ท่องนรกย่อยแดนหิวโหย

161 Views

          

          วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2519
          ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า: 

เพลงเสนาะ       กล่อมรับ          ใบไม้ผลิ
อุตริ                   ขยับสะโพก    โยกย้ายส่าย
โลกสมัย            เต็มไปด้วย      หนทางร้าย
บ่วงกรรมข่าย    ขึงพรืด             ดักวิญญาณ

          อรหันต์จี้กง: เร่ร่อนตรากตรำเพื่อแต่งหนังสือ ลำบากยากเข็ญเพื่อใคร? วุ่นวายเพื่อใครในแดนมนุษย์ แม้จะมีผู้คนรถราแออัดบนถนน แต่ว่าศีลธรรมสูญหายไปเป็นลำดับ เสียงร่ำร้องของวิญญาณผีในแดนนรก สั่นสะเทือนภูเขาเลากา สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งได้รับเทวโองการให้แต่งหนังสือ “เที่ยวเมืองนรก” ตลอดทั้งเล่มนอกจากบรรยายถึงสภาพที่โหดร้ายทรมานของแดนนรกอย่างละเอียด ยังใช้ภาพพจน์ปัจจุบันขยายความเป็นจริงให้ทราบด้วย เปิดทางให้มนุษย์ข้ามจากธารน้ำที่หลงใหล ด้วยเหตุนี้แหละหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่นวนิยายเพื่อการอ่านเล่นหย่อนอารมณ์ หวังชาวโลกจงเข้าใจรู้สึกตัว หยางเซิงเตรียมท่องนรกได้แล้ว
          หยางเซิง: กระผมเตรียมการเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์เริ่มเดินออกจากทางได้แล้วครับ

          อรหันต์จี้กง: ปุถุชนที่ได้นั่งบนดอกบัว ซึ่งเป็นการเอาใจเป็นพิเศษ หวังว่าเจ้าหยางเซิงจงรักถนอมไว้…ถึงแล้วละ ลงจากดอกบัวเร็ว คืนนี้จะเยี่ยมชม “นรกแดนหิวโหย” 
          หยางเซิง: ที่แห่งนี้เสมือนหนึ่งป่าเปลี่ยว ทุกแห่งหนไม่มีร่องรอยของผู้คนเลย เราจะไปทางทิศใดเล่า?

          อรหันต์จี้กง: ห่างจากนี้ไม่ไกลนัก ผ่านภูเขาน้อยลูกหนึ่งก็จะถึง “นรกแดนหิวโหย” 
          หยางเซิง: เมื่อไม่มีแม้แต่วี่แววของคน แล้ววิญญาณผีจะเข้านรกในทางใดเล่า?

          อรหันต์จี้กง: เจ้ามองไปทางด้านซ้ายก็จะรู้สึกถึงแก่น
          หยางเซิง: อ้อ! ด้านซ้ายมีทางเล็กๆ อยู่ทางหนึ่งจริงๆ ด้วยบนทางมียมทูตหัวควายหน้าม้า 2-3 ตนคุมวิญญาณโทษเดินอยู่

          อรหันต์จี้กง: เราเดินไปทางซ้าย เดินตามพวกเขาไป
          ผู้คุมหัวควาย: ปุถุชนแห่งใด! เข้ามานี้โดยพละการได้อย่างไร?

          อรหันต์จี้กง: เจ้าจงเปิดตาดูให้ชัดแจ้งก่อน ค่อยตวาดยังไม่สายเกินการ!
          หยางเซิง: ผู้คุมหัวควายผู้นี้ แลดูน่าเกลียดน่ากลัวซ้ำในมือถือโซ่เหล็กง่ามเหล็กอีกด้วย ท่าทีดุดันเขาจะใช้กำลังกับเราหรือไฉน?

          อรหันต์จี้กง: มิต้องหวั่น อาตมาจะอธิบายให้มันเข้าใจได้
          ผู้คุมหัวควาย: ท่านทั้งสองคือผู้ใดบอกมาเร็ว มิเช่นนั้นจะจับกุมตัวไปให้เจ้านายชำระโทษ

          อรหันต์จี้กง: ผู้คุม ท่านเป็นยมทูตมานานเท่าไหร่แล้ว ไฉนจึงไม่รู้จักฉัน?
          ผู้คุมหัวควาย: ข้าพเจ้าทำหน้าที่ยมทูตได้ 2 เดือนเศษ ทุกสิ่งทุกอย่างทำตามหน้าที่ บรรดาผู้ที่ไม่มีป้ายอนุญาต ล้วนต้องถูกจับกุม นี่แหละคือหน้าที่ของข้าพเจ้า

          อรหันต์จี้กง: อาตมาคือพระอรหันต์จี้กง ผู้นี้คือนักทรงเอกสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตงแห่งเมืองมนุษย์ เป็นศิษย์ของพระเจ้ากวนอู ได้รับเทวโองการให้มาเที่ยวเมืองนรก แต่งหนังสือเตือนชาวโลก คืนนี้จะไป “นรกแดนหิวโหย” ผ่านมาทางนี้ ท่านผู้คุมควรทราบว่าเรามีพระบรมราชโองการติดตัวอยู่ห้ามการกีดขวาง มิเช่นนั้นท่านจะต้องถูกลงโทษ

          ผู้คุมหัวควาย: ต่อหน้าพระบรมราชโองการ ขอกราบไหว้คารวะที่แท้ท่านก็คือผู้ที่ชาวโลกร่ำลือกันว่าพระสติเฟื่อง “จี้กง” นั่นเอง เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าจากโลกมนุษย์ไปนาน ไม่เคยเห็นท่านอรหันต์ ขอให้ท่านและท่านหยางเซิงอภัยให้ด้วย ถ้าจะไป “นรกแดนหิวโหย” บุกผ่านภูเขาเล็กข้างหน้านี้ก็ถึงแล้ว ข้าพเจ้าจะพาท่านทั้งสองไปเอง

          หยางเซิง: ก็ดีอยู่! ทางเล็กนี้ล้วนปูด้วยเศษหินและเป็นหลุมอยู่ไม่น้อย ทั้งยังมีน้ำขังอยู่ด้วย เวลาเดินผ่านทรมานยิ่งนักราวกับถูกแทงด้วยเข็มแหลมอย่างนั้น ข้างหน้ามีนายทหารอีก 2 ท่านช่วยกันคุมผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้แต่งตัวคล้ายเศรษฐีนี แต่ถูกร้อยด้วยโซ่ตรวน หล่อนต้องโทษอันใดมิทราบ? 

          อรหันต์จี้กง: เมื่อตอนอยู่แดนมนุษย์เป็นผู้ที่มั่งคั่งมียศศักดิ์ได้เสพสุขมากมาย ไม่รักถนอมข้าวรักพืชธัญญาหาร ทิ้งขว้างอาหารต่างๆ นั่นคือกินอิ่มมากเกินไป ดังนั้นจึงถูกคุมมายัง “นรกแดนหิวโหย” ให้มันอดเสียบ้าง

          หยางเซิง: ภูเขาน้อยลูกนี้ไม่สูงนัก ต้นไม้ต้นไร่ขึ้นเขียวชอุ่มและยังมีต้นอ้อกับพวกเถาวัลย์พืชผลมากมาย เหมือนกับหุบเขาในแดนมนุษย์ไม่มีผิด ในภูเขามีทางเดินขนาด 3 คนผ่านได้อยู่ทางหนึ่ง

          อรหันต์จี้กง: ผ่านภูเขาน้อยลูกนี้แล้ว เจ้าจะมองเห็นข้างหน้านั้นคือ “นรกแดนหิวโหย” ตั้งอยู่ที่เชิงเขา
          หยางเซิง: กระผมเห็นแล้ว ตลอดทั้งผืนล้วนสร้างขึ้นด้วยโครงเหล็กกล้า และมีหลังคาออกสีดำคล้ำ มาถึงเชิงเขาแล้ว
ผู้คุมหัวควาย: พวกท่านรออยู่ที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปรายงานแจ้งให้เจ้านายทราบ

          หยางเซิง: ตัวอักษร “นรกน้อยแดนหิวโหย” ใช้ไม้กระดานแกะเป็นรอยบุ๋ม แต่ไม่สู้ชัดเจนนัก ข้างในมีทหารเฝ้ารักษาการณ์แข็งแรง หญิงผู้ถูกคุมข้างหน้านั้นได้ผ่านเข้าไปด้วยใบเบิกทางแล้ว

          ผู้คุมหัวควาย: ข้าพเจ้าได้เข้าไปในคุกรายงานต่อท่านพัศดี (หัวหน้าผู้คุม) แล้ว ท่านทั้งสองเชิญตามข้าพเจ้าเข้าไปได้
          พัศดี: ขอต้อนรับท่านอาจารย์และหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งที่ให้เกียรติมายังที่นี้ ขออภัยในการต้อนรับล่าช้าเกินควร

          อรหันต์จี้กง: พูดอะไรอย่างนั้น การที่มารบกวนนี้เนื่องจากสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งได้รับเทวโองการให้แต่งหนังสือ “เที่ยวเมืองนรก” อาตมาจึงนำพาวิญญาณของหยางเซิงล่องลงสู่ยมโลกตรวจชมรายละเอียดซึ่งเป็นกรณีพิเศษ เพื่อที่เป็นข้อมูลสำหรับตักเตือนชาวโลก การมาในวันนี้ขอท่านพัศดีได้โปรดให้คำชี้แจงโดยละเอียดด้วย

          พัศดี: คุกนี้ขึ้นกับขุมที่สอง ในนรกแดนหิวโหย ข้าพเจ้าพาท่านหยางเซิงตรวจชมเอง ท่านอาจารย์เชิญพักจิบน้ำชาก่อนครับ

          หยางเซิง: ตกลง ข้าพเจ้าจะตามพัศดีไป….ห้องขังแถวนี้ห้องหนึ่งกว้างประมาณ 3 เมตร ผู้ที่อยู่ภายในนั้น แม้จะแต่งกายสวยงามโสภา แต่ไฉนจึงหน้าตาซีดเหลืองผอมแห้งครวญครางอยู่ร่ำไป?

          พัศดี: พวกนี้ส่วนมากเป็นพ่อค้าวานิชในแดนมนุษย์กินอยู่อย่างสมบูรณ์พูนสุข ใช้เงินครั้งละเป็นพันไม่รู้สึกเสียดายเลย แต่กับพวกคนจนหรือพวกขอทานยาจก กลับไม่มีความเมตตาแม้แต่นิดเดียว เมื่อตายแล้ว ล้วนตกลงมาคุกนี้ ข้าพเจ้าจะเรียกวิญญาณโทษตนหนึ่งออกมา ท่านจะซักถามเขาได้เลย

          หยางเซิง: ขอถามท่านสุภาพบุรุษผู้นี้ ไฉนท่านจึงมารับโทษที่นี่?

          วิญญาณโทษชาย: ผมทำกิจกรรมโรงงานในแดนมนุษย์ เพราะเหตุกิจการรุ่งเรืองตลอดมามีกำไรมหาศาล เนื่องจากการค้าขายต้องคบค้าสมาคมกันทุกวัน ขึ้นภัตตาคารร้านอาหารต่างๆ กินดีสนุกเฮฮา โต๊ะหนึ่งๆ แม้จะมีค่าเป็นหมื่นเหรียญก็ไม่รู้สึกเสียดาย แต่สวัสดิการของพนักงานคนทำงานกับยิวแสนยิว พวกพนักงานบ่นว่าผูกใจเจ็บอยู่เสมอ หากพวกสมาคมมูลนิธิการกุศลมาเรี่ยไรเพื่อสาธารณกุศล อย่างมากที่สุดก็จะบริจาคเพียงห้าร้อยเหรียญ ไม่มีน้ำใจในเรื่องกุศลเลย หากพวกขอทานหรือญาติมิตรผู้ยากจนมาขอหยิบยืมเงินทอง ก็สั่งคนใช้ให้บอกว่าไม่อยู่บ้าน ไม่เพียงแต่เท่านี้ ในบ้านมีอาหารการกินชนิดราคาแพงๆ มากมายก่ายกอง ไม่เคยจะประหยัดเลย และนอกบ้านนั้นยังเลี้ยงเมียเก็บอีกหลายคน สร้างหอรักให้ตัวน้อยๆ เก็บตัวอยู่อย่างสบาย แต่ละเดือนต้องสิ้นค่าใช้จ่ายหลายหมื่นให้พวกหญิงบำเรอเหล่านี้ เมื่อ 2 ปีก่อนตายลงด้วยโรคความดันโลหิตสูง จึงถูกตัดสินให้มายัง “นรกแดนหิวโหย” แม้จะแต่งกายแบบสากล แต่ไม่มีอาหารชั้นสูงเลิศรสกิน ในสัปดาห์หนึ่งได้กินข้าวต้มกับผักเพียงมื้อเดียวประมาณ 3 วันก็หิวจนสลบไสล หัวควายหน้าม้าก็ใช้น้ำคืนวิญญาณสาดให้ฟื้น เป็นที่ทรมานยิ่งนัก หิวโหยเสียจนแสนที่จะทนทานได้ ท่านมีของกินอะไรบ้างไหม? ขอให้ทานผมด้วยเพื่อบรรเทาความหิวโหย

          พัศดี: ไอ้เวร!! เข้าไปเร็ว! อย่าละเมิดนะ แกทำเองรับสนองเอง เสพสุขมากไปแล้ว อย่ามาคร่ำครวญสะอื้นไห้สั่งให้วิญญาณโทษหญิงผู้นั้นออกมา แล้วรีบรายงานตัวต่อหยางเซิงผู้นี้ว่า เมื่ออยู่แดนมนุษย์นั้นทำผิดประการใดบ้าง?

          วิญญาณโทษหญิง: ดิฉันเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่เป็นเมียของคนรวยเพราะว่าสามีทำกิจการงานก่อสร้าง รับก่อสร้างบ้านเรือนต่างๆ โดยเฉพาะ ร่ำรวยมหาศาล จากการอยู่บ้านหลังเล็กๆ ไปอยู่ในอาคารใหญ่โตมโหฬารเพราะเหตุว่ามีเงินมาก เลยติดนิสัยไม่ดีฝึกการเล่นไพ่นกกระจอก ลุ่มหลงในการเล่นการพนันทั้งวันทั้งคืน ไม่ใส่ใจดูแลบ้านช่องการงาน และนัดเพื่อนฝูงไปที่ฟลอร์เต้นรำเป็นประจำ หรือกินอาหารโต้รุ่ง ในชีวิตดื่มกินอย่างฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น ไม่เคยประหยัดเงินทองเลย แต่กับการให้ทานผู้ยากจนหรือกิจกรรมการกุศลก็เหนียวจนไม่ยอมบริจาคแม้สตางค์แดงเดียว เสพสุขตลอดชีพ เมื่อตายลงท่านยมบาลไม่มีการปราณี ตัดสินให้ดิฉันมารับโทษที่คุกนี้ ขณะนี้หิวโหยเหลือที่จะทนได้

          หยางเซิง: วิญญาณโทษหญิงผู้นี้ บนใบหน้าแสดงถึงความทุกข์ทรมาน เอามือยัดเข้าในปากขบกัด ราวกับว่าหิวจนไม่สามารถทนอยู่ต่อไป

          พัศดี: กลับเข้าคุกเร็ว!

          หยางเซิง: ขอให้ท่านพัศดีอธิบาย บรรดาวิญญาณโทษที่ถูกขังไว้แต่ละห้องที่ข้าพเจ้าเห็นไม่ว่าหญิงชาย แม้การแต่งกายจะไม่เลว แต่ไฉนจึงเหมือนพวกขอทานริมถนนนอนกลิ้งครวญครางอยู่บนพื้น ผมเผ้ายุ่งเหยิงรุงรัง แบมือขอกิน?

          พัศดี: ชาวโลกที่ล้างผลาญข้าวของ ไม่ถนอมรักพืชพันธุ์ธัญญาหาร สุรุ่ยสุร่ายไม่ประหยัด มีเงินใช้ในทางเสพสุขเพื่อตนเอง ไม่ยอมบริจาคแก่คนยากจนหรือทางกิจการสาธารณะการกุศล หรือผู้ชายที่มีเงินร่ำรวยแล้วก็ทิ้งเมียแล้วไปสร้างหอรักใหม่ หรือผู้หญิงที่มีชื่อเสียงขึ้นมา เช่น นักร้องในปัจจุบันเมื่อดังแล้ว ก็เกิดดูหมิ่นสามีตนเอง อยากจะหย่าจากไปรับความมีเกียรติทางลมๆ แล้งๆ ต่างๆ นานา บรรดาผู้ที่พอร่ำรวยมียศศักดิ์ แล้วก็เกิดแปรเปลี่ยนความนึกคิดความตั้งใจนั้น จึงเป็นการประพฤติที่ต่ำช้าเลวทราม เมื่อตายลงแล้วล้วนต้องตกมาอยู่นรกนี้ รับความทรมาน ใคร่จะหวังว่าผู้ร่ำรวยมีเกียรติสูงส่งในแดนมนุษย์ ควรบริจาคเงินทองส่วนหนึ่งช่วยเหลือผู้อื่น ตัวเองอย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินควร มิเช่นนั้นแล้ว เพียงเอาแต่ดื่มกินเสพสุข โชคลาภจะหมดและเคราะห์กรรมจะถึงตัว ในชีวิตนี้ที่ได้ยศศักดิ์และร่ำรวยให้เสพใช้อยู่นั้น ก็เนื่องจากชาติก่อนได้สร้างบุญกุศลไว้ จึงได้รับตอบแทนด้วยบุญวาสนาในทางดี ถ้าสามารถไม่หลงระเริงกับบุญวาสนาแล้วยังสร้างบุญสร้างกุศลอีก ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก เหมือนส่งถ่านให้ในเวลาหิมะตก (หมายความว่าช่วยผู้อยู่ในความหนาวด้วยการให้ฟืนไฟ) หรือพิมพ์หนังสือธรรมะเพื่อเตือนใจชาวโลก เมื่อสิ้นลมปราณแล้วไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงที่ดีงามอยู่บนฝีปากชาวโลก ยิ่งกว่านั้นวิญญาณยังได้ขึ้นสู่ที่สูงสุด (คือสวรรค์) รับการเซ่นไหว้จากผู้คนทั่วไป

          อรหันต์จี้กง:  เนื่องจากเวลาจำกัด เราเตรียมตัวกลับสำนักเถิดเจ้าหยางเซิง
          พัศดี: ก็ดีเหมือนกัน มีการขาดตกบกพร่องประการใดบ้าง? ขอได้โปรดอภัยให้ด้วย

          หยางเซิง: ขอขอบคุณที่ท่านพัศดีให้การชี้แจงแถลงไข เราจะกลับสำนักแล้วละ
          อรหันต์จี้กง: ขึ้นบนดอกบัวเร็ว…ถึงแล้วสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
          หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิ