ตอน ผ่านประตูผีรับฟังการบรรยายธรรม

133 Views

        วันอาทิตย์ 19 กันยายน พ.ศ. 2519

        ผ่านประตูผีรับฟังการบรรยายธรรม
        เรื่องรวมทุกศาสนา

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกายตรัสเป็นกลอนความว่า:  

หมู่มวลเทพ    มีน้ำจิต               คิดสงสาร
ทิพย์อาสน์     มิทันนั่ง               สู่โลกดึก
ใบไม้ร่วง        ลมหนาวเหน็บ    บ่รู้สึก
ในส่วนลึก      ร้อนระอุ               ห่วงประชา

        อรหันต์จี้กง: เตรียมท่องนรก  เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
        หยางเซิง: น้อมรับคำบัญชา  นั่งเรียบร้อยแล้ว เริ่มเดินทางได้

        อรหันต์จี้กง: ถึงแล้ว  รีบลงจากดอกบัวเสีย
        หยางเซิง: ข้างหน้ามีประตูเมืองๆ หนึ่ง  ด้านบนมีตัวอักษรสามตัวเขียนไว้ว่า “ประตูผี” ที่แท้ประตูผีอยู่ที่นี่เอง  แต่เหตุใดประตูเมืองจึงไม่เปิด แต่ได้ยินเสียงฝูงชนภายในร้องดังกระจองอแงสนั่นดังมาก

        อรหันต์จี้กง: แต่ไหนแต่ไรมาประตูผีไม่เคยเปิดออก  ชาวโลกล้วนบุกรุกเข้ามาเอง ข้าฯ ใช้พัดโบกทีเดียวก็จะเปิดออกเอง
        หยางเซิง: ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ  ท่านอาจารย์เพียงโบกเบาๆ  เท่านั้นประตูผีเปิดออกทันที  แต่คนตายไม่มีพัดศักดิ์สิทธิ์  จะเข้าประตูผีได้อย่างไร?

        อรหันต์จี้กง: คนตายแล้วกลายเป็นผี  ซึ่งสิ้นสุดในทางของมนุษยโลก  เมื่อมาถึงที่นี่ประตูผีก็จะเปิดออกไปเอง  ประตูแดนมนุษย์เปิด  ประตูผีก็เปิดเป็นระบบธรรมชาติของโลกและเมืองนรกที่แยบยลมาก  เดินเร็วเข้า  ข้าฯ จะพาเจ้าไปเยี่ยมชมสถานที่ที่หนึ่ง  อย่าได้เอาใจใส่ต่อสิ่งไร้สาระเลย
        หยางเซิง: ขอน้อมรับคำบัญชา แต่ภายในประตูผีฝูงชนมากมายเช่นนี้  เสมือนหนึ่งในตลาดสด  มิทราบว่าพวกนั้นจะมุ่งไปแห่งใด?

        อรหันต์จี้กง: วิญญาณผีเหล่านี้มุ่งไปรับการพิจารณาโทษจากสิบขุมนรก  ยมทูตต่างก็ทำหน้าที่นำทางไป  วันนี้เราจะไม่เยี่ยมชมสิ่งเหล่านี้  รีบเดินตามข้าฯ มาเถิด
        หยางเซิง: ขอรับ กระผม หนทางนี้ขรุขระกันดารมาก  จะไปทางใดเล่า?

        อรหันต์จี้กง: เดินอีกสองลี้  เจ้าก็จะได้รู้ทุกอย่าง
        หยางเซิง: ผู้ที่เดินอยู่ข้างหน้าเรานั้น  เหตุใดจึงถูกยมทูตนำตัวคืบหน้าไป?

        อรหันต์จี้กง: ชนผู้นี้คือ  ผู้บำเพ็ญธรรมแห่งนิกายทรงเจ้า ตอนอยู่ในแดนมนุษย์ไม่สามารถบรรลุธรรมที่แท้จริง  เที่ยวบริภาษศาสนาอื่นๆ  ดังนั้นเมื่อตายลงแล้วต้องได้รับการลงโทษยังเมืองนรก
        หยางเซิง: ตรงหน้ามีหอสูง มีตัวอักษรเขียนไว้ว่า  “รวมทุกศาสนา” นั้นเป็นแห่งหนตำบลใด?

        อรหันต์จี้กง: ก็คือที่นี่แหละ เพราะทุกวันนี้ศาสนามากมายและนิกายต่างๆ  ก็ล้วนแต่เปล่งปลั่งจรัสแสงพวกลูกศิษย์  ไม่บรรลุธรรมที่แท้จริง  ต่างโจมตีกันและกัน  เลยทำให้สูญเสียซึ่งความหมายของการบำเพ็ญธรรม ประพฤติผิดในเรื่องวจีกรรมเมื่อตายแล้วก็ต้องตกเข้าสำนักธรรม 
        “รวมทุกศาสนา” เพื่ออบรมบำเพ็ญธรรมอีกครั้งหนึ่ง  ข้างหน้าท่านอาจารย์มาแล้ว เจ้ารีบเข้าไปกราบนมัสการเร็ว 
        หยางเซิง: กระผม ขอกราบนมัสการท่านอาจารย์ทั้งหลาย

        ศาสนาจารย์: ยินดีต้อนรับท่านจี้กงและหยางเซิงผู้ทรงเอกแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง  เราได้รับคำบัญชาให้ต้อนรับท่านอยู่แล้วเชิญลุกขึ้นเถิด  อย่าได้มีพิธีมากนักเลย
        อรหันต์จี้กง: อาตมาพาหยางเซิงมายังที่นี้ในวันนี้ ขอให้ท่านศาสนาจารย์ได้โปรดพาเยี่ยมชม และให้การชี้แจงอธิบายด้วย

        ศาสนาจารย์: ไม่ต้องเกรงใจ  เชิญตามฉันเข้ามายังหอประชุมเชิญท่านทั้งสองนั่งตามสบาย
        หยางเซิง: “รวมทุกศาสนา”  มีความหมายมากมายจริงจัง แต่กระผมไม่ทราบรายละเอียด  ขอท่านได้โปรดอธิบายชี้แจงด้วยเถิด

        ศาสนาจารย์: โลกในปัจจุบันนี้มีศาสนาใหญ่อยู่ห้าศาสนา คือ ศาสนาขงจื้อ ศาสนาเต๋า ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม เรียกว่าศาสนาดั้งเดิมถ่องแท้   แต่ทั้งห้าศาสตร์สวรรค์ได้โปรดนักปราชญ์เมธีชน ให้ไปสู่มนุษยโลกยังประเทศกฎแห่งสวรรค์ และอยู่ในทางธรรมเพื่อที่มวลมนุษย์จะได้คืนสู่ดั้งเดิม  ซึ่งเป็นที่มาของวิญญาณ  หากแต่ละศาสนาจารย์เมื่อวายปราณหรือนิพพานแล้ว  สาวกทั้งหลายมีความคิดแตกต่างกันแยกออกเป็นคนละทาง กลายเป็นต่อต้านกันซึ่งกันและกัน ไม่บรรลุถึงคำว่าทะเลเป็นที่รวมของแม่น้ำลำธาร และแต่ละศาสตร์ล้วนเป็นเผ่าเดียวกันแต่เดิม ต่างตั้งนิกายของตนไม่ยอมลงกับใคร อวดอ้างตนเองเลิศล้ำสูงส่งศาสตร์อื่นต่ำต้อย ดังนั้นเมื่อตายแล้ววิญญาณไม่สามารถหลุดพ้นจากชะตากรรม เลยตกมายังที่นี้ “เง็กเสียงอ๊วงตี่” ไม่อาจเห็นมวลชนตกต่ำลุ่มหลงหรือรวมทุกศาสนา  เพื่อสั่งสอนอบรมผู้บำเพ็ญธรรมที่หลงใหลให้บรรลุธรรมที่แท้จริง แล้วจึงได้ขึ้นสวรรค์
        อรหันต์จี้กง: ท่านศาสนาจารย์พูดถูก แต่เจ้าหยางเซิงยังไม่สามารถเข้าใจถึงความละเอียดอ่อน สู้นำพาไปเยี่ยมชมถึงสถานที่ไม่ได้ ดังที่สุภาษิตกล่าวว่า “ได้ยินร้อยครั้งก็ไม่เท่ากับตาเห็นครั้งเดียว”

        ศาสนาจารย์: ก็ได้  ตามฉันมาเถิด
        หยางเซิง: ห้องโถงนี้มีเนื้อที่หลายร้อยไร่  ข้างในดูคล้ายกับวัดโบสถ์  มีคนหลายหมื่นนั่งเต็มไปหมด  มีทุกชาติทุกภาษาด้วยประหนึ่งว่ากำลังเตรียมตัวเข้าเรียนในโรงเรียน
        ศาสนาจารย์: ใช่แล้ว กำลังเตรียมตัวเข้าเรียน  ท่านทั้งสองตามข้าฯ ไปข้างหน้า นั่งที่ของแขกผู้มีเกียรติฟังการแสดงธรรม

        หยางเซิง: ยากที่ในโลกมนุษย์จะพบเห็นสภาพการอันยิ่งใหญ่มโหฬารแบบนี้ บนกระดานดำข้างหน้ามีตัวอักษรว่า  “รวมทุกศาสนา” มีครูหัวโล้นผู้หนึ่งแต่งกายคล้ายสงฆ์  ทุกคนลุกขึ้นทำความคารวะแล้วนั่งลง
        ครู: วันนี้ หยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมืองไถ่ตง เมืองมนุษย์ได้มาร่วมการประชุม  ขอให้ปรบมือแสดงความยินดีต้อนรับ
        หยางเซิง: ท่านอาจารย์ครับ! ชนต่างชาติต่างภาษาเหล่านี้ไฉนจึงสามารถฟังเข้าใจในภาษาจีน?

        อรหันต์จี้กง: ในโลกใหญ่ไพศาลนี้   แม้ว่าต่างชาติต่างภาษากันแต่ที่นับถือก็ไม่พ้นจากที่ที่พึ่งทางใจ และก็ทุกคนมีความคิดที่ตรงกันด้วย เมื่อตายลงแล้ววิญญาณเดิมก็ผ่องแผ้วเปล่งปลั่ง จึงไม่แบ่งแยกชาติภาษา ในเรื่องของใจ  เปรียบเสมือนฟ้าร้องทุกคนทุกชาติทุกภาษาล้วนตระหนักดีว่าฝนจะตก บัดนี้ได้ยินเสียงท่านครูผู้สอนจึงทราบถึงความหมายดังที่พระพุทธท่านตรัสว่า “พระพุทธเจ้าแสดงธรรมด้วยภาษาเดียว  แต่มวลมนุษย์ต่างก็เข้าใจได้” อย่าถามมากนักเลย  ฟังท่านอาจารย์แสดงธรรมเถิด

        ครู: มนุษย์นั้นแม้ว่าจะอยู่เป็นหมื่นจำพวก แต่ก็มีความนึกคิดเป็นอันเดียวกัน เมื่อมีชีวิตอยู่ต่างอยู่กันคนละทาง  เมื่อตายลงแล้วก็รวมอยู่ที่เดียวกัน  มวลมนุษย์ของโลกถึงจะมีผิวพรรณแตกต่างกัน แต่เมื่อมีความหิวโหยก็รู้จักหากิน กลางคืนรู้จักหลับนอน ปกคลุมด้วยฟ้าและอาศัยอยู่บนดิน ต่างอาบด้วยแสงตะวันและแสงเดือน  ชุ่มชะโลมด้วนน้ำทิพย์จากฟากฟ้า นับได้ว่าต่างคนต่างได้รับความเมตตาปรานีจากสวรรค์ล้วนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากแต่เหตุที่นับถือในศาสนาแตกต่างกันจึงเกิดการโจมตีกีดกันซึ่งกันและกัน  โดยกล่าวว่าพวกตนสามารถขึ้นสู่สวรรค์ ศาสนาอื่นต้องตกนรก  ทำเอาสวรรค์ซึ่งกลมกลืนผ่งแผ้วมาแต่ดั้งเดิมนั้น สร้างเป็นห้องหอบนอากาศ และจองจำตนเองอยู่ในนั้นเปรียบเสมือนว่าเข้าไปอยู่ในกรงนกที่แขวนไว้กลางเวหา และผยองยิ้มว่าตนเองนั้นสูงส่งยิ่งนักโดยหาใครเสมอเหมือนได้ไม่  คึกคนองปลื้มใจส่งเสียงหวีดร้อง นี่แหละคือนรกในสวรรค์ นักโทษของสวรรค์ล้วนเป็นแกะที่กำลังรอความช่วยเหลือ โดยมิใช่ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว พวกเจ้าทั้งหลายเมื่อครั้งอยู่แดนมนุษย์พร่ำรำพึงว่าจะขึ้นสวรรค์ แต่ว่าบัดนี้กลับตกลงมาอยู่ในนรก พวกท่านตกถึงนรกในวันนี้เป็นรูปร่างกายหรือรูปร่างนั้นผิวดำ  ขาว  เหลือง  นุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์ด้วยสีแดงเหลืองเขียวและเสื้อดอก แต่ว่าใจที่ดั้งเดิมนั่นไม่สามารถจะระบายด้วยสีสัน หากว่าเกิดมีนิสัยกีดกัน ขาดจิตใจที่ร่วมบำเพ็ญธรรมแล้ว ความโอบอ้อมอารีเมตตาธรรมนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร? แสงฟ้าแสงจันทร์ฉายส่อง ผู้คนทั้งบุญทั้งบาปมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่เคยที่จะลำเอียงผู้ใด  ดังนั้นท่านจึงฉายแสงเจิดจ้าตลอดกาล หอมฟุ้งไปนับหมื่นนับแสนปี พวกท่านก็ควรสำนึกให้ตนเองอย่าเกิดความรังเกียจ  ขณะนี้อยู่ในกาละที่ธรรมปกคลุมแพร่ขยาย ทุกศาสนากลับคืนสู่ต้นสังกัดเดิม(หรือเรียกว่ารวมศาสตร์) คืนสู่สังกัดเดิมก็คือคืนสู่จิตใจ ทุกคนมีใจสมัครสมานเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน  เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ละศาสตร์ควรเปิดประตูรับผู้ที่มีบุญตามที่ตนสร้างไว้  แต่ละศาสนาจารย์จะไม่ใช่คนเดียวกัน  แต่จิตใจความมุ่งหมายนั้นตรงกัน คือหวังให้มนุษย์พร้อมรวมกันไปสู่ทางธรรม สร้างโลกมนุษย์ที่วุ่นวายเหลวแหลกให้เป็นอาณาจักรแห่งปทุมโลก ศาสนาจารย์ท่านช่วยจิตใจและวิญญาณของมนุษย์  รูปร่างตัวตนธรรมดาท่านช่วยไม่ได้  ดังนั้นจึงปรากฏความแท้จริงภายในส่วนลึกของจิตใจ  จะช่วยปลดเปลื้องให้สบายใจขึ้นก็ด้วยเหตุนี้เอง จึงสามารถบรรลุถึงขั้นโลกุตรธรรมและทุกผู้ทุกนามสามารถบรรลุอรหันต์หรือเทวดา สำเร็จเป็นปราชญ์เป็นศาสดา หากตรงกันข้ามกับทางนี้ก็จะต้องตกนรกกลับไปสู่ทางเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง

        อรหันต์จี้กง: เวลาหมดลงแล้ว  ขาลาท่านศาสนาจารย์  โอกาสหน้าจะได้มาเยี่ยมใหม่  เจ้าหยางเซิงรีบคำนับลาท่านเร็ว
        หยางเซิง: ท่านศาสนาจารย์  กระผมมีความเสียใจเป็นอย่างยิ่งเพราะเวลาหมดลง จะต้องรีบกลับคืนไปยังสำนัก  ขออภัยในการออกจากที่ประชุมโดยมิทันสิ้นสุด  เสียมารยาทมาก

        ศาสนาจารย์: หาเป็นไรมิได้  เราทั้งหลายพร้อมที่จะส่งท่านกลับ
        อรหันต์จี้กง: ครูผู้นั้นพูดเข้าทีมีเหตุผลมาก ทุกวันนี้แต่ละศาสนาต่างต่อต้านกัน ตนเป็นผู้ค้าแตงก็คุยอวดว่าแตงของตนหวานถ้าหากว่าคนในโลกมนุษย์จะพูดว่าท่านลองรับประทานดูเถิดเช่นเดียวกับคนดื่มน้ำ ร้อนหรือเย็นย่อมรู้แก่ใจตนเอง ชั่วดีฉันใดให้ผู้ซื้อวิจารณ์เอาเองเห็นจะยุติธรรมมากกว่า  นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริง

        อรหันต์จี้กง: มนุษย์ล้วนแล้วแต่ดื้อรั้นไม่คมคาย  นั่นแหละยากที่จะขึ้นสวรรค์ได้ นักปราชญ์อรหันต์เทวดาทั้งหลายล้วนประกาศธรรมแทนสวรรค์  มีความเที่ยงธรรมที่แท้จริง หากว่าชาติหน้าเจ้าได้ไปเกิดที่ต่างประเทศ เจ้าจะเลื่อมใสนับถือศาสนาของประเทศนั้นๆ แม้จะเป็นเช่นนี้  อาตมาก็จะต้องช่วยชักนำเจ้าได้อย่างไรเล่า? แม้ทางเดินเป็นทางแคบและลำเอียง  อาตมาหวังให้มวลมนุษย์แสดงความมีสาธารณจิต ใจสลัดทิ้งซึ่งความนึกคิดเห็นแก่ตัว  มิฉะนั้นแล้วสวรรค์ของเจ้าก็จะมีเนื้อที่กว้างเพียง 5 ฟุต ไม่สามารถบรรจุรับชนทั่วทั้งโลก เอาละเซี้ยเฮี้ยงตึ้งถึงแล้ว
        หยางเซิงลงจากดอกบัว   วิญญาณกลับเข้าร่างดังเดิ