ท่องแดนนรกขุมที่ 1 สนทนากับยมบาล ชิ่งก้วงอ๊วง

203 Views

        วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2519

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า:  

อันความรัก       โลภโกรธหลง    ชีวิตหมอง
แม้นป้ายทอง    ยอดบัณฑิต       ก็ไร้ค่า
แดนสงบ           ดีเยี่ยม               ผิดธรรมดา
ดั่งเทวา             เพลิดเพลิน       ไร้กังวล

        อรหันต์จี้กง: วันนี้เตรียมท่องเมืองนรก หยางเซิงไฉนเจ้าจึงมีจิตใจไม่อยู่ในสมาธิ
        หยางเซิง: มีเรื่องวุ่นๆ อยู่รอบกาย จิตใจถูกแบ่งแยกไปหลายทางจึงทำให้ความสมาธิถูกทำลายไปสิ้น

        อรหันต์จี้กง: การท่องเมืองนรกมิใช่เรื่องเล็กดังเด็กเล่นขายของหากว่าใจไม่สงบ วิญญาณของมนุษย์ก็ยากที่จะเข้าสู่แดนนรกได้ แต่ว่าถ้าคืนนี้ไม่สามารถไปท่องชมยมโลก ก็จะทำให้เสียเวลาในการแต่งหนังสือ อาตมาจะให้ยาบังคับจิตใจให้สงบเม็ดหนึ่งรีบกินเข้า… เตรียมท่องนรกได้แล้ว
        หยางเซิง: ขอบพระคุณท่านอาจารย์มาก กระผมกลืนยาลงแล้วรู้สึกใจคอกระปี้กระเปร่า ความวุ่นๆ อันตรธารหมดไปแล้ว

        อรหันต์จี้กง: รีบขึ้นดอกบัวเร็ว เริ่มเดินทางได้แล้ว… เอ้าถึงแล้วละ
        หยางเซิง: ที่นี้คือแห่งหนตำบลใด? ข้างหน้ามีปราสาทอยู่หลังหนึ่ง เงาผู้คนขวักไขว่สับสน มองดูแล้วไม่สู้จะแจ้งชัดนัก

        อรหันต์จี้กง:  ข้างหน้านั้นคือ “แดนนรกขุมที่ 1” เรารีบเข้าไปคำนับท่านยมบาลกันเถิด
        ยมบาล: ขอต้อนรับท่านอรหันต์จี้กงกับคุณหยางเซิงผู้ทรงพู่กันศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง

        หยางเซิง: ขอแสดงความคารวะท่านยมบาลชิ่งก้วงอ๊วง คืนนี้กระผมตามท่านอาจารย์ มารบกวนถึงที่ปราสาทของท่าน ขอได้โปรดอภัยให้ด้วย
        ยมบาล: ไม่ต้องเกรงใจ เชิญตามฉันเข้ามายังในปราสาทเชิญนั่งพักที่ห้องรับแขกสักครู่ จะสั่งให้นายพลนำชาทิพย์มาเสิร์ฟ

        นายพล: ขอรับคำบัญชาจากท่าน
        ยมบาล: ท่านอาจารย์ และท่านหยางเซิง เชิญดื่มน้ำชา
        อรหันต์จี้กง: หยางเซิง รีบดื่มเร็ว ไม่เป็นไรหรอกน่า ไม่ต้องลังเลใจ

        หยางเซิง: กระผมมิกล้าดื่ม ได้ยินคนเขาพูดว่าหากคนในโลกมนุษย์มายังยมโลก เมื่อรับประทานอาหารของกินของยมโลกแล้วก็จะไม่สามารถกลับคืนสู่แดนมนุษย์โลก ดังนั้นเชิญท่านรับประทานตามอัธยาศัยกันเถิด
ยมบาล: หยางเซิงท่านสำคัญผิดเสียแล้วละ ที่ชาวโลกเล่าลือกันว่ามนุษย์ห้ามรับประทานของยมโลกนั้น เพียงแต่พูดในทางที่เกี่ยวกับคนธรรมดาสามัญเท่านั้น ยมโลกกับมนุษย์โลกนั้นนะต่างก็มีเจ้าผู้ปกครองกันทั้งนั้น ก็ควรที่จะไม่ปะปนยุ่งเกี่ยวกัน แต่ว่าท่านรับเทวโองการมายังที่นี่ อยู่ในฐานะแขกผู้มีเกียรติและยังมีท่านอาจารย์นำมาด้วย ไฉนจึงไม่สามารถกลับคืนสู่แดนมนุษย์?
        อรหันต์จี้กง: หยางเซิง เจ้าวางใจเถิด มีเทวโองการอยู่ในตัวแล้วภูตผีตนใดกล้ามาขวางทางล่วงเกิน ใครมาละเมิดอำนาจของพระบรมราชโองการ ล้วนต้องถูกทำโทษอย่างหนัก อย่าหวั่นดื่มเร็วๆ

        ยมบาล: ชาวโลกล้วนแต่รักชีวิตกลัวความตาย แต่ท่านหยางเซิงกลัวตาย โดยไม่กล้าดื่มน้ำชาอย่างนี้ยังพอที่จะให้อภัยได้ ชาวโลกโดยทั่วไปนั้นรู้ก็รู้อยู่ว่า การก่อกรรมทำเข็ญนั้น จะต้องตกอยู่ในทางหายนะ แต่ก็ยังมิยอมหยุดยั้ง กลับมุ่งไปข้างหน้า ก้าวเข้าไปในหลุมฝังศพเป็นสิ่งที่น่าอนาถใจยิ่งนัก
        หยางเซิง: กระผมดื่มแล้วละ คอกำลังแห้งอยู่ด้วย ขอเรียนถามว่าข้างนอกมีผู้คนมากมาย เรียงแถวกันมานั้น เพื่อการใดมิทราบ?

        ยมบาล: ฉันควบคุมขุมที่ 1 เมื่อชาวโลกตายลงแล้ว ต้องไปรายงานตัวต่อหอทะเบียนก่อน และยมทูตก็จะคุมตัววิญญาณนั้นมายังที่นี้ และเก็บทะเบียนรายงานเข้าสู่ในแฟ้มของยมโลก ฉันก็จะตรวจดูความดีความชั่ว ผู้ที่กระทำความดีไว้มาก ก็จะพาเข้าไปเยี่ยมชมนรกแต่ละขุม หรือให้อาจารย์ผู้มีพระคุณเคยร่วมสร้างบุญต่อกันพากลับไปอบรมฝึกฝนใหม่ หรือส่งไปยังกรมสมนาคุณผู้ทำความดี หรือที่โรงผู้ทำความดี ผู้ที่ทำความชั่วมากกว่าทำความดี ก็จะสั่งคุมตัวไปยังขุมที่สองรับการพิจารณาโทษ หรือคุมตัวส่งไปยังกรมลงทัณฑ์ผู้กระทำชั่ว ถ้าหากมีโทษสถานหนักก็ต้องคุมไปหอกระจกวิเศษ (คือกระจกที่สามารถสะท้อนตัวจริงในครั้งที่มีชีวิตอยู่ของวิญญาณ) เพื่อฉายตัวจริงให้เห็นกระจ่างต่อสายตา ทำให้ต้องก้มกราบรับสารภาพโทษทัณฑ์ ครั้นแล้วจึงส่งไปยังขุมที่สอง
        หยางเซิง: ข้างนอกพวกวิญญาณของผู้ตายส่งเสียงร้องไห้ไม่ขาดระยะ ท่าทีน่าอนาถใจมาก มีทั้งผู้เฒ่าผู้เยาว์ทั้งหญิงชายมิทราบร้องไห้เพื่อการใด?

        ยมบาล: ชาวโลกเมื่อมาสู่ขุมนี้ เข้าใจแล้วว่าตนเองหลุดพ้นจากมนุษยโลก แต่ขณะที่มีชีวิตอยู่ไม่เชื่อในเรื่องผีสางบาปบุญกรรมตามสนอง เมื่อตกลงมาถึงที่นี่ จึงรู้ว่าไม่ใช่ พอตนตายแล้วทุกอย่างก็จะสูญสิ้นไป ที่สุภาษิตว่า “เมื่อสิ้นลมปราณทุกสิ่งก็หมดลง มีแต่กรรมติดตามตนในทางนรก” วิญญาณนั้นตระหนักดีว่าจะต้องถูกพิจารณาโทษจากกฎยมโลก ทุกวิญญาณใจสั่นขวัญแขวนร่ำร้องคร่ำครวญ พรรณนาถึงความหลัง ซ้ำพลัดพรากจากญาติมิตรแห่งแดนมนุษย์ ลูกแก้วเมียขวัญเงินทองห้องหอ ความรักอาลัยยากที่จะตัดออกได้ เมื่อนึกถึงเวลานี้มีแต่ตัวคนเดียวหลุดลอยอยู่ในแดนนรก จึงนึกอาลัยอาวรณ์เกิดความรัญจวนร่ำไห้
        หยางเซิง: เหตุใดพวกยมทูตจึงไม่สู้นับถือต่อพวกวิญญาณนั้นต้อนด้วยง่ามเหล็ก เฆี่ยนด้วยแส้ ทุกวิญญาณต่างก็เงียบหงอยไม่ส่งเสียง น่าสมเพชเป็นอย่างยิ่ง

        ยมบาล: วิญญาณเหล่านี้ เมื่ออยู่ในแดนมนุษย์ไม่มีศีลธรรมดังนั้นยมทูตจึงไม่มีการเกรงใจต่อมัน อันเป็นโทษทัณฑ์ที่สมควรสนองรับ ดังคำกล่าวว่า “หนามยอกต้องใช้หนามบ่ง มิควรฉวยโอกาสข้ามแม่น้ำ” หากว่าเมื่อตอนมีชีวิตอยู่มีใจเป็นธรรมกรุณา เมื่อวายปราณแล้ว ยมทูต เทพทูต ก็จะต้องให้ความเคารพ ซึ่งชาวโลกเป็นผู้กระทำเองจึงได้รับผลตอบแทนแห่งกรรมนั้น ท่านมิควรให้การเห็นใจสงสารด้วย

        หยางเซิง: มนุษย์เราถ้าหากไม่ประกอบกรรมดี ตั้งอยู่ในคุณธรรมบำเพ็ญประพฤติแต่ความดีแล้ว เมื่อตายลงก็จะน่าสมเพชเป็นที่ยิ่ง บุตรหลานของผู้ล่วงลับไปแล้วหารู้ไม่ว่าบรรพบุรุษของตนถูกทรมานในยมโลก ถูกพวกยมทูตเฆี่ยนตีก็คงจะอดสูใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นชาวโลกที่จะหาวิธีตอบสนองบุญคุณของบรรพบุรุษ ก็เพียงแต่บำเพ็ญธรรมและสร้างความดี เพื่อนำเอาความดีนี้ไปช่วยกอบกู้วิญญาณของผู้ล่วงลับ เพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากแดนนรกโดยเร็ว

        อรหันต์จี้กง: ชาวโลกผู้ที่ไม่ตั้งตนรักษากฎระเบียบทางบ้านเมือง และทำแต่ความชั่วไม่อยู่ในขอบข่ายของกฎหมาย จะต้องทำให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับได้รับความกระทบกระเทือนด้วย ที่เรียกว่า “เจ็ดชั่วโคตร” เลือดเนื้อสืบต่อกัน เวียนว่ายสนองรับกันไปจงสำเหนียกให้หนัก คืนนี้เวลาหมดลงแล้ว เตรียมกลับสำนัก

        ยมบาล: ขอนมัสการส่งท่านอาจารย์ด้วย 

        อรหันต์จี้กง: หยางเซิงรีบขึ้นบนดอกบัวเร็ว เตรียมกลับได้….ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิ