ตอนเที่ยวแดนต่อแดนระหว่างมนุษยโลกกับยมโลก

137 Views

        วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2519
        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอน ความว่า:  

พุทธนที      ไร้คลื่น           ผงธุลี
ตัดราคี         ทางสวรรค์    ที่จิตไซร้
วันเวลา        ดั่งจรวด         เคลื่อนผ่านไป
วุ่นวายใจ     หกทางเกิด    แสนอนาถหนอ

        อรหันต์จี้กง: เตรียมตัวไปท่องนรกกันเถอะ
        หยางเซิง: ขอรับบัญชา กระผมขึ้นนั่งบนดอกบัวและได้ปิดตาแล้ว

        อรหันต์จี้กง: เริ่มเดินทางได้……เอาละ ลงจากดอกบัวเถิด
        หยางเซิง: ไฉนทางนี้จึงมีฝูงชนเดินกันขวักไขว่ ล้วนเป็นชาวโลก พวกเขามาที่นี้เพื่อการใด?

        อรหันต์จี้กง: ที่นี้คือ แดนติดต่อระหว่างมนุษยโลกกับยมโลกชนเหล่านี้ล้วนเป็นวิญญาณหลุดลอยมา กำลังจะไปรายงานตัวต่อยมโลก อย่าถามอะไรให้มากเรื่องเลย อาตมาจะพาเจ้าไปกรมทะเบียน เพื่อเยี่ยมคำนับเจ้าพนักงานทะเบียน (อธิบดี) เจ้ามีปัญหาสงสัยอันใดก็ถามไปเลย โดยไม่ต้องเกรงใจ
        อธิบดีกรมทะเบียน: ขอน้อมต้อนรับท่านอาจารย์กับคุณหยางเซิงเชิญข้างใน วันก่อนนี้บกพร่องในการต้อนรับ ต้องขอประทานอภัยด้วย เชิญนั่งขอรับ เนื่องจากวันก่อนนั้นเวลาจำกัด จึงไม่สามารถแจ้งหน้าที่การงานหอนี้ให้ทราบได้ มิทราบว่าท่านหยางเซิงจะมีปัญหาข้อสงสัยอันใด?

        หยางเซิง: ขอทราบว่า “แดนต่อแดนมนุษยโลกกับยมโลก” เป็นสถานที่เช่นใด?
        อธิบดีกรมทะเบียน: “แดนต่อแดนมนุษยโลกกับยมโลก” คือสถานที่ที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางของมนุษยโลกกับยมโลก แต่ค่อนข้างจะใกล้เขตยมโลก เมื่อผู้คนในมนุษยโลกตายลง จะต้องผ่านเข้ามาทางนั้นแจ้งต่อกรมทะเบียน เพื่อเปลี่ยนแปลงทะเบียนจากมนุษยโลกเข้าไว้ที่นี้ เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่ได้สร้างบุญกุศลเทพนำพาเข้าไปเยี่ยมชมเมืองนรกหากเป็นไร้บุญกุศลก็มีภูตผี “ขาวดำ” สองคนคุมตัวส่งเข้าไปในประตูผี มอบให้ขุมที่หนึ่งชำระโทษต่อไป

        หยางเซิง: คนในมนุษยโลกที่แท้ มีทะเบียนบ้านกี่แห่ง?
        อธิบดีกรมทะเบียน: คนๆ หนึ่งมีสามทะเบียน “ทะเบียนเดิม” อยู่บนสวรรค์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมถือปฏิสนธิแห่งวิญญาณเดิมนับว่าเป็นทะเบียนแท้ “ทะเบียนฝาก” ปรากฏอยู่ในมนุษยโลก “ทะเบียนแยก” เก็บไว้ในแดนนรก ฉะนั้น เมื่อคนตายลงแล้วผู้ที่ตอนมีชีวิตอยู่ไม่ได้บุญกุศลก็ถือว่าสู่นรก จึงไม่ใช่เรื่องขึ้นสวรรค์ แดนนรกนั้นก็คือคุกตารางของมนุษยโลก เป็นสถานที่ลงโทษทัณฑ์ผู้มีความผิด ซึ่งมิใช่บ้านเดิมของชาวโลก เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้คนต้องประพฤติธรรมบำเพ็ญศีล เพื่อมุ่งที่จะกลับคืนสู่สวรรค์บ้านเมืองเดิมของตน

        หยางเซิง: คนในเมืองมนุษย์ตายลงมักจะเห็นว่าลูกหลานของผู้ตายเผากระดาษเงินกระดาษทองที่ปลายเท้าผู้ตาย เผากระดาษปลายเท้าและจุดตะเกียงปลายเท้า มีความหมายประการใด ?
        อธิบดีกรมทะเบียน: เมื่อวิญญาณของผู้คนหลุดพ้นออกจากร่างกาย ในขณะนั้นคล้ายกับละเมอเพ้อฝัน เวิ้งว้างหวิวหวือ ไม่สามารถประคองตนเอง แม้ว่าจะมียมทูตนำทาง แต่ทายาททางแดนมนุษย์เกรงว่าบรรพบุรุษจะลำบากในการท่องเดินทางในยมโลก จึงได้เผากระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อเป็นค่าเบิกทาง จุดตะเกียงส่องแสงเพื่อให้เดินได้สะดวก นับได้ว่ามีความกตัญญูน่าสรรเสริญมาก และมีความคิดที่รอบคอบแต่ทางนรกไม่ต้องการค่าผ่านทาง จึงผ่านไปได้เอง หากว่าตอนมีชีวิตอยู่เป็นคนใจดำอำมหิต เพียงจะอาศัยตะเกียงดวงสองดวงก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้

        หยางเซิง: ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญมาก ระดับการครองชีพก็สูงขึ้น บางรายเมื่อบรรพบุรุษตายลงลูกหลานก็ใช้กระดาษตบแต่งก่อเป็นตึกรามบ้านช่อง หรือทำเป็นทีวีสี พัดลม รถเก๋ง โซฟาร์ เตียงสปริงต่างๆ ล้วนเป็นอุปกรณ์ชั้นสูง เพื่อมอบให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับนำไปใช้สอย มิทราบว่าของเหล่านี้นำไปใช้ในแดนนรกได้หรือไม่?
        อธิบดีกรมทะเบียน: ความคิดของเมืองมนุษย์โง่เง่าสิ้นดี ไร้เดียงสาเสียจริงๆ ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ยังมิได้มีใบอนุญาตขับขี่ เมื่อมาเมืองนรกซึ่งมีถนนหนทางคับแคบ แม้จะใช้เดินก็ยังยาก หากจะขับรถก็คงเกิดอุบัติเหตุแน่ และเมืองนรกก็ไม่มีปั๊มน้ำมัน ดังนั้นรถเก๋งในที่นี้จึงไม่เหมาะที่จะใช้ พูดถึงพัดลม เตียงสปริงอื่นๆ ทางที่ดีที่สุดคือ ใช้ในเมืองมนุษย์ ทางนรกได้เตรียมเตียงไม้ไว้คอยต้อนรับพวกวิญญาณบาปอยู่แล้ว สามารถรักษาตัวให้ปลอดภัยก็ยากนักหนาอยู่แล้ว ยังคิดจะเสพสุขด้วยหรือ? ผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญลุ่มหลงมัวเมา พอหลุดเข้ามายมโลกต้องตกเข้าไปในคุกนรก จะสะดวกสบายได้อย่างไร? ชาวโลกจะเพ้อฝันเกินไปเสียแล้ว

        หยางเซิง: ท่านอาจารย์ครับ ท่านนำกระผมท่องนรกในวันก่อนครั้งแรกได้พบเห็น “ภูเขาขั้วหัวใจ” ไฉนวันนี้ก็เป็น แดนต่อแดนระหว่างมนุษยโลกกับยมโลก ทำให้กระผมรู้สึกสับสนงงงัน!
        อรหันต์จี้กง: เจ้าตามข้าฯ ไป ข้าฯ จะอธิบายชี้แจงให้เจ้าเข้าใจท่านอธิบดีฯ เราศิษย์-อาจารย์ ขอลาก่อน
        อธิบดีกรมทะเบียน: หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ขอได้โปรดประทานอภัยด้วย

        อรหันต์จี้กง: ไม่ต้องเกรงใจ
        หยางเซิง: ขอขอบพระคุณท่านอธิบดีฯ มาก ที่ได้ชี้แจงอธิบายเราสองคนขอลาก่อน ท่านอาจารย์ครับ เมื่อกี้ท่านว่าจะเล่าเรื่อง “ภูเขาขั้วหัวใจ” กับ “แดนต่อแดนมนุษย์กับยมโลก” ขอได้เร่งเล่าให้ทราบด้วย

        อรหันต์จี้กง: ที่นี่แหละคือสถานที่พาเจ้ามาเมื่อวันวาน
        หยางเซิง: โอ!! อักษร “ภูเขาขั้วหัวใจ” เจิดจ้าอยู่ตรงหน้าสภาพของแดนต่อมนุษย์-ยมโลกหายไปในทันใดเสียแล้ว

        อรหันต์จี้กง: “ภูเขาขั้วหัวใจ” ก็คือ แดนต่อแดน ถ้าหากผู้คนก่อกรรมทำเข็ญ เมื่อสิ้นลมถูกทูตผี “ขาวดำ” สองตนคุมตัวมายังที่นี้ เพราะวิญญาณเดิมไม่สะอาดหมดจด เมื่อพบแสงอันเจิดจ้าบนยอดเขานัยน์ตาเบิกยาก ก็จะพลัดร่างตกลงไปในถ้ำลึกไม่มีที่สิ้นสุด ที่อยู่ข้าง “ภูเขาขั้วหัวใจ” ถ้ำนี้ทะลุไปยัง “แดนต่อแดนมนุษยโลกกับยมโลก” หากว่าผู้บำเพ็ญธรรมสร้างบุญกุศลมหาศาล เมื่อสำเร็จในการบำเพ็ญแล้ว ดวงวิญญาณผ่านมาทางนี้บนภูเขาจะปรากฏหนทางที่จะขึ้นสู่สวรรค์มีแสงทองแพรวพราวสว่างไสวขึ้นมาทันที แล้วกุมารทองกับนางฟ้าจะมาต้อนรับนำขึ้นสู่สวรรค์ ถ้าว่าผู้ประกอบบุญขนาดรองลงมา หรือมีบุญกุศลน้อยก็จะพบหนทางกว้างสองวาอยู่ข้างภูเขา โดยมีกุศลเทพนำรายงานตัวต่อเขตแดนมนุษย์-ยมโลก แล้วจึงเข้าไปยังเมืองนรก มอบให้ยมบาลสอบสวนเรื่องบุญบาป จากนั้นก็พาเข้าไปที่ชุมนุมการกุศล มอบให้เทวดารู้มีส่วนบุญติดต่อกัน รับตัวกลับไปยังแดนสวรรค์ต่างๆ เพื่อฝึกฝนบำเพ็ญธรรมต่อไป วันนี้เวลาหมดลงแล้ว เราเตรียมกลับบ้านเถิด
        หยางเซิง: ขอรับบัญชา นั่งบนดอกบัวเรียบร้อยแล้ว…

        อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
        หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิ