ ชั่ววูบเดียวได้รับการตอบสนองร้ายถึงเพียงนี้ ยมกฎรอดยากนัก แต่ว่ากระผมก็ยังไม่สู้จะเข้าใจถ่องแท้นักว่า ไฉนสัตว์สี่เท้าตายลงแล้ว ธาตุมืดจะดูดดึงมันเข้ามาในยมโลกโดยอัตโนมัติได้อย่างไร นั้นเป็นเหตุผลจากอะไร?

            พระพันปี: ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ฟัง ความเป็นอยู่ทั่วพิภพนั้นล้วนอาศัยอากาศธาตุศักดิ์สิทธิ์เป็นพลังโคจรหมุนเวียน ดังนั้นศาสนาเต๋าจึงมีสิ่งที่เรียกว่า อากาศธาตุศักดิ์สิทธิ์ (หรือธาตุอันดับ 1) นี้แปลงออกเป็น 3 ภาค (หรือ 3 ภพ) ซึ่งความจริงแล้วธาตุอันดับ 1 นี้แปลงได้ไม่ใช้แค่สามภาค (ภพ) เท่านั้น แต่สามารถแปลงได้เป็นหมื่นภาค เช่นนี้แล้วฟ้าก็มีธาตุฟ้า ธรณีก็มรธาตุธรณี มนุษย์ก็มีธาตุมนุษย์ ฟ้าธรณีมนุษย์มีการหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากธาตุฟ้าขาดลง ฟ้าก็ถล่มลง ธาตุธรณีขาดลง ธรณีก็จะทลายลง ธาตุมนุษย์ขาดลงมนุษย์ก็จะวายปราณ อากาศธาตุแท้อันนี้ก็คือธาตุจิต ก่อนหน้านี้ไม่นาน นักวิทยาศาสตร์เมืองมนุษย์ได้พิสูจน์แล้วปรากฏว่ามี “แรงดึงดูดของโลก” แต่ยังไม่ทราบว่ามี “แรงดึงดูดของฟ้า” “แรงดึงดูดของมนุษย์” สิ่งใดที่ลอยขึ้นฟ้านั้นก็คือเป็นผลแห่งแรงดึงดูดของฟ้า สิ่งทึบที่ถ่วงลงนั้นก็คือดินเป็นผลแห่งแรงดึงดูดของธรณี เกิดความอยากความใคร่เป็นผลแห่งแรงดึงดูดของมนุษย์ เมื่อมีแรงดึงดูดสามประเภทนี้แล้ว จึงร่วมกันสร้างให้มีสัตว์โลกทุกชนิด เพราะเหตุว่าในจำพวกสัตว์สี่ชนิด ทางเกิดของสัตว์ล้วนแล้วแต่มีกรรมเวรหนักหนาในชาติก่อนทั้งนั้นเมื่อตายลงก็ถูกความแรงแห่งธรณีดูดดึงเอา จึงต้องตกลงยมโลกรับการพิจารณาโดยอัตโนมัติ หากว่าผู้ที่ได้บำเพ็ญธรรม ดวงวิญญาณเบาและแจ่มใสเปล่งปลั่งก็ลอยขึ้นบนฟ้าโดยอัตโนมัติถึงยมทูตจะคุมตัวมาแดนนรกก็ไม่สามารถทำได้ ประหนึ่งว่าลูกโป่งขนาดใหญ่ซึ่งมีแก๊สอัดเต็มอยู่ภายใน ลอยอยู่บนอากาศคนจะดึงมันไว้ แต่กลับถูกมันดึงลอยไป ดังนั้นชาวมนุษย์จะเป็นพระอรหันต์เทวดา เป็นภูตผี ล้วนต้องอาศัยธรรมที่ตนบำเพ็ญในมนุษยโลก ส่วนที่จะช่วยกู้วิญญาณบิดามารดานั้นต้องอาศัยบุญกุศล มิเช่นนั้นแล้วจะจ่ายเงินเป็นพันๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ผู้ที่จะช่วยเหลือ กอบกู้บรรพบุรุษนั้น เจ้าตัวต้องประพฤติดี บำเพ็ญธรรมในตัวเอง แล้วยังจะต้องมีการสร้างพิมพ์แจกหนังสือธรรมด้วย เป็นงานกุศลใหญ่ยิ่งอันดับหนึ่ง ดังนั้นพระอรหันต์เทวดาจุติสู่โลก จุดประสงค์ที่จะช่วยกู้มวลมนุษย์เป็นจุดใหญ่อันดับแรก และคัมภีร์หนังสือธรรมก็คือเสียงสวรรค์อรหันต์จากเทวดาเป็นหลัก แก่นสำคัญในการประพฤติบำเพ็ญทางจิตใจ ฉะนั้นการเผยแผ่ตำราคัมภีร์พิมพ์หนังสือธรรมะนั้น จึงเหมาะสมตรงต่อความมุ่งหมายของพระอรหันต์เทวดา มีความดีความชอบที่ยิ่งใหญ่โดยอาศัยความดี กุศลกรรมนี้ส่งย้อนไปยังวิญญาณของบรรพบุรุษ เป็นทางเดินที่สะดวกในการพ้นทุกข์ ถ้าหากจะสวดมนต์กอบกู้ชักนำต้องมีตำราหนังสือธรรมะเป็นที่พึ่งเสียก่อน จุดนี้แหละชาวโลกควรจะรู้ไว้ นอกนั้นเช่นช่วยเหลือจุนเจือคนยากคนจน ส่วนสาธารณกุศลก็เป็นสิ่งที่สมควรกระทำอีกอย่างหนึ่ง

            หยางเซิง: พระพันปีมีเหตุผลอย่างยิ่ง อรหันต์เทวดาประกาศธรรมล้วนได้จดบันทึกลงในหนังสือ พิมพ์แจกหนังสือธรรมะจึงสมดังความประสงค์แห่งสวรรค์ เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ไพศาลวิญญาณของบรรพบุรุษนั้น โดยแรงธรรมชาติดึงดูดจากฟ้าจึงขึ้นสู่สวรรค์ได้

            อรหันต์จี้กง: เจ้าหยางเซิงพูดเข้าหลักธรรมเป็นอย่างยิ่ง “ตำราสวรรค์” ก็คือ “ความอารีแห่งธรณี” เมื่อมนุษย์สามารถใช้ความเมตตาอารีอารอบโดยหมดสิ้น ความประพฤติดีแห่งมนุษยชาติก็สมบูรณ์ ก็มีส่วนเป็นเทวดาแล้ว

            พระพันปี: กวางตัวนี้เวียนมาเกิดสามชาติได้หมดเหตุปางก่อนลงแล้ว ข้าพเจ้าจะล้างโทษให้มัน ให้นายทหารนำกวางตัวนี้ไปยัง “ศาลาคืนชีพ” ให้ “น้ำคืนชีพ” มันดื่มเสีย
            นายทหาร: ขอรับคำบัญชา! เชิญท่านหยางเซิงตามข้าพเจ้าไปสังเกตดูรายละเอียด

            หยางเซิง: ครับผม ขอบคุณท่านนายทหารมากด้านนี้มีศาลาอยู่ศาลาหนึ่งจริงอย่างว่า ด้านบนเขียนไว้ว่า “ศาลาคืนชีพ” ภายในศาลามีผู้เฒ่าอยู่คนหนึ่ง เอาน้ำที่อยู่ในแต่ละถ้วยให้พวกวิญญาณชีวิตดื่มกิน แต่ละคนปรากฏเป็นร่างของมนุษย์ขึ้นมามีทั้งหญิงชาย แก่หนุ่ม

            นายทหาร: ท่านหยางเซิงจึงยืนดูอยู่ทางนี้ ข้าพเจ้าจะไปรับเอา “น้ำคืนชีพ” จอกหนึ่งให้กวางตัวนี้ดื่ม
            หยางเซิง: ได้ครับ เชิญตามสบาย โอย! คล้ายกับเล่นมายากลเสียจริง กวางป่าดื่มแล้วร่างกายเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที กลับกลายเป็นคนแก่อายุประมาณ 50 เศษ ผมก็ไม่ยาว บนศีรษะมีรอยจุดแห่งการรับศีลอย่างว่าด้วย (การเป็นพระจีนนั้นต้องเข้าพิธีใช้ธูปจี้บนศีรษะ) นั่นเป็นรูปที่หลังจากสึกออกจากพระแล้วกระมัง

            นายทหาร: ถูกต้อง ผู้นี้บวชแล้วสึก กินของคาวทำลายศีล ก็เลยต้องโดน 3 รอบ กลายเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เพราะดื่มน้ำคืนชีพ เกิดการกลับกายแปรเปลี่ยน ถอดร่างลอกคราบทันทีคืนสู่ร่างเดิม
            หยางเซิง: มิทราบว่าเวลานี้จะจัดการกับมนุษย์กวางผู้นี้อย่างไรบ้าง?

            นายทหาร: มนุษย์กวางผู้นี้อยู่มาจนได้คืนชีพในขณะนี้ เป็นหน้าที่รับผิดชอบของตำหนักนี้ เมื่อคืนชีพแล้วจะส่งขุมที่สิบให้พญายมบาล “จวงลุ้งอ๊วง” ตรวจเหตุปางก่อน ให้ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก ตามที่ข้าพเจ้าทราบมา ผู้ที่ไปจากตำหนักเรานี้เมื่อหมุนเวียนไปเกิดแล้ว ล้วนเกิดในบ้านยากจนทั้งสิ้น หรือมีร่างกายพิการบางส่วน ต้องรับสนองทุกข์ยากอีก ถ้ารู้ตัวบำเพ็ญธรรมแล้วก็จะค่อยๆ เข้าสู่แดนสุขสบายขึ้น

            อรหันต์จี้กง: เพราะเหตุเวลาจำกัด เราขอลาท่านนายทหารและจะไปลาพระพันปีในตำหนักด้วย
            หยางเซิง: ขอบคุณที่ท่านนายทหารให้คำแนะนำ เพราะได้เวลาที่จะต้องกลับสู่แดนมนุษย์ อยู่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว พบกันใหม่ในวันอื่นนะครับ

            อรหันต์จี้กง: ขอขอบคุณพระพันปี ที่ให้การชี้แจง เนื่องจากเวลาดึกมากแล้ว เราเตรียมจะกลับสำนัก วันอื่นค่อยมาเยี่ยมคารวะใหม่
            พระพันปี: มิต้อง ข้าพเจ้าก็ไม่ถ่วงเวลาของท่านละ ยินดีต้อนรับที่จะมาเยือนตำหนักใหม่ 

            อรหันต์จี้กง: “วิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ” มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ฉันวางแผนให้หยางเซิงตรวจเยี่ยมสังเกตการณ์ให้ละเอียดเพื่อที่จะเผยให้ชาวโลกเข้าใจ ฉะนั้นจึงขอมารบกวนอีกครั้งหนึ่ง
            พระพันปี: ยินดีต้อนรับด้วย นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์กับท่านหยางเซิง

            หยางเซิง: ท่านให้เกียรติมากเกินแล้ว ขอขอบคุณท่านและเทวทูตทั้งหลาย เราลาละครับ
            อรหันต์จี้กง: รีบขึ้นดอกบัวเร็ว เตรียมกลับสำนัก

            หยางเซิง: กระผมนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านอาจารย์เชิญเริ่มได้…
            อรหันต์จี้กง: ถึงแล้ว
            หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิ